วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐบาลพัฒนาแผนกระจายน้ำ เร่งติดปั๊มพลังแสงอาทิตย์-วางท่อให้ทั่วถึง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินเครื่องเต็มพิกัด “โครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำ” เร่งติดตั้งปั๊มน้ำพลังแสงอาทิตย์ พร้อมวางระบบท่อกระจายน้ำสู่ชุมชน ให้คนไทยมีสิทธิเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างเท่าเทียมทุกพื้นที่ ตั้งเป้าปี 2560 ครอบคลุม 87 แหล่งน้ำผิวดินใน 28 จังหวัด และแหล่งน้ำบาดาลอีก 3,888 แห่ง ใน 73 จังหวัด ช่วยให้คนไทยเข้าถึงน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.60 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม รวมทั้งการรักษาระบบนิเวศและคุณภาพน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตามการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ไม่ได้มีเพียงมิติด้านการจัดหาแหล่งน้ำสำรองให้ภาคส่วนต่างๆ ใช้ได้อย่างพอเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งสำคัญคือ การทำให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปร่วมกันหาแนวทางพัฒนาระบบกระจายน้ำควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถส่งน้ำไปถึงประชาชนมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะที่อยู่นอกเขตชลประทาน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม แหล่งน้ำที่พัฒนาขึ้นใหม่ หรือแหล่งน้ำใต้ดิน ส่วนใหญ่เมื่อได้รับการพัฒนาขึ้นมาแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดคือ อยู่ห่างไกลจากชุมชนหรือพื้นที่การเกษตรของประชาชน ทำให้ยากต่อการเข้าถึง การจะนำน้ำมาใช้แต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้ปี๊บใส่รถเข็นไปตักน้ำ หรือต้องลงทุนซื้อเครื่องสูบน้ำมาใช้ ซึ่งถือว่าไม่ตอบโจทย์เรื่องการจัดสรรน้ำให้ประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการกระจายน้ำขึ้นทั่วประเทศ โดยติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อดึงน้ำจากแหล่งน้ำทั้งจากน้ำผิวดิน คือ ห้วย หนอง คลอง บึง และจากแหล่งน้ำบาดาล มาเก็บไว้ที่หอพักน้ำ ก่อนปล่อยน้ำกระจายผ่านระบบท่อส่งไปให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค รวมถึงใช้สำหรับทำการเกษตรน้ำน้อย โดยในปี 2560 มีเป้าหมายดำเนินการ 87 แห่ง ในพื้นที่ 28 จังหวัดสำหรับน้ำผิวดิน ส่วนน้ำบาดาลมีเป้าหมายดำเนินการ 3,888 แห่ง ในพื้นที่ 73 จังหวัด ขณะที่ในปี 2561 จะขยายผลดำเนินการให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

“การดำเนินโครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำนี้หากแล้วเสร็จตามเป้าหมาย นอกจากจะช่วยส่งน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำในพื้นที่ห่างไกลมายังระบบประปาหมู่บ้านและพื้นที่เกษตรกรรมได้แล้ว ยังสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกันยังเป็นการสะท้อนถึงการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าในเขตชนบทหรือเขตเมือง”

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้นำร่องดำเนินโครงการพัฒนาระบบการกระจายน้ำไปแล้วหลายพื้นที่ โดยขยายผลจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น โครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำเริงไม้งาม อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้จัดทำแก้มลิงเก็บกักน้ำกว่า 6 แสนลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และพัฒนาระบบกระจายน้ำโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดและประชาชนไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้า โดยดึงน้ำมาไว้ที่ถังพักน้ำ แล้วใช้วิธีกระจายน้ำไปตามท่อที่เชื่อมต่อกับพื้นที่เกษตรกรรมสาธารณะของชุมชนเนื้อที่กว่า 24 ไร่ ทำให้จากเดิมที่เกษตรกรมีน้ำไม่พอใช้ ก็สามารถปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ ต้นหอม ผักชี ดอกดาวเรือง สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิมถึงเท่าตัว เนื่องจากสามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

ขณะที่ตัวอย่างพื้นที่นำร่องอีกแห่งหนึ่งคือ พื้นที่โครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้าไปสำรวจพื้นที่แห้งแล้งแต่มีศักยภาพในการขุดเจาะแหล่งน้ำบาดาล โดยได้ขุดเจาะน้ำบาดาลลึกว่า 120 เมตร จำนวน 2 บ่อ พร้อมติดตั้งระบบกระจายน้ำ โดยสูบน้ำมาไว้ที่หอพักน้ำ ก่อนกระจายผ่านระบบท่อความยาว 3,000 เมตร ซึ่งใช้วิธีต่อท่อแบบหยดน้ำขนาด 2-4 นิ้ว เข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างเพียงพอและทั่วถึงกว่า 213 ไร่

ส่วน นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเรามีน้ำใช้อย่างทั่วถึง การร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นหัวใจของการจัดการและมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน รวมทั้งอยากเชิญชวนให้คนไทยฟื้นฟูรักษาแหล่งต้นน้ำลำธาร เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำให้มีน้ำใช้ตลอดไปด้วย.