วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นพดล ป้อง ทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ป ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องเสียภาษี

นพดล ป้อง ทักษิณ ชี้ ขายหุ้นชินคอร์ป ผ่านมา 10 ปี ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รับยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร การประเมินภาษี ต้องยึดกฎหมายและหลักนิติธรรม 

วันที่ 15 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกรณีตามที่ผู้นำในรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า จะมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งคงหมายถึง หุ้นจำนวน 329.2 ล้านหุ้น ที่รวมขายให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 นั้น

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการประเมินภาษีจากเงินได้ส่วนใด จากธุรกรรมตอนใด และจะอาศัยกฎหมายข้อใด ซึ่งในเบื้องต้นตนเห็นว่า

1 เคยมีคำพิพากษาซึ่งสรุปความตอนหนึ่งได้ว่า หุ้นในชินคอร์ป จำนวนดังกล่าวที่รวมขายให้กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 นั้น ดร.ทักษิณ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ บุคคลอื่นๆ เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน ไม่ใช่เจ้าของหุ้น

2.การขายหุ้นดังกล่าวให้กลุ่มเทมาเส็กได้ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้ขายนอกตลาด

3. ตามกฎหมายไทย เงินได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 23 ที่ออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าวนี้ใช้มานานแล้ว และใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นการขายหุ้นชินคอร์ป ผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็อยู่ภายใต้กฎกระทรวงฉบับเดียวกันนี้ ตราบใดที่ไม่มีการแก้ไข

4. นอกจากเงินได้จากการขายหุ้นในตลาดจะได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป และเงินปันผลจากหุ้น ประมาณ 46,000 ล้านบาท ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปตั้งแต่ 8 ปี ที่แล้ว

นายนพดล กล่าวต่อว่า การขายหุ้นชินคอร์ป เกิดขึ้นมาสิบปีแล้ว ผ่านมาหลายรัฐบาล แม้แต่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็ยังให้สัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ ว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ใครผิด ใครถูก เพราะกรมสรรพากร ระบุ อาจดำเนินการไม่ได้ ตนว่าประเด็นในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอายุความว่า จะขาดหรือไม่ แต่ประเด็นหลักคือการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าจะมีการประเมินภาษีบนพื้นฐานข้อกฎหมายใด กรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศเป็นผู้มีความรู้เรื่องกฎหมายภาษีเป็นอย่างดี ตนหวังว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และดำเนินการเรื่องนี้ตามกฎหมายและหลักนิติธรรม และยึดหลักความเท่าเทียมเสมอภาคกับทุกคน เชื่อว่า ถ้าทุกฝ่ายทำเช่นนั้น ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับการค้าและการลงทุนในประเทศได้