บริการข่าวไทยรัฐ

พศ.รุกคืบ ให้สละสมณเพศ 'ธัมมชโย' บิ๊กป้อม เผยม.44 เพิ่งใช้ไป2จาก10ข้อ

“บิ๊กป้อม” รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เผยมาตรา 44 เพิ่งใช้ไป 2 ข้อ จาก 10 มาตรการกดดันปิดล้อมตรวจค้นวัดพระธรรมกายติดตาม “พระธัมมชโย” ระบุยังคงวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษเพราะพบมีมือที่ 3 ในพื้นที่ ลั่นเจอ “พระธัมมชโย” ต้องรวบทันที หากศาลไม่ให้ประกันจะต้องจับสึก ชี้พอใจดีเอสไอตรวจค้น “วัดพระธรรมกาย” ส่วน “รองโฆษกดีเอสไอ” ยันข้อมูลชัด “พระธัมมชโย” ไม่ได้อาพาธ เตรียมปรับแผนติดตามตัว จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วไล่ล่าทั้งนอกเขตควบคุมพิเศษ และต่างประเทศ ส่วนจะประกาศให้พื้นที่สาขาของวัดพระธรรมกายเป็นเขตควบคุมพิเศษหรือไม่ เป็นอำนาจหัวหน้า คสช. ขณะเดียวกัน ศาลธัญบุรีออกหมายจับพระธัมมชโยขัดคำสั่ง คสช.ไม่มารายงานตัว ส่วน มส.รับทราบใช้กฎ มส.ฉบับที่ 21 เชือด “พระธัมมชโย” สละสมณเพศ ด้าน “วัฒนา เมืองสุข” โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ความจริงที่ถูกบิดเบือนกรณีธรรมกาย จี้คืนตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประกาศผ่อนปรนการตรวจค้นรอบวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังเข้าปิดล้อมค้นวัดพระธรรมกาย 23 วัน แต่ไร้เงาพระไชยบูลย์ สุทธิพล หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แต่ยังคงคำสั่ง ม.44 คุมวัดไว้ป้องกันมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ พร้อมจัดชุดสืบสวนติดตามพระธัมมชโย ที่ถูกถอดสมณศักดิ์ เข้าตรวจค้นอารามปริสุทโธห่างจากวัดพระธรรมกายเล็กน้อย เนื่องจากได้เบาะแสหลบซ่อนอยู่ แต่ไม่พบตัว ขณะที่มหาเถรสมาคม (มส.) ส่งเรื่องให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางพิจารณาความผิดคดีอาญาในทางพระธรรมวินัย ตามกฎ มส.ฉบับที่ 21 ถอดถอน “พระธัมมชโย” สละสมณเพศ คาดใช้เวลานาน ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าบรรยากาศที่วัดพระธรรมกายเช้าวันที่ 13 มี.ค. แม้เจ้าหน้าที่จะยุติปฏิบัติการเข้าตรวจค้นภายในวัด แต่ยังคงมีด่านตรวจความมั่นคง และตำรวจควบคุมฝูงชนตรึงกำลังอยู่ ตามคำสั่ง มาตรา 44 ที่ยังไม่ประกาศยกเลิก โดยลดกำลังบางส่วน เพื่อเฝ้าระวังเหตุ ส่วนบริเวณประตู 7 พระสงฆ์ และศิษยานุศิษย์เดินทางมาสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่บริเวณทางเข้า ขณะที่บริเวณประตู 5-6 รถสามารถสัญจรเส้นทางถนนเลียบคลองแอนได้อย่างสะดวก มีลูกศิษย์เดินทางผ่านเข้าออกส่วนที่ตลาดกลางคลองหลวงเปิดค้าขายได้ตามปกติ

ที่ บก.ตชด.ภ.1 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษก ดีเอสไอ เผยว่า “ขณะนี้สามารถยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่า พระธัมมชโยไม่ได้อาพาธอย่างที่ได้กล่าวอ้าง เจ้าหน้าที่ต้องปรับแผนการทำงานโดยเน้นไปที่การข่าวเป็นหลัก เพื่อติดตามตัวพระธัมมชโยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่รายละเอียดเปิดเผยไม่ได้ เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติการสืบสวนได้ทำงานเต็มที่ หากการข่าวพบว่าพระธัมมชโยอยู่ในพื้นที่อื่นนอกเขตควบคุมพิเศษ สามารถขอหมายค้นจากศาลเข้าตรวจค้นได้ และยังไม่พบข้อมูลว่าพระธัมมชโยออกนอกประเทศ โดยยังมีความจำเป็นต้องคงประกาศ มาตรา 44 ไว้ เพราะอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์ เบื้องต้นผ่อนปรนให้ลูกศิษย์เข้าไปปฏิบัติศาสนกิจภายในวัดได้ตามปกติ ส่วนจะประกาศให้พื้นที่สาขาของวัดพระธรรมกายเป็นเขตควบคุมพิเศษหรือไม่ เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช. ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกออกหมายเรียก ตามคำสั่ง คสช. มากกว่า 200 คน วันนี้ทยอยเดินทางมารายงานตัวแล้วบางส่วน” รองโฆษกดีเอสไอกล่าว

ต่อมา พ.ต.ต.วรณันเปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับชุดปฏิบัติการสืบสวน เพื่อติดตามตัวพระธัมมชโยว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่าศาลจังหวัดธัญบุรี ได้ออกหมายจับพระธัมมชัยโยเพิ่มอีก 1 หมาย ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ไม่มารายงานตัวตามหมายเรียก และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า ลูกศิษย์ที่เข้าไปในวัดปฏิบัติตัวผิดคำสั่ง คสช.หรือไม่ เช่น การปิดบังใบหน้า การเชิญลูกศิษย์ให้มาสวดมนต์ โดยต้องดูเจตนาและเงื่อนไขในคำสั่งประกอบ นอกจากนี้ กรณีวัด พระธรรมกายได้นำเพลงจากศิลปินหลายค่ายมาดัดแปลงเนื้อหา ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปดู ว่าเข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่ หากเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องการที่จะเอาผิดสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ ส่วนกรณีวัดไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าทำข่าวภายในพื้นที่ ขอให้วัดพิจารณาดูว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับวัดมากกว่ากัน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่หยุดค้น ภายในวัดธรรมกายยังมีเจ้าหน้าที่อยู่สามารถที่จะตรวจค้นได้ตลอดเวลา ส่วนบริเวณพื้นที่อื่นๆที่สงสัยว่าพระธัมมชโยหลบซ่อนอยู่จะออกหมายค้นต่อไป หากเจอตัวเมื่อไหร่จะต้องจับกุมตัว และถ้าศาลไม่ให้ประกันตัวจะดำเนินการสึกทันที อย่ากังวลเรื่องการใช้มาตรา 44 เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการทั้งหมด ใช้เพียงบางข้อเท่านั้น มาตรา 44 มีมาตรการดำเนินการ 10 ข้อ แต่นำมาใช้เพียงข้อ 2 ข้อ หากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่จะยกเลิกทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้สังคมส่วนรวม ส่วนจะมีกลุ่มไหนหนุนหลังให้ความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ

พล.อ.ประวิตรกล่าวอีกว่า การประเมินผลงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ รัฐบาลไม่มีส่วนในการประเมิน เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านมารัฐบาลพอใจการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะมีการดำเนินการคืบหน้าไปตลอด เพียงแต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลา ถ้าจะให้ใช้กำลังแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ภาพรวมจะเสียไปทั้งประเทศ รวมถึงเสียหายไปต่างประเทศด้วย ที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการมาดีแล้ว จะเอาอย่างไรกันอีก จะให้เจ้าหน้าที่ตีกับพระเหรอ ส่วนพระธัมมชโยอยู่ที่ไหนกำลังดำเนินการอยู่บอกไม่ได้

มีรายงานว่า มาตรา 44 ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามการกระทำผิด ด้วยวิธีการพอสรุปได้ดังนี้ เรียกให้มารายงานตัว ส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำผิดข้างต้น ในกรณีที่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น มาตรา 44 กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวบุคคลดังกล่าวไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ในที่ที่ไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง หรือเรือนจำ ทั้งนี้ การขึ้นศาลทหาร จำกัดไว้เพียงบุคคลที่กระทำผิดต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น จับกุมได้ทันทีเมื่อทำความผิดข้างต้นแบบซึ่งหน้า และนำส่งเจ้าพนักงานสืบสวนให้ดำเนินการต่อไป มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าไปร่วมสืบสวน โดยให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ทหารเป็นพนักงานสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจค้นตัวบุคคล ที่อยู่อาศัย หรือยานพาหนะของบุคคลใดก็ตามที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดที่ได้ระบุไว้ข้างต้น โดยไม่ต้องขอหมายค้นจากศาล เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์ที่พบ เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจทุกประการ หาก คสช. มอบหมายให้ทำ หรือก็คือมีอำนาจหน้าที่แบบครอบจักรวาลนั่นเอง

มาตรา 44 ยังระบุว่า คสช. มีอำนาจออกคำสั่งห้ามสื่อนำเสนอข่าวอะไรก็ตามที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ภายใต้อำนาจนี้ สื่อที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล อาจจะมีความผิดตามกฎหมายได้ หาก คสช.เห็นว่าส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของชาติ นอกจากนี้ การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ถือเป็นความผิดตามมาตรา 44 มีโทษจำคุก และปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.กล่าวถึงการปฏิบัติงานของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)โดยรอบพื้นที่ควบคุมวัดพระธรรมกาย ที่ได้ดูแลความปลอดภัยและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายมาจนกระทั่งสามารถคลี่คลาย สถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งว่า การทำงานอยู่ในกรอบที่เหมาะสมตามแนวทางของรัฐบาล โดย คสช.จะยังคงกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่โดยรอบวัดต่อไป โดยจะเน้นเรื่องการสร้างความเข้าใจและให้บริการของหน่วยแพทย์และให้การสนับสนุนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้ลงนามในหนังสือเพื่อประสานไปยังสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นหนังสือที่ระบุถึงการที่ดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง. ได้มายื่นหนังสือถึงมหาเถรสมาคม (มส.) ผ่านตนเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ มส.มีการพิจารณาใช้กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ กับพระธัมมชโย และตนได้นำเรื่องดังกล่าวเข้ารายงาน มส.เมื่อการประชุมวันที่ 10 มี.ค. แล้ว มส.ได้แจ้งเรื่องไปยังสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ให้พิจารณาดำเนินการ เนื่องจากเหตุเกิดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 1 อยู่ในการกำกับดูแลของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ยืนยันได้ว่า การที่นำกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 มาพิจารณา ไม่ได้เกิดมาจากตนเป็นผู้เสนอ แต่มาจาก 3 หน่วยงานที่ได้มายื่นหนังสือผ่านตน เพื่อขอให้รายงาน มส. และ มส.ได้รับทราบ และมอบหมายให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการแล้ว แม้ว่าในการดำเนินการเรื่องนี้ จะไม่มีเวลากำหนดไว้ แต่เชื่อว่าคณะสงฆ์จะดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้เรื่องคลี่คลาย เพราะจะเกิดผลดีกับทุกฝ่าย

ส่วนนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีเหตุการณ์ปิดล้อมจับกุมพระธัมมชโย ที่วัดพระธรรมกาย โดยระบุว่า ธรรมกาย...ความจริงที่ถูกบิดเบือน สรุปใจความได้ว่า ทำไมดีเอสไอไม่ไปแจ้งข้อหาพระธัมมชโยในวัด เพราะผู้ต้องหาอ้างเจ็บป่วยไม่มาตามหมายเรียกจึงถูกออกหมายจับ ทั้งที่ตามกฎหมายการแจ้งข้อกล่าวหาสามารถทำได้ทุกที่ เช่น แจ้งในเรือนจำกรณีผู้ถูกกล่าวหาถูกจำคุก การที่นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 คาดมีเจตนาแอบแฝง อีกทั้งการที่ไม่พบผู้ต้องหาจะต้องยกเลิกข้อกล่าวหาเจ้าอาวาสที่หาว่าวัดให้ที่หลบซ่อน สำหรับการวินิจฉัยให้พระธัมมชโยต้องสละสมณเพศหรือไม่ จะต้องปฏิบัติตามกฎ มส. ว่าด้วยการลงนิคหกรรม มอบอำนาจให้แก่สงฆ์เป็นผู้พิจารณาชี้ขาดในรูปแบบสังฆกรรม ส่วนตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องคืนให้ผู้เหมาะสม เพราะไม่มีความชอบธรรมที่ฝ่ายปราบปรามจะไปควบคุมดูแลงานของศาสนจักร

ขณะที่นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ หรือฉายาโหร ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีการปฏิรูปคณะสงฆ์ว่า อยากคุยถึงเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาโดยใช้โหราศาสตร์ หรือการเคลื่อนตัวของดวงดาวบนท้องฟ้าเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2394 เปรียบเทียบกับการเคลื่อนตัวของดวงดาวในตอนนี้คือตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.60 มีความเหมือนกันอย่างมาก คือการกระจายตัวของดวงดาวใน 2 ระยะว่า มีความเหมือนหรือคล้ายกันอย่างมากก็คือดาวพฤหัสบดีตกในราศีกันย์ เป็นอริกับดวงเมืองประเทศไทยเหมือนกัน ดาวพฤหัสบดีเป็นตัวแทนของศาสนาที่แท้จริง ศาสนาตกในที่เสียอ่อนกำลัง การบริหารจัดการพระพุทธศาสนาอ่อนแรง ฟอนเฟะไม่อยู่ในหลักธรรมที่ควรจะเป็น ส่วนดาวที่เกี่ยวกับการปฏิรูปคือ ดาวมฤตยูอยู่ในราศีเมษกุมลัคนาดวงเมืองและดวงโลกให้คุณและให้โทษแก่ดวงเมืองและดวงโลกเต็มที่ ให้คุณคือจะเข้ามาปฏิรูปการบริหารจัดการคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยได้มากยิ่งขึ้น

นายบุญเลิศระบุต่อว่า หลังจากการใช้มาตรา 44 กับการนำเอาตัวพระธัมมชโยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมฐานที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน รับของโจรและอื่นๆอีกมากมาย แม้จะยังไม่สามารถนำตัวพระธัมมชโยมาได้ก็ตาม แต่จะมีการปฏิรูปการบริหารจัดการคณะสงฆ์อย่างขนานใหญ่คล้ายๆหรือเหมือนกับการปฏิรูปในรัชกาลที่ 4 ทั้งนี้ เพราะดาวพฤหัสบดี (ศาสนา) กับดาวมฤตยู (ปฏิรูป) จรมาอยู่ในราศีเดียวกันใน 2 ระยะเวลาดังกล่าว การวิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดเหมือนๆ หรือคล้ายคลึงกันนั้น ได้ใช้หลักโหราศาสตร์ล้วนๆ คือการเคลื่อนตัวของดวงดาวที่มีอิทธิพลเหนือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้าทำนองประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนั่นเอง

ช่วงเย็นวันเดียวกัน มีรายงานว่า พระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะ จ.ปทุมธานี ได้นัดประชุมพระสงฆ์วัดพระธรรมกาย ประกอบด้วย พระวิเทศภาวนาจารย์ รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และกลุ่มผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมถึงพระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมทั้งไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย โดยประชุมกันภายในวัดพระธรรมกาย ในที่ประชุม พระเทพรัตนสุธี ได้กำชับทางวัดพระธรรมกายขอให้ ดำเนินการตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่เรียกไปรายงานตัวให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ที่ผ่านมาเหลือเพียงพระธัมมชโยรูปเดียวที่ยังไม่ไปรายงานตัว ส่วนในเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายในคดีต่างๆ ให้เป็นหน้าที่ของทนาย และเมื่อมีการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จะได้นำไปสู่การทำเรื่องขอยกเลิกการบังคับใช้มาตรา 44 บริเวณพื้นที่วัดพระธรรมกายด้วย