บริการข่าวไทยรัฐ

การเมืองต้องนำสังคม

หลังจากเงียบหายจากการเมืองไปยาวนาน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้นำกลุ่ม กปปส. ผู้จุดประเด็น “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ก็กลับมาเสนอการปฏิรูปประเทศ 5 ด้าน โดยถือว่าการปฏิรูปการเมืองสำคัญที่สุด ตามด้วยการปฏิรูปด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต การปฏิรูประบบราชการ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด่วนที่สุดคือ ปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย และพูดกันมาทุกยุคทุกรัฐบาล แต่ไม่มีรัฐบาลใดปฏิรูปหรือแก้ไขอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น การลดความเหลื่อมล้ำ พูดกันมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกๆจนถึงฉบับที่ 12 นานเกือบ 60 ปี แต่ยิ่งพูดปัญหาก็ยิ่งเลวร้าย จนไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

ส่วนการปฏิรูปการเมืองก็ถกเถียงกันมานาน แต่เอาจริงเอาจังมากที่สุดในรัฐธรรมนูญ 2540 “ฉบับปฏิรูปการเมือง” เป็นรัฐธรรมนูญที่ถือว่าก้าวหน้ามากที่สุด แต่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ชี้ว่า ในแม่น้ำ 5สาย ผู้นำการปฏิรูปประเทศขณะนี้ เกือบทั้งหมดมีแนวคิด “อนุรักษ์และจารีตนิยม” จึงน่าเป็นห่วงว่าจะปฏิรูปการเมืองได้จริงหรือ?

การปฏิรูปหมายถึง การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้ายึดแนวทาง “อนุรักษ์และจารีตนิยม” อาจหมายถึงการคัดค้านการเปลี่ยนแปลง แต่อนุรักษ์ระบบการเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นอำมาตยาธิปไตย คือการปกครองโดยข้าราชการ เป็นการถอยหลังเข้าคลอง ไม่ใช่การปฏิรูป ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติหลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญใหม่

แต่ถ้าดูรายงานเรื่องส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย ของ สปท. ก็ต้องยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า ไม่ได้มองปฏิรูปการเมืองในแง่กฎหมายด้านเดียว แต่มองถึงวัฒนธรรม ซึ่งซ่อนลึกอยู่ในพฤติกรรมทางการเมืองต่างๆ เป็นต้นว่า “เงินไม่มากาไม่เป็น” รวมทั้งระบบธุรกิจการเมือง การถือคติแพ้ไม่เป็น ฯลฯ ล้วนแต่ขัดต่อวัฒนธรรมประชาธิปไตย

แต่รายงานเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองบางส่วน ระบุว่าคนไทย “รักความสงบประนีประนอม ไม่นิยมความรุนแรง ถ่อมตัว ไม่กล้าวิจารณ์ผู้อื่น” อาจเป็นประเด็นถกเถียงกันต่อไป เพราะว่าในการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด ต่างอ้างสาเหตุเนื่องจากเกิดความขัดแย้ง และเกิดความรุนแรงทางการเมือง จนประเทศเดินหน้าไม่ได้

มูลนิธิมวลมหาประชาชนเสนอแนวทางปฏิรูปการเมือง ให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง และทำให้การเลือกตั้งสะอาดไร้การซื้อเสียง ส่วน สปท.เสนอให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าต้องปฏิรูปการเมือง และทุกฝ่ายคงยอมรับ เพราะถ้าเศรษฐกิจและสังคมไทยก้าวไปถึง 4.0 แต่การเมืองยังจมปลักอยู่ที่ 1.0 หรือ 2.0 ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร?