บริการข่าวไทยรัฐ

แม่น้ำ 5 สายช่วงไหลลง

“โก โซ บิ๊ก” ชักจะไปกันใหญ่

กับข่าวพาดหัวไม้หนังสือพิมพ์ นายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถูกพนักงานร้านอาหารชื่อดังย่านซอยอารีย์แจ้งความดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย

เหตุเพราะไม่พอใจที่ถูกเรียก “ป๋า”

เจ้าตัวยอมรับผิดพร้อมจ่ายค่าเสียหาย แต่หนีไม่พ้นโดนสอบเอาผิดจริยธรรม

ที่สำคัญข่าวฉาวดันโผล่มาในจังหวะที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติงบประมาณให้ สปท.เพิ่มเติม วงเงินมากกว่า 293 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานของสมาชิก สปท. เนื่องจากยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทำให้ระยะเวลาการสิ้นสุดของ สปท.ต้องขยายออกไปอีก 8 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ถึงกันยายน 2560 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องขอใช้เงินงบกลาง

ต้องอัดงบฯต่อเวลาทำงานให้

ท่ามกลางกระแสความแคลงใจของสังคม ตั้งเครื่องหมายคำถามการทำหน้าที่ของ “สภาลากตั้ง” ในยุคอำนาจพิเศษ ทั้ง สปท.และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเฉพาะสายท็อปบูตเส้นใหญ่ที่รับเงินเดือน เบี้ยประชุมเต็มอัตรา

แต่ขาดประชุม ไม่ได้ร่วมลงมตินับร้อยๆครั้ง

สนช. กับ สปท. คุณภาพ “พวกลากตั้ง” ห่วยไม่น้อยไปกว่าที่ก่นด่า “นักเลือกตั้ง” ไว้เลย

เพิ่มแรงกดทับไปที่เบอร์หนึ่งอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ยิ่งเหนื่อย เครียดไปกันใหญ่

ในสถานการณ์ที่กระแสแม่น้ำ 5 สายอยู่ในห้วง “ไหลลง” ช่วงปลายทางโรดแม็ป

แบบที่มีเรื่องฉาวให้เคลียร์กันไม่หยุดหย่อน

ขณะที่รัฐบาล คสช.เองก็กำลังหัวหมุนกับการปั่นเนื้องานเพื่อเคลียร์แรงเสียดทาน ภายในสภาวการณ์ที่อำนาจพิเศษไม่ขลังเหมือนช่วงแรก

ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 สยบ “ธรรมกาย” ไม่อยู่

หมดมุก ทำได้แค่ไล่ตามเงา “ธัมมชโย”

นั่นก็ทำให้เริ่มฝ่อ กับเสียงค่อนแคะกระบองยักษ์ใช้มากชักจะเฝือ ตามอาการกล้าๆกลัวๆแบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ยืนยันรัฐบาล คสช.ไม่รับมุกตามลูกยุให้ใช้มาตรา 44 เช็กบิลภาษีขายหุ้นกลุ่มชินของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

พูดชัด จะไม่ทำขัดหลักนิติธรรม

“เก็บคาง” เต็มที่ ไม่เปิดจุดอ่อนให้โดนหมัดสวนปมอำนาจพิเศษ

ขณะเดียวกันมันก็มีปมแหลมๆเกี่ยวกับเงินๆทองๆที่สังคมจ้องจับตา

กับปรากฏการณ์ที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน ประกาศว่า สตง.กำลังดำเนินการตรวจสอบการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ

เนื่องจากเป็นโครงการที่สังคมจับตา

โดยขณะนี้ สตง.ได้ขอเอกสารและรายละเอียดในการจัดซื้อไปทางกองทัพเรือแล้ว ทั้งในเรื่องของวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อ สเปกหรือคุณสมบัติของเรือดำน้ำที่กองทัพเรือกำหนด ขั้นตอนและกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการ

แน่นอนถ้าวัดกันตามมาตรฐานก่อนหน้าที่ สตง.เคยออกมาการันตีกรณีของลูกและภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม ไม่ผิดปกติ

รวมทั้งกรณีการรับเหมางานของกองทัพและใช้เครื่องบินทหารไปงานเปิดฝายที่ภาคเหนือ หรือกับประเด็นร้อนการเหมาลำเครื่องบินไปประชุมที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา ของคณะ รมว.กลาโหม ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

แนวโน้มงานนี้น่าจะออกมาในรูปของการ “เคลียร์หน้าเสื่อ” ให้

สตง.น่าจะประทับความชอบธรรมโครงการช็อปเรือดำน้ำในที่สุด

แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็น่าเอะใจ เรื่องนี้มีข่าวมานานหลายเดือน แต่ สตง.เพิ่งกระโดดลงมาเล่น เหมือนเป็นไฟต์บังคับ ตามสัญญาณกดปุ่มลุย.

ทีมข่าวการเมือง