บริการข่าวไทยรัฐ

20 มีนาคม 'วันวสันตวิษุวัต' กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

สดร.เผย 20 มีนาคม “วันวสันตวิษุวัต” กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ขณะที่ 27 เมษายน ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ...

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 14 มี.ค. 60 รองศาสตราจารย์บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยว่า ในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้เป็นวันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ภาษาสันสกฤตเรียกว่า "วันวสันตวิษุวัต" (Vernal Equinox) และประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนประเทศในซีกโลกใต้ นับเป็นวันย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง สำหรับประเทศไทย ในวันที่ 20 มีนาคม 2560 กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06.23 น. และจะตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 18.28 น. ในแต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างๆ กัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา หลังจากนี้ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่เฉียงไปทางเหนือเรื่อยๆ และหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิถุนายน หรือที่เรียกว่าวันครีษมายัน (Summer Solstice) หลังจากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนที่เฉียงลงมาทางใต้อีกครั้งหนึ่ง

ผอ.สดร. กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้ในรอบหนึ่งปี โลกมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงที่ใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) ช่วงที่ไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก จึงไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับระนาบตั้งฉากวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก จึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีอุณหภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว

นอกจากนี้ การที่มุมเอียงของแกนโลกและการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์มีผลต่อแสงดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นผิวโลก บริเวณใดที่แสงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก จะได้รับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มากกว่าบริเวณที่แสงอาทิตย์ทำมุมเอียงกับพื้นโลก แสงอาทิตย์ที่ทำมุมเอียงกับพื้นโลกจะผ่านชั้นบรรยากาศที่หนากว่าแสงอาทิตย์ที่ตั้งฉาก ฝุ่นละออง ไอน้ำในอากาศจะดูดกลืนความร้อน และสะท้อนความร้อนบางส่วนออกไปยังบรรยากาศภายนอก ทำให้ความเข้มของพลังงานความร้อนที่ตกกระทบผิวพื้นโลกลดลง ดวงอาทิตย์จะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับพื้นโลก เฉพาะบริเวณละติจูด 23.5 องศาเหนือ ถึง 23.5 องศาใต้เท่านั้น เนื่องจากแกนโลกเอียง 23.5 องศา

ดังนั้นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนเท่านั้น (ระหว่างละติจูด 23.5 องศาเหนือ ถึง 23.5 องศาใต้) ที่จะสามารถสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ตั้งฉากได้ สำหรับวันที่ 20 มีนาคม 2560 ดวงอาทิตย์จะตั้งฉากกับพื้นที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรโลก (ละติจูด 0 องศา) ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ละติจูดประมาณ 15 องศาเหนือ ดวงอาทิตย์จะตั้งฉากกับกรุงเทพฯ ในวันที่ 27 เมษายน 2560.