วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แปลง “คุณปู่” มะขาม สนามหลวงสู่พระเมรุฯ

ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมกษัตริย์แห่งจักรีวงศ์ ได้โปรดเกล้าฯให้ใช้ท้องทุ่งที่ราษฎรทำนาทางทิศตะวันออกวัดสลัก ที่สร้างขึ้นแต่สมัยอยุธยา หรือก็คือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารปัจจุบัน เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบรมวงศานุวงศ์

ทุ่งนาดังกล่าวจึงถูกเรียกขานว่า “ทุ่งพระเมรุ” จากเหตุแห่งครั้งกระนั้นเรื่อยมา กระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริมให้มีการทำนาขึ้นยังท้องทุ่งแห่งนี้ เพื่อแสดงศักยภาพว่าสยามประเทศขณะนั้น แสนจะอุดมสมบูรณ์มีท้องนาอยู่เคียงคู่พระบรมมหาราชวัง

สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลขึ้น ณ ท้องทุ่งแห่งนี้ อีกทั้งยังมีสายพระเนตรยาวไกลต่อไปอีกว่า ชื่อท้องทุ่งนาอันมีค่าต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตชาวสยาม แต่กลับพาถูกเรียกขานว่า “ทุ่งพระเมรุ” นั้นดูจะไม่เป็นมงคล จึงทรงออกประกาศให้เรียก “ท้องสนามหลวง” แทน

ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขยายพื้นที่ท้องสนามหลวงหลังเลิกการทำนาแล้ว ออกเป็น 74 ไร่ 63 ตารางวาดังปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี อันเป็นหน้าตาพระนคร เช่น งานฉลองครบ 100 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อครั้งเสด็จเยือนชวา พระองค์ทอดพระเนตรเห็นการจัดสวน บริเวณรอบสวนสาธารณะกลางเมืองดูร่มรื่นและสวยงามมาก หลังเสด็จฯกลับ จึงมีรับสั่งให้นำต้นไม้ที่ชื่อเป็นมงคลนามมาปลูกล้อมรอบท้องสนามหลวง โดยทรงเลือกต้นมะขามพันธุ์ไม้ที่มีต้นกำเนิดในชมพูทวีปหรืออินเดีย ด้วยเลี้ยงง่ายคงทนต่ออุณหภูมิอากาศทั้งยามร้อนและเย็น

ชื่อมะขามนั้นยังบ่งบอกถึงอัตลักษณ์อีกว่า เป็นนามแห่ง “ความน่าเกรงขาม” ไปด้วยในตัว!

ต้นมะขามที่นำมาปลูกยามนั้น ไม่มีปรากฏว่าได้สายพันธุ์มาจากที่ใด? และเริ่มปลูกกันปีใด? ทราบแต่ว่ายุคเริ่มต้นลงมือปลูกจำนวน 365 ต้น และปลูกเป็นแนว 2 แถวรอบสนามหลวง ระยะห่าง 1.5 เมตรจากต้นสู่ต้น ส่วนแถวที่สองอยู่ห่างแถวแรกประมาณ 7 เมตร

ต่อมา...ได้มีการปลูกขยายเพิ่มเป็น 708 ต้น และเรียงเพิ่มเป็น 4 แถวจนถึงวันนี้ ถ้านับอายุมะขามสนามหลวงที่ยืนต้นกรำแดดฝน จากวันนั้นถึงวันนี้ ยืนยันได้ว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ปี!

จึงสมควรเทียบรุ่นได้ไม่ต่าง “คุณปู่” ที่อยู่คู่ท้องสนามหลวงจนยันปีระกาไก่ พุทธศักราช 2560

ครั้น “วันฟ้าดับ” เมื่อย่ำเย็นเวลา 15.52 น. วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 เสียงระงมร่ำไห้ของพสกนิกรชาวไทย ก้องกระหึ่มไปทั่วทุกพื้นพสุธาบนแผ่นดินไทย ทันทีที่ทราบข่าว “พ่อหลวง” ร.๙ ผู้ครอบครองหัวใจไทยทุกดวงได้เสด็จสวรรคตแล้ว คงทรงทิ้งไว้แต่พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่มหาศาล ตลอดระยะเวลาที่ประทับบนบัลลังก์แห่งการครองราชย์อยู่นานถึง 70 ปี

วันนั้น...ถึงน้ำตาไทยจะพร้อมกันรินไหลต่อการสิ้นสูญสมมติเทพอันหมายถึงเทวดาที่ลงมาจุติยังแผ่นดินนี้ แต่ในส่วนของการเตรียมการประกอบพระราชพิธี เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้สมพระเกียรติแห่งพระองค์ ก็คงต้องดำเนินต่อไปอย่างขมีขมันกันในทุกๆด้าน

สิ่งสำคัญนำหน้าสุดก็คือ การสร้างพระเมรุมาศขึ้นเป็นมณฑลพิธี ณ กลางท้องสนามหลวง ให้กลับฟื้นคืนสู่ท้องพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเมื่อครั้งยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

โดยกรมศิลปากรรับเป็นเจ้าภาพในการออกแบบก่อสร้าง ตามรูปแบบราชวงศ์สมัยรัตนโกสินทร์ ทว่ายึดตามหลักโบราณราชประเพณี นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา

กล่าวคือทรงบุษบก 9 ยอด สูง 50 เมตร 49 เซนติเมตร ฐานทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 60 เมตร มีลักษณะคล้ายเขาพระสุเมรุรายล้อมด้วยสัตว์ป่าหิมพานต์ ตามความเชื่อในศาสนาพุทธผสมพราหมณ์ ด้วยพระมหากษัตริย์นั้นประดุจสมมติเทพที่เสด็จลงมากำเนิดยังโลกพิภพ

รูปแบบโครงสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้ ให้มีความจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ท้องสนามหลวงบางส่วนเพื่อการก่อสร้าง จึงต้องมีการโยกย้ายต้นมะขามที่ยืนต้นอยู่ทางฝั่งเหนือ 30 ต้น และฝั่งใต้อีก 14 ต้น รวม 44 ต้น ออกจากพื้นที่เป็นการชั่วคราว จนเมื่อพระราชพิธีแล้วเสร็จ ถึงค่อยย้ายกลับคืนยืนต้นอยู่คู่ท้องสนามหลวงอีกต่อไป

กัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี หนึ่งในคณะทำงานโยกย้ายต้นมะขามพร้อมคณะทำงานจากสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร และสวนมงคล จ.สระบุรี บอกว่า คณะทำงานได้แบ่งกลุ่มซึ่งล้วนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการล้อมราก เพื่อโยกย้ายต้นไม้ขนาดใหญ่ออกเป็น 3 ทีม เริ่มตั้งแต่เตรียมย้ายกระทั่งโยกย้าย และนำไปอนุบาลไว้ที่คลอง 8 จ.ปทุมธานี 1 แห่ง กับที่ ต.มะขาม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี อีก 2 แห่ง

“ยอมรับว่ามะขามเป็นพืชที่ย้ายยาก ด้วยเป็นไม้เนื้อแข็งและโตช้า ข้อสำคัญคือมะขามเหล่านี้แต่ละต้น ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตอายุเกินกว่า 100 ปีทุกต้น ที่ต่างคุ้นเคยอยู่กับสถานที่แห่งนี้มานาน ถ้าเทียบกับคนก็น่าจะรุ่นคุณปู่ ดังนั้นเมื่อจะต้องย้ายคุณปู่ที่สังขารอาจจะไม่แข็งแรงให้ต้องไปนอนพักรักษาตัวเหมือนอยู่ในห้องไอซียู แบบแยกย้ายกันไปอยู่ใกล้มือหมอที่ถูกชนิดถูกทางถึง 3 แห่ง ก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังกันมากขึ้น”

กัมพลกล่าวเป็นเชิงเปรียบเทียบและว่าการดำเนินงานได้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยการเตือนรากคือขุดล้อมเพื่อตัดรากเล็ก รากฝอย ให้เหลือรากใหญ่ 2 ราก ทำหน้าที่ท่อส่งน้ำเลี้ยงลำต้น แล้วกลบดินไว้อย่างเดิม คอยรดน้ำให้ปุ๋ยเพื่อเร่งรากใหม่ ซึ่งจะเจริญพันธุ์สมบูรณ์ราว 3 เดือน

ถึงตอนนั้นก็จะตัดรากใหญ่กับใบบางส่วนทิ้ง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างรากใหม่กับใบให้สามารถพอเลี้ยงความสมดุลระหว่างกันได้ระดับหนึ่ง

การย้ายจะต้องใช้ตาข่ายอุ้มดินกับรากไว้ชั้นหนึ่ง อีกชั้นหนึ่งจะใช้ขุยหรือเปลือกมะพร้าวห่อไว้ แล้วลำเลียงขึ้นรถต้นละคันเพื่อให้ต้นนอนราบ ไปพร้อมกับคลุมปิดใบที่เหลือไม่ให้ลู่ลม เพราะจะทำให้ใบคายน้ำคายอาหารออกมา จนไม่สามารถไหลย้อนลงไปเลี้ยงลำต้นและรากใหม่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องโชยน้ำเลี้ยงใบในระหว่างเดินทางไปด้วย เนื่องจากช่วงนั้นรากไม่สามารถดูดน้ำส่งขึ้นไปเลี้ยงใบได้ ไม่ต่างจากสังขารคุณปู่ที่กำลังย่ำแย่

เมื่อถึงยังสถานอนุบาลก็จะต้องอนุบาลคุณปู่ไว้กับพื้นดินที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้ไม้ค้ำลำต้นให้ทั้งลำต้นและรากมีชีวิตอยู่รอด หมั่นรดน้ำและให้ปุ๋ยเหมือนการให้ยาคุณปู่ไว้ตลอดเวลา รอไปจนกว่าพระราชพิธีผ่านไปเรียบร้อยแล้ว คุณปู่ก็จะได้กลับสู่ถิ่นเดิมคือท้องสนามหลวง โดยกัมพลอนุมานว่า ด้วยวัยและสังขารของคุณปู่มะขามสนามหลวง อาจจะคงเหลือต้นเดิมกลับถิ่นเดิมได้ราวๆ 70-80%

“แต่ขณะนี้ก็ได้มีการเตรียมการเก็บรักษาพันธุกรรมเดิมของสายพันธุ์ มะขามเหล่านี้เอาไว้ โดยได้มีการตอนกิ่งแล้วนำไปฝากชีวิตให้เติบโตไว้กับมะขามต้นใหม่ นอกจากนี้ก็มีการตัดยอดกิ่งไปผสมไว้กับมะขามต้นใหม่ ที่จะสามารถเจริญพันธุ์เป็นมะขามสนามหลวงสายพันธุ์เดิมอีกต่อไปไม่รู้จบ” กัมพล ว่า

“แม้จะเหนื่อย แต่ก็ดีใจภูมิใจในครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้ทำงานชิ้นนี้ถวายพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเอง มีอยู่ เหมือนปณิธานที่ว่า ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป”

ถ้าคุณปู่...“มะขามสนามหลวง” สามารถแสดงออกได้ ก็ไม่น่า จะต่างไปจากความรู้สึกนี้.