บริการข่าวไทยรัฐ

สั่งสรรพากรเก็บ ภาษีทักษิณ บิ๊กตู่ยํ้าไม่ใช้ม.44

เผยวงประชุมของรองวิษณุเจอหนทางที่สามารถทําได้ด้วยอภินิหารของกฎหมาย

“บิ๊กตู่” ยันชัดไม่ใช้ ม.44 รีดภาษีหุ้นชินคอร์ป ให้สรรพากรไปจัดการเรียกเก็บให้ทันก่อน 31 มี.ค. ยืนยันไม่ได้รังแกใคร “วิษณุ” บอกทำเป็นบรรทัดฐานให้ศาลตัดสิน ไล่สอบดะใครทำตัวเกียร์ว่างโฆษกรัฐบาลชี้เป็นอภินิหารพบข้อกฎหมายให้ไล่บี้ ได้ ต้องเบรกก่อนครบอายุความ 10 ปี “บิ๊กป้อม” ฉุน “เสรี” อ่านสัญญาณไม่ออกดันปมร้อน สั่งหยุดพูด อยากพูดนักให้มาที่ กห. “เสรี” โต้ ปชป. ไม่มีสอดไส้นิรโทษกรรม เซ็งการเมืองสองขั้วจ้องรบรากันท่าเดียว ถึงคิว นปช.ถกปรองดองหวังสะท้อนปัญหาได้ทุกเรื่อง สปท.ขอสื่อปรับทัศนคติเชิงบวก “วีรชน” ท้าทำดีอย่ากลัวกฎหมาย นายกฯปัดไม่เกี่ยวหมายจับ “วีระ” ซัดทำผิด ก.ม.เอง “บิ๊กป้อม” ยันไม่มีกลั่นแกล้ง

จากปมปัญหาว่าจะดำเนินการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ที่ใกล้จะครบอายุความ 10 ปี ภายในวันที่ 31 มี.ค.60 ได้ทันเวลาหรือไม่ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้กรม สรรพากรไปประเมินภาษีเพื่อดำเนินการเรียกเก็บต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต่อไป

ไม่ใช้ ม.44 รีดภาษีหุ้นชินคอร์ป

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 14 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือการเรียกเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขายหุ้นชินคอร์ปเมื่อปี 2549 ว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินเรื่องนี้ ได้ให้แนวคิดหลักการสำคัญไปว่ารัฐบาลต้องไม่ทำขัดกับหลักยุติธรรม และตนจะไม่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 แก้ปัญหาเรื่องนี้ เดี๋ยวจะหาว่าไปรุกไล่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ จึงให้ประชุมร่วมกันของคณะใหญ่ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ข้อยุติให้ใช้กฎหมายปกติดำเนินการ กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการเรียกภาษี จะได้หรือไม่ต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งในชั้นศาล

สั่งสรรพากรไปจัดการให้ทันเวลา

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องดูความเป็นมาของศาลที่ผ่านมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา เพราะหลายอย่างมีความซับซ้อน มีการวางแผนแยบยลเงินหลายทอด สังคมก็เชื่ออย่างนั้น พยายามแกะมาอาทิตย์กว่าแล้ว จนได้ข้อยุติดังกล่าว การจะให้มาสั่งโน้นสั่งนี่บางอย่างไม่สั่งก็สั่งไม่ได้ เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายไปพิจารณามา สรุปกรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษี ถ้าไม่ได้ก็ไปอุทธรณ์ว่ากันตามกฎหมาย ต้องทันเวลาก่อนวันที่ 31 มี.ค.นี้ การดำเนินการเรื่องนี้เป็นผลมาจากการประชุมของคณะกรรมการร่วมทั้งหมด เป็นไปตามข้อสังเกตที่ สตง.เสนอมาหากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวจะเป็นปัญหาเหมือนคดีอื่นอีก ยืนยันว่าไม่ได้รังแกใคร

“วิษณุ” บอกทำเป็นบรรทัดฐาน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเรียกเก็บภาษีกรณีขายหุ้นชินคอร์ป เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครผิดใครถูก กรมสรรพากรระบุอาจดำเนินการไม่ได้ แต่ยังไม่มั่นใจ ส่วนจะแน่ใจเมื่อไหร่ต้องมีคำพิพากษาศาล จะมาคิดเองไม่ได้ จึงต้องให้มีการประเมินและดำเนินการไปตามขั้นตอน หลักการต้องรู้ว่าเรื่องนี้มีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าการเสียภาษีกรณีนี้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ส่วนจะทำได้หรือไม่ ขณะนี้มี 2 ความเห็น ว่าถ้ายึดความเห็นที่หนึ่งของกรมสรรพากรคือเรียกไม่ได้ และอีกความเห็นของ สตง.คือเรียกเก็บได้ เมื่อยังไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด ก็ต้องไปทำให้ได้รับความชัดเจน คือประเมิน โดยให้ความเป็นธรรมและสามารถอุทธรณ์ได้ จากนั้น ถ้าไม่มีการจ่าย รัฐก็ต้อง ไปฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ถ้าตัดสินแล้วไม่พอใจยังไปอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้ เมื่อมีคำตัดสินแล้วจะได้ใช้เป็นบรรทัดฐาน เพราะ สตง.ได้แจ้งว่ามีกรณีลักษณะนี้หลายสิบคดีด้วยกัน

ไล่สอบดะใครทำตัวเกียร์ว่าง

นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีการขยายเวลา ไม่มีการขยายอายุความ ไม่มีการใช้มาตรา 44 ใช้ประมวลรัษฎากรปกติทุกอย่าง เวลาที่เหลือ 16 วันไม่ยากอะไร เมื่อยื่นประเมินแล้ว อายุความก็หยุดเมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่ไม่ได้เรียกเก็บภาษีก่อนหน้านี้ นายวิษณุตอบว่า ปลัดกระทรวงการคลังตั้งกรรมการสอบตั้งแต่เดือน ธ.ค. เป็นการสอบวินัย ถ้าพบว่าผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย โดยย้อนไปตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น

“ไก่อู” ไล่ความหลังบี้ภาษีหุ้นชิน

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สืบเนื่องจากกรมสรรพากรเคยเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวนายทักษิณ ให้มาเสียภาษีแต่ไม่มีความคืบหน้า จากนั้นจึงมีการออกแบบประเมินภาษี แต่ทั้งคู่ยังไม่จ่าย จนกรมสรรพากรฟ้องร้องต่อศาลภาษีอากร ท้ายที่สุดยกฟ้องเพราะศาลเห็นว่าทั้งคู่เป็นเพียงนอมินี จึงต้องไปเรียกเก็บภาษีกับนายทักษิณซึ่งเป็นตัวการ ส่วนที่มีการเสนอให้ใช้มาตรา 44 ดำเนินการ นายกฯเคยระบุแล้วว่าจะใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้ ต้องใช้ในทางสร้างสรรค์ ต้องไม่ทำให้มาตรการเรียกเก็บภาษีเปลี่ยนแปลงไป นายกฯให้หลักเกณฑ์ว่า 1.ต้องไม่ใช้มาตรา 44 ให้ใช้กฎหมายปกติ 2.ไม่ขยายอายุความ 3.ยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และ 4.ต้องดูเจตนาการขายหุ้นว่าสุจริตหรือไม่ ถ้าสุจริตทุกอย่างจบ การจะดูว่าสุจริตหรือไม่ ได้ข้อสรุปว่าต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีกันในชั้นศาล แต่มีคำถามว่าจะดำเนินการได้ทันก่อนอายุความ 10 ปีจะสิ้นสุดในสิ้นเดือน มี.ค.นี้หรือไม่

ต้องเบรกก่อนครบอายุความ 10 ปี

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้แนวทางสว่างว่า เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่านายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นนอมินีของนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เพราะตัวการสำคัญคือนายทักษิณ ดังนั้นการออกหมายเรียกทั้งคู่ตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการขอประเมินภาษีเชื่อว่าภายในระยะเวลา 16 วัน ที่จะประเมินภาษีไปยังนายทักษิณ เขาคงไม่มาเสียภาษีอีก ถือว่าระยะเวลาได้หยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ 10 ปี หลังจากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ข้อสรุปจะเป็นอย่างไรไปสู้กันใน 3 ศาล ผลออกมาอย่างไรก็อย่างนั้น ขอให้สังคมสบายใจว่ารัฐบาลไม่ได้ไปไล่บี้ทางการเมือง ไม่ได้ไปเกี้ยเซียะกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญ อยากให้เข้าใจว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคำนึงถึงวิกฤติศรัทธาประชาชน ข้อกฎหมายและอะไรหลายอย่าง

เป็นอภินิหารข้อกฎหมายให้ไล่บี้

โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า อยากให้เข้าใจว่าทุกเรื่องคำนึงถึงคุณภาพมาตรฐาน คงเป็นรายละเอียดที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่ โดยนายวิษณุใช้คำว่า “ทำไม่ได้ แต่ทำได้ด้วยอภินิหารของกฎหมาย” มุมแบบนี้คงไม่สามารถคิดออกได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่การประชุมวงนายวิษณุเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ได้เชิญเกจิอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาจึงคิดออก นอกจากนี้ นายกฯยังรับทราบกรณีกระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ว่าใครผิดหรือไม่อย่างไร ถ้าผิดต้องมีผู้รับผิดชอบและนายกฯยังบอกว่าจะไม่ทำอะไรแบบเทาๆ เราจะทำอะไรให้เป็นสีขาว

ปรับพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์-ปฏิรูป

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม ครม.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการเตรียมการให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่จะประกาศออกมาในระยะเวลาอันใกล้ จะได้ไม่ให้เสียเวลา ประเด็นสำคัญคือการปฏิรูปกับยุทธศาสตร์ชาติต้องสัมพันธ์กัน การปฏิรูปมีอยู่ประมาณ 7 วาระที่กำหนดไว้แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่มีหลายเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากวาระ ซึ่งอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องเดินหน้าไป ไม่ใช่ปฏิรูปอย่างเดียว แล้วอย่างอื่นไม่ต้องทำ บางเรื่องอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินก็สามารถทำงานบูรณาการได้แค่คิดให้ออกมาเป็นแผนก็เหนื่อยแล้ว เมื่อถึงเวลาทำต้องเหนื่อยกว่านี้ เพราะถ้าความขัดแย้งสูงก็ลำบาก

ให้กฤษฎีกาไปขัดเกลาถ้อยคำ

นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ใน 2-3 ประเด็น คือ 1.ความเชื่อมโยงระหว่างคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งนายกฯ เห็นว่าต้องมีความยึดโยงว่าคณะกรรมการปฏิรูปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานยุทธศาสตร์ชาติ 2.ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการปฏิรูปให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น และ 3.ให้กำหนดทบทวนยุทธศาสตร์ทุก 5 ปี

ขู่ไม่ทำตามโดนฟันอาญา 157

นายดิสทัตกล่าวต่อว่า การปรับปรุงเนื้อหาใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน จากนั้นจะนำกลับเข้าที่ประชุม ครม.อีกครั้ง และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการตามขั้นตอนให้เสร็จภายใน 120 วันตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด เมื่อถามว่ามีการกำหนดบทลงโทษหากรัฐบาลใหม่ไม่ปฏิบัติตามที่ยุทธศาสตร์ที่กำหนดด้วยหรือไม่ นายดิสทัตตอบว่า มี ถ้าไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุผล จะมีการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“เสรี” โต้ไม่มีนิรโทษกรรมแฝง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ คัดค้านรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง เนื่องจากมีเนื้อหาไม่ต่างจากการนิรโทษกรรม ว่า ถ้านายวัชระเห็นว่ามีทางออกที่ดีกว่าในเรื่องการสร้างความปรองดอง ขอให้เสนอแนวทางแก้ปัญหามา ไม่ใช่คอยวิจารณ์สิ่งที่ สปท.การเมืองนำเสนอ ว่าไม่ดีหมดในทุกขั้นตอน ถ้ามัวแต่จับผิดทุกขั้นตอน คงไม่ต้องคุย หรือไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ยืนยันว่าสิ่งที่ สปท.การเมืองเสนอ เป็นเจตนาดีในการสร้างความปรองดอง

เซ็งการเมืองสองขั้วจ้องรบรา

นายเสรีกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกลุ่ม นปช.มองว่าเป็นช่วยเหลือกลุ่ม กปปส.นั้น อยู่ที่ว่าใครจะมองอย่างไร ถ้าไปถามฝ่ายใดก็จะมองอีกข้าง เช่น ถามนปช.ก็บอกช่วย กปปส. ถ้าถาม กปปส.ก็บอกว่าช่วย นปช. แต่ สปท.การเมืองยืนยันว่าไม่ได้นำเรื่องตัวบุคคลมาเป็นหลักในการพิจารณา มัวแต่คิดกันอย่างนี้จะปรองดองกันอย่างไร ต่างคนต่างไม่ไว้ใจ มัวแต่เอาชนะกัน ทั้งที่การจะปรองดองได้ต้องเชื่อใจกัน แต่ถ้าระแวงค้านทุกเรื่องจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าไม่เอาทางเลือกที่ สปท.การเมืองเสนอ ก็ต้องไปสู้คดีให้ศาลตัดสินกันเท่านั้นเอง

“บิ๊กป้อม” ดีดปากฉุนพูดไม่รู้เรื่อง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ในฐานะที่ตนดูแลเรื่องปรองดอง นายเสรีไม่ใช่คณะกรรมการด้านปรองดอง บอกแล้วว่าทำแค่นี้ไม่พูดถึงนิรโทษกรรม ไม่พูดถึงอภัยโทษ นายเสรีฟังไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจตนใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นนายเสรีก็ไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเองว่าจะทำอะไร ทำอย่างนี้ได้อย่างไรกระบวนการกำลังเดินหน้า ถ้าอยากจะเสนอความคิดเห็นให้มาพูดในคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ไม่ใช่ไปพูดออกสื่อ อยากเสนออะไรให้มาเสนอกับตน ถ้าทุกคนออกมาพูดอย่างนี้ตนไม่ตายหรือ สื่อมาถามแบบนี้ทุกวันจะทำอย่างไร

ถ้าอยากพูดนักให้มาว่ากันที่ กห.

รองนายกฯกล่าวว่า ที่พูดมานี่ไม่ได้โมโห แต่ต้องฟังให้รู้เรื่องว่าเราจะทำอย่างไร บอกแล้วไม่มีการนิรโทษ นายเสรีควรจะหยุดพูด ถ้าอยากพูดมาพูดที่กลาโหมในฐานะประชาชน ที่ผ่านมามีคนส่งความคิดเห็นมาให้ตนก็รับ และส่งให้คณะกรรมการประมวลความคิดเห็น ถ้าทุกคนออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้มันไม่ใช่ อยากถามว่าอดีตที่ผ่านมาทุกคนที่ทำรู้หรือไม่ว่าผิดกฎหมาย ถ้ารู้ก็เข้ากระบวนการยุติธรรม แต่เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต เมื่อคณะทำงานของตนทำเสร็จ มีข้อตกลงร่วมกันแล้ว ต่อไปในอนาคตจะไปตกลงอะไรกัน จะอภัยโทษหรือที่พรรคเพื่อไทยออกมาพูดถึงการให้อภัยก็ว่ากันไป แต่ยืนยันไม่เคยพูดเรื่องนิรโทษกรรม มีแต่การพูดให้อภัยกัน ส่วนกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ ออกมาแสดงความเห็นนั้น อะไรที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ก่อความขัดแย้งก็ทำได้ ตนยึดกฎหมายเป็นตัวตั้งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

“ตู่-เต้น” นำทีมร่วมถกปรองดอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงกลาโหมว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัด กระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เชิญตัวแทน 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคคนไทย พรรคอนาคตไทย และพรรคสหกรณ์ไทย เข้าให้ข้อคิดเห็นเสนอแนวทางสร้างความปรองดอง และวันที่ 15 มี.ค. เป็นคิวของกลุ่มการเมือง คือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จากนั้นวันที่ 17 มี.ค.เป็นคิวของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

หวังสะท้อนปัญหาได้ทุกเรื่อง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า นปช.พร้อมให้ความร่วมมือสร้างความปรองดอง โดยมีแกนนำ นปช. 10 คน ไปนำเสนอความคิดเห็น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ คำตอบสำหรับกรอบคำถาม 11 ข้อ และมุมมองเรื่องการสร้างความปรองดอง โดยยึดโยงกับข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ภายใต้หลักการและความเชื่อมั่นว่า ความปรองดองจะเกิดได้ด้วยการสร้างประชาธิปไตย หวังว่าบรรยากาศจะเป็นไปด้วยดี และเราในฐานะแขกรับเชิญจะได้พูดทุกประเด็นที่อยากพูด เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้มีอำนาจ

เย้ย สปท.หมดค่าหลังมี ป.ย.ป.

นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอสปท.การเมือง ที่จะถอนฟ้องคดีการเมืองโดยจงใจยกตัวอย่างคดียึดสนามบิน และยึดทำเนียบรัฐบาลนั้น อาจสะท้อนทัศนะทางการเมืองหรือการเลือกข้างของ สปท.บางคน แต่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเพราะยังต้องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ย.ป. และไม่มีข้อผูกมัดที่ ป.ย.ป.ต้องปฏิบัติตาม อาจตีตกไปทั้งฉบับเลยก็ได้ เพราะเมื่อมีการแต่งตั้ง ป.ย.ป. บทบาทของ สปท.ทั้งเรื่องปฏิรูปและปรองดองก็แทบหมดลงทันที จนต้องอาศัยเรื่อง “ป๋าอนุสรณ์” ทำให้ สปท.กลับมามีพื้นที่ข่าวใหญ่อีกครั้ง ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า เรื่องการปรองดองเป็นเพียงภารกิจจับแพะชนแกะที่ตั้งองค์กรหรือคณะกรรมการต่อกันมาเรื่อยๆ โดยหัวรถจักรไม่เคลื่อน แต่ท้ายขบวนยาวขึ้นทุกที

“สุเทพ” ย้ำต้องเร่งปฏิรูปทั้ง 5 ด้าน

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวถึงการเข้าร่วมเสนอข้อคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง วันที่ 17 มี.ค. ว่า เชื่อมั่นการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าตั้งใจทำงานเพื่อคนไทย โดย กปปส.จะทบทวนข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนที่ร่วมผลักดันแสดงความคิดเห็น สร้างความปรองดองใน 5 ด้าน คือ 1.การปฏิรูปการเมือง 2.การแก้ปัญหาป้องกันและปราบปรามการทุจริต 3.การแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบราชการ 4.การปฏิรูปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5.การส่งเสริมอาชีพ ยกระดับรายได้ประชาชน หากรัฐบาลสามารถทำตามข้อเสนอแนะข้างต้นได้ ความปรองดองจะเกิดขึ้นแน่นอน เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสร้างความปรองดองให้เกิดในสังคมไทยได้สำเร็จ

สปท.ขอสื่อปรับทัศนคติเชิงบวก

ที่รัฐสภา คณะกรรมการโครงการเสียงปฏิรูปประเทศ สปท. จัดสัมมนา “บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. กล่าวว่า มั่นใจสื่อมวลชนจะมีบทบาทผลักดันและสร้างความเข้าใจต่อการปฏิรูปประเทศ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนนอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังเป็นเวทีสะท้อนมุมมองที่หลากหลายในสังคม ขอให้รัฐประหารครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้น ปัญหาของประเทศต้องถูกแก้ไข ในฐานะที่ สปท.เป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ต้องเน้นการสื่อสารเพื่อให้สังคมเข้าใจการทำงานปฏิรูปให้มากที่สุด อยากให้สื่อมวลชนเปลี่ยนทัศนคติการมองโลกในมุมดีบ้าง เหรียญยังมีสองด้าน อย่ามองแค่ด้านเดียว สื่ออย่าเสนอแต่มุมมืด ขอให้เสนอด้านที่ก้าวหน้าบ้าง เราจะพลิกประเทศไปในทางที่ดีโดยอาศัยสื่อ เพื่อพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

“วีรชน” ท้าทำดีอย่ากลัวกฎหมาย

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับบทบาทสื่อในการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นเครื่องมือสร้างความสมดุลให้บ้านเมือง สื่อมวลชนต้องเป็นอาชีพที่แตะต้องได้ ไม่ใช่ฐานันดรที่สี่ ที่ผ่านมารู้สึกเสียใจที่สื่อบางส่วนสร้างความขัดแย้งสร้างปัญหาให้บ้านเมือง อยากถามว่ามีการตรวจสอบกันหรือไม่ รวมทั้งมีความรับผิดชอบอะไรหรือไม่กับความเสียหายต่อประเทศชาติ และสังคม จากประเด็นข่าวที่นำเสนอออกไป สื่อมวลชนต้องคิดว่าตัวเองแตะต้องได้ และอย่าคิดว่าดีกว่าคนอื่น เพราะเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแล หากเราคิดดีทำดีไม่ต้องไปหวั่นเกรงกฎกติกาใดๆ เมื่อมีเสียงทวงติงในสังคมเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตัวเอง ต้องกลับมาคิดและพร้อมจะแก้ไข ไม่ใช่ปฏิเสธไม่ยอมทำอะไรเลย

“บิ๊กตู่” ปัดไม่เกี่ยวหมายจับ “วีระ”

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีศาลออกหมายจับนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ข้อหาเผยแพร่โพลวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านเฟซบุ๊ก เข้าข่ายกระทำความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า เป็นเรื่องการถูกกล่าวหาว่าทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษซึ่งไม่ใช่ตน เพราะไปสั่งใครไม่ได้อยู่แล้ว เวลาเรื่องอย่างนี้มาบอกว่าไม่เป็นธรรม อะไรที่เข้าตัวเองก็โดนหมดกลับมาหมด แต่เวลาตัวเองทำไม่รู้ว่าทำผิดอะไร กฎหมายมันมีอยู่แล้ว แต่ไม่ระมัดระวังเอง “มีกระบวนการยุติธรรมที่ดูแลเรื่องกฎหมายอยู่รัฐบาลไม่ต้องไปสั่งทุกเรื่อง ถ้าเขายังพูดจาทำให้เสียหายอีก ก็จะมีคนฟ้องอีก ขอให้ระมัดระวังทุกคน ผมไม่ไปยุ่งเกี่ยวตรงนี้”

รมว.กห.ยันไม่มีการกลั่นแกล้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การที่นายวีระ สมความคิด ระบุว่า ถูกเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษนั้น ต้องดูว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้ารู้ว่าทำผิดกฎหมายแล้วยังทำ จะทำอย่างไร หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการจะไม่ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือ แล้วจะให้ทำอย่างไร ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นการออกหมายจับหรืออะไร ยืนยันไม่มีการกลั่นแกล้งใครทั้งนั้น อย่างไหนคือกฎหมายก็ต้องทำตามกฎหมาย ถ้าไม่ทำก็ถือว่าละเว้น

คิดถึง “เจ๊ยุ” ยันไม่เคยโกรธเคือง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าว ช่วงหนึ่งระหว่างให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม. รำลึกถึงนางยุวดี ธัญญสิริ หรือเจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ทำเนียบรัฐบาลที่เสียชีวิต ว่า “คิดถึงพี่ยุนะ ผมยังจำได้ เคยทานข้าวกันตรงหน้ารังนกกระจอก ได้ทานข้าวกับป้ายุหรือพี่ยุของผม ก็คุยกันดีไม่มีอะไร วันนี้ท่านก็หมดห่วงไปแล้วไปสบาย ช่วยกันอธิษฐานจิตให้ท่านมีความสุข ผมไม่เคยโกรธเคืองอะไรท่าน หน้าที่ก็คือหน้าที่ พี่ก็คือพี่ เป็นพี่ เป็นภรรยารุ่นพี่ อย่างไรก็เป็นพี่ผมเสมอ เคารพเสมออยู่แล้ว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน” หลังให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์เดินมาที่ห้องนักข่าว 1 (รังนกกระจอกเก่า) พร้อมชี้มายังจุดที่เคยนั่งรับประทานอาหารร่วมกับนางยุวดี จากนั้นได้เดินดูบริเวณสนามหญ้า ด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับกล่าวถึงอาการเจ็บตาจนต้องสวมแว่นตลอดเวลาว่า ขอบคุณที่ทุกคนเป็นห่วง เป็นเพราะอ่านหนังสือมากทำให้ตาเจ็บ แต่ไม่ได้เป็นต้อ แฟ้มงานในห้องทำงานมีมาก กว่าจะพูดหรือสั่งงานอะไรได้ ต้องอ่านแฟ้มไม่รู้กี่หน้า

ต้อนรับ “ดูเตอร์เต” สานสัมพันธ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังกล่าวถึงการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่า ความจริงประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะเดินทางมาเยือนไทยตั้งแต่ต้นปี แต่เลื่อนมาเพราะติดภารกิจพระบรมศพ วันนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมจะมาเยือนไทยวันที่ 21-22 มี.ค. เพื่อแนะนำตัวในฐานะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนใหม่ และจะมาหารือร่วมกันในทุกด้านของไทย-ฟิลิปปินส์ ซึ่งวันนี้ทุกด้านดีอยู่แล้ว เป็นลูกค้าข้าวของเรา

“ดอน” ไร้กังวลไทยแจงยูเอ็นฉลุย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เสนอรายงานปฏิบัติการพันธกิจ ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (ICCPR) ฉบับที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นคร เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค.ว่า บรรยากาศชี้แจงเป็นไปด้วยดี ไม่มีเรื่อง ขุ่นเคืองของรัฐบาลไทย โดยเป็นการตอบคำถามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ซึ่งสามารถอธิบายได้ทั้งเรื่องการขึ้นศาลทหาร การประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทำให้เห็นถึงความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ของไทย เมื่อถามว่ามีข้อกังวลประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษของไทยหรือไม่ นายดอนตอบว่าไม่กังวลในทุกประเด็น เพราะรัฐบาลได้ผ่อนปรน และได้ปรากฏเป็นข่าว ไม่ถือว่าเป็นปัญหาในการชี้แจง เชื่อว่าภาพพจน์ไทยด้านสิทธิมนุษยชนต่อต่างประเทศน่าจะดีขึ้นตามลำดับ

ฮิวแมนไรท์จี้ออก ก.ม.ป้องกันทรมาน

ขณะที่สำนักข่าวเอพีรายงาน เมื่อวันที่ 14 มี.ค. กลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทย ออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยลงนามรับรองไว้ โดยการแถลง ครั้งนี้มีขึ้นในวันเดียวกับที่คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ในนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ อยู่ระหว่างทบทวนรายงานเกี่ยวกับประเทศไทย ในประเด็นต่างๆ อาทิ เรื่องการปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย ความโปร่งใสของระบบกฎหมาย ไปจนถึงเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และจะออกรายงานสรุปเกี่ยวกับประเทศไทยในปลายเดือน มี.ค.นี้ ก่อนหน้านี้ยูเอ็นเคยแสดงความผิดหวังที่ไทยตัดสินใจไม่ผ่านร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

ซัดผู้แทนไทยตอบไม่ตรงคำถาม

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคณะตัวแทนไทยเสนอรายงานปฏิบัติการพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) ฉบับที่ 2 และตอบคำถามทั้งหมด 28 ข้อที่เกี่ยวข้องนั้น นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตัวแทนของไทยตอบไม่ตรงคำถามที่ทางคณะกรรมการของยูเอ็นตั้งขึ้น และไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบเรื่องพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้อย่างแท้จริง