วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นโยบายพลังงานต้องโปร่งใส

โดย หมัดเหล็ก

ตามแผนพัฒนา กำลังผลิตไฟฟ้ากำหนดหลักการกระจายเชื้อเพลิง โดยการลด การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ จากร้อยละ 64 ในปี 2557 เหลือเพียงร้อยละ 30-40 ในปี 2579 เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15-20 ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ที่พลังงานธรรมชาติมีปริมาณลดลงทุกปี

และตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศไทย กำหนดเป้าหมายในการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฟฟ้ามีกำลังผลิตรวม 19,634.4 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 โดยมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ ชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ พลังลม 3,002.0 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906.4 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 680 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความสำคัญกับ การผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวล มากที่สุดเพราะการผลิตไฟฟ้าด้วย แสงอาทิตย์ มีปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บและไม่สอดคล้องกับความต้องการ ประกอบกับเวลานี้มีการผลิตมากกว่าครึ่งของปริมาณที่กำหนดไว้แล้ว การพัฒนาพลังงานทดแทนจากชีวมวล โดยการไฟฟ้าได้ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กตามหลักการต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ของ กฟผ.ซึ่งโรงไฟฟ้าเอกชนต้องไม่แพงกว่าโรงไฟฟ้าที่ กฟผ.สร้างเอง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการลงทุนให้กับภาครัฐ

หลังจากที่ กระทรวงพลังงาน ได้กำหนดมาตรฐานการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยปรับเปลี่ยนอัตราค่าไฟฟ้าจากรูปแบบส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้ามาเป็นรูปแบบ ค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุน เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าหมุนเวียน

การประชุม กพช.เมื่อปี 2557 มีมติอนุมัติให้การผลิตพลังไฟฟ้าจากชีวมวล รายที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าผูกพันกับภาครัฐไปแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบ สามารถที่จะเลือกรูปแบบค่าไฟฟ้าแบบใดแบบหนึ่งได้ แต่ไม่ให้สิทธิกับรายที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2559 กพช.ได้อนุมัติให้สามารถเลือกรูปแบบค่าไฟ ได้ทั้งที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้วและยังไม่ได้จ่ายไฟเข้าระบบในอัตราเดียวกัน แต่มีการหักอายุสัญญาตามระยะเวลาที่ได้ส่งไฟเข้าระบบไปแล้ว ปรากฏว่าเกิดผลกระทบขึ้นทันที เช่น การผลิตไฟฟ้าชีวมวล ที่ยังไม่จ่ายไฟเข้าระบบที่ได้รับการแก้ไขสิทธิเป็นรูปแบบพิเศษเริ่มส่งไฟเข้าระบบอัตราค่าไฟในอัตรา 4.54 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้ เมื่อมีการแก้ไขระเบียบใหม่แล้วทำให้วัตถุดิบ เช่นกากอ้อย แกลบ ทะลายปาล์มมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากมีการแข่งขันสูง ทำให้มีความต้องการวัตถุดิบมากขึ้นในขณะที่ราคาไฟฟ้าจากชีวมวลของผู้ผลิตรายเล็กอยู่ที่ 3.00-3.50 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

จากผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมีปัญหาในการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าซึ่งทาง กพช.ต้องชี้แจงเรื่องของความไม่เท่าเทียมดังกล่าวและควรจะได้รับสิทธิค่าไฟฟ้าในอัตราเดียวกันเพราะต้องซื้อเชื้อเพลิงในราคาเดียวกันและการอ้างเหตุผลที่ไม่ให้อัตราค่าไฟเดียวกันเนื่องจากมีขนาดที่ต่างกันจึงไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง

กพช.จะต้องโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th