บริการข่าวไทยรัฐ

อย่าให้ลูบหน้าปะจมูก

โดย สายล่อฟ้า

สิทธิเท่าเทียมกันคือทุกคนจะต้องเสียภาษีให้รัฐ

นี่ถือเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานของคนไทยทุกคนจะต้องเสียภาษี เพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นใครมีหน้าที่ตำแหน่งแห่งหนใดก็ตาม

แต่ในความเท่าเทียมกันนั้นปรากฏว่ายังมีการหลบเลี่ยงภาษีไม่ปฏิบัติตามหน้าที่พลเมืองที่ดีถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่จะต้องรับโทษ

ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรได้เปิดเผยตัวเลขการจัดเก็บภาษีได้ไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ 6,000 ล้านบาท

จึงหาทางออกด้วยการไล่เก็บภาษีจากสถานบริการกลางคืนและการค้าขายด้วยระบบออนไลน์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยม

เป็นตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของกรมภาษีได้เป็นอย่างดี

เผอิญเกิดความรู้สึกค้างคาใจของผู้คนว่าทำไมกรมสรรพากรจึงไม่เก็บภาษี 1.2 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น ที่ขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์

ปล่อยปละละเลยจนมาถึงวันนี้จนจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.60 หากเลยเส้นตายไปแล้วก็สามารถเรียกเก็บได้

ปมประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของกรมสรรพากรโดยตรง

คำถามก็คือรัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ล่าสุด ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ว่าการ สตง. เลขาธิการ ป.ป.ท. และเลขาธิการ ปปง. เพื่อหาทางออกว่าจะจัดเก็บภาษีด้วยวิธีการใด

คำตอบที่ออกมาก็คือประเด็นภาษีไม่ใช่เรื่องการขายหุ้นจากเงินขายหุ้นกว่า 7 หมื่นล้านบาท แต่เป็นภาษีที่เกิดจากการโอนหุ้นนอกตลาดจากบริษัทนอกประเทศให้กับบุตรของนายทักษิณ ชินวัตร ในราคาหุ้นละ 1 บาท

ก่อนมาขายในตลาดหุ้นราคาหุ้นละ 49.25 บาท โดยส่วนต่างกำไรที่คิดเป็นภาษี 1.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อย

แม้จะมีคำวินิจฉัยระบุว่าหุ้นดังกล่าวไม่เกี่ยวกับบุตรของนายทักษิณ แต่นายทักษิณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นอย่างแท้จริง

แต่บุตรทั้ง 2 คน ถือเป็นตัวแทน ตัวจริง คือ นายทักษิณจึงต้องเก็บภาษีจากเขาซึ่งบุตรทั้ง 2 คน ย่อมถือว่าเป็นตัวแทนได้

นี่คือประเด็นหนึ่งที่สามารถออกหมายเรียกได้

อีกทั้งสามารถใช้ช่องทางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820-821 และคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางน้ำมาบังคับใช้เรียกภาษี 12,000 ล้านบาทได้

เป็นช่องทางที่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

แน่นอนว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตัดสินใจไม่ใช้ ม.44 มาบังคับถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะมิฉะนั้นจะถูกตั้งข้อครหาว่าหาวิธีไล่ล่าด้วยการใช้อำนาจ เพราะเรื่องนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่สามารถกระทำได้อยู่แล้ว

แต่ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงคือกรมสรรพากร ซึ่งไม่มีทางดิ้นหลุดไปได้

เพราะไม่ทำหน้าที่ ละเว้น จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่จะต้องมีการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย

ความจริงแล้วกรมสรรพากรนั้นมีภารกิจสำคัญที่จะต้องหารายได้เข้ารัฐด้วยการจัดเก็บภาษีอย่างไม่แยกแยะว่าเป็นคนจน คนรวย นักการเมือง มหาเศรษฐี ข้าราชการทุกหน่วยงาน

ความสำคัญตรงนี้แหละที่จะต้องได้ผู้รับผิดชอบที่มีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา มีความกล้าหาญและไม่เป็นเครือข่ายของผู้ใดทั้งสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสะสางกันทั้งระบบ

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะยังมีธุรกิจที่หลบเลี่ยงภาษีภายใต้เงาอำนาจอีกหลายแห่ง.

“สายล่อฟ้า”