บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขควงแทงหัวปอนด์ ฆาตกรรมในห้องมืด เปิดกลวิธีแกะรอยล่า ฆาตกร

ได้โปรดคืนความยุติธรรม อย่าให้ น้องปอนด์ ตายฟรี!!

นี่คือคำเฝ้าภาวนา ที่ญาติของ “ปอนด์” หรือ นายธีรพงศ์ ฐิตะฐาน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี เหยื่อฆาตกรรมสุดโหดถูกไขควงแทงทะลุหัวเสียชีวิตอย่างทรมาน ภายในหอพัก ไม่อยากให้เป็นจริง

เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่จะลากคอคนร้ายตัวจริงออกมาลงโทษได้หรือไม่ เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่เป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง นอกเสียจากอาวุธสังหาร นั่นก็คือ “ไขควง” ที่ปักหัวเหยื่ออยู่

ที่สำคัญคือ คดีนี้มีผู้ต้องหามากมายถึง 18 คน ใครทำ ใครฆ่า ยังยากที่จะจับมือใครดม แถมยังไม่ทันไร...ก็มีเสียงประกาศศักดาว่า “ข้าลูกตำรวจ” ออกมาอีก..

ถึงวันนี้ เหตุการณ์รุมฆ่าสุดเถื่อนผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ ข่าวที่ออกมาก็กล่าวถึงแต่เพียง “ไขควง” ซึ่งนับเป็นอาวุธสังหาร แล้วหลักฐานอื่น ๆ ล่ะ...มีอะไรบ้าง ตอนนี้อยู่ไหน ที่ผ่านมา ตำรวจเก็บหลักฐานครบหรือไม่ ลายนิ้ว DNA เสื้อผ้า ของผู้ต้องสงสัยที่ใช้ในวันลงมือก่อเหตุอยู่ไหน ขั้นตอนที่แท้จริงของการสืบสวนคดีฆาตกรรมเป็นอย่างไร

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เชื้อเชิญ “แหล่งข่าว” มือเก๋า อดีตตำรวจสืบสวน และมือดีแห่งวงการ นิติวิทยาศาสตร์มาร่วมวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกตกับคดีนี้...

แนวทางการตรวจสอบหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ ของพนักงานสอบสวน เพื่อสืบหา ฆาตกร ได้กระทำอย่างครบถ้วน กระบวนความหรือไม่?

กระบวนการที่ครบถ้วน ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

1.เมื่อได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเร่งรุดไปที่เกิดเหตุโดยเร็วสุด

2.กันพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผู้เกี่ยวข้อง เข้าไปทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุ

3.เก็บพยาน-หลักฐานจากที่เกิดเหตุให้มากที่สุด ซึ่งจะประกอบไปด้วย

3.1 ค้นหาอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ 3.2 ค้นหาหลักฐานจากศพ 3.3 การค้นหาลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอในที่เกิดเหตุ 3.4 เลือดที่อยู่ตามร่างกายของผู้ตาย 3.5 การสอบปากคำผู้ต้องหา 3.6 เสาะหาพยานแวดล้อม

4.สอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ

5.ดูหลักฐานในการสืบสวน เพื่อค้นหาตัว ผู้กระทำผิด

ซึ่งพยานหลักฐาน ในการสืบสวน คดีน้องปอนด์ ที่สำคัญๆ น่าจะประกอบด้วย

1.การตรวจอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ เพื่อค้นหา ลายนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอ

2.การพิมพ์ลายนิ้วมือ และเก็บตัวอย่าง เลือดและดีเอ็นเอของผู้ตาย และต้องหาทั้งหมด

3.การสอบปากคำ ผู้ต้องหา ทั้งหมด

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญ ที่น่าสนใจคือ พนักงานสอบสวน ได้มีการขอเสื้อผ้าของผู้ต้องหาทั้ง 18 คน ในวันเกิดเหตุ ไปทำการตรวจสอบหารอยเลือด และดีเอ็นเอของผู้ตาย ที่อาจกระเด็นไปโดนในขณะที่ลงมือสังหาร แล้วหรือไม่?

เพราะ รอยเลือดที่ปรากฏ อาจนำใช้สำหรับการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อให้สาวไปถึง ตัวคนร้ายได้เช่นกัน

เหตุการณ์ชุลมุน แถมไฟในห้องพักดับ จึงยากที่จะระบุตัวคนร้ายได้ชัดเจน จริงหรือ?

สำหรับ กรณีนี้ แม้จะมีผู้ต้องหาหลายคน เข้าไปร่วมวงทำร้ายและใช้ไขควงแทงน้องปอนด์ แต่หากพิจารณาดีๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากในระหว่างแทงน้องปอนด์ เกิดมีเลือดกระเด็นไปถูกกลุ่มคนร้าย ก็น่าจะพอที่จะระบุถึงตัว คนลงมือได้

เพราะ คนใดที่เป็นคนลงมือ เลือดก็น่าจะกระเด็นไปติดอยู่ที่ บริเวณมือบ้าง ส่วนคนที่ร่วมวงทำร้าย เลือด อาจกระเด็นไปถูก อวัยวะอื่นๆ เช่น เท้า

รองเท้าของคนร้ายในวันเกิดเหตุ หากมีเลือดไปติดอยู่ในร่อง พื้นรองเท้า เพราะทำความสะอาดได้ยาก แต่ป่านนี้ คงทิ้งกันไปหมดแล้วมั้ง

เค้นสอบปากคำ ทำจริงจัง แยกปลาออกจากน้ำ หาตัวคนร้ายไม่ยาก

หากมีการใช้เทคนิคการสอบปากคำ อย่างเต็มที่ เชื่อได้เลยว่า อย่างไรเสีย ในกลุ่มทั้ง 18 คน จะต้องมีคนใดคนหนึ่ง ยอมให้การว่า คนร้ายตัวจริงคือใคร เพราะถึงเวลา เชื่อเถอะว่า...ใครก็ต้องพยายามหาทาง เอาตัวรอด ที่สำคัญ ก่อนไปลงมือ ในกลุ่มน่าจะมีการคุยกันในกลุ่มอยู่แล้ว ว่า จะลงมืออย่างไร ฉะนั้น ในกลุ่มกันเองย่อมรู้กันดีอยู่แล้วว่า

ใคร...ที่น่าจะเป็นผู้ลงมือมากที่สุด

และข้อสังเกตอีกอย่างคือ ตามปกติ คนที่เป็นคนลงมือ มักจะมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช้าที่สุด เพราะหลังเกิดเหตุ คนร้าย มักจะพยายามหลบหนีไปให้ไกลที่สุด เพราะเกรงว่า อาจจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่า ส่วนคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง มักจะมาแสดงตัวทันทีเพราะต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ตรวจหาลายพิมพ์นิ้วมือแฝง จากอาวุธ ไขควง หาตัวคนร้ายได้จริงหรือ?

ประเด็นนี้ ที่น่าตั้งข้อสังเกต คือ บริเวณแท่งเหล็กไขควง ที่นำไปตรวจพิสูจน์ นั้น มีพื้นผิวสัมผัสกว้างเพียงประมาณ 3-5 มิลลิเมตร จึงทำให้น่าเป็นกังวลอยู่เหมือนกันว่า ร่องรอยประทับของนิ้วมือบนอาวุธสังหาร หรือ ลายพิมพ์นิ้วมือแฝง นั้น จะมีคุณภาพและปริมาณมากพอ สำหรับการนำไปตรวจพิสูจน์ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับ ลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยหรือไม่?

ซึ่ง คุณภาพ ที่ว่านี้ สำคัญมากๆ เลยก็คือ... มีการกันพื้นที่และเก็บหลักฐานต่างๆ จากที่เกิดเหตุได้ดีมากน้อยแค่ไหน
และมีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง นอกจากคนร้ายไปจับต้องมันก่อนนำมาตรวจหรือไม่?

เพราะหาก...ทำได้ไม่ดีมากพอ มันก็คงนำไปใช้แปรผล สำหรับหาตัวคนร้ายได้ยาก!

เพราะหากกระบวนการอย่างหลังนี้ ทำได้ไม่ดีมากพอ ตรวจดีเอ็นเอ ไปก็ไม่สู้จะได้ประโยชน์มากนัก เพราะเป็นไปได้สูงที่ จะพบดีเอ็นเอของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ปะปนเข้ามาอย่างมากมาย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ผลดีเอ็นเอ ที่ปรากฏออกมา คือ ฆาตกรตัวจริง หรือ ของคนอื่น

ฉะนั้น หาก Chain of custody หรือ ลำดับวัตถุพยาน ผิดเสียตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น ผลที่ได้ออกมา มันก็จะผิด แล้วก็จะพากันผิดไปทั้งกระบวนการ

แต่ที่สำคัญ และควรจะนำมาประกอบการพิจารณา คือ เอาล่ะ.... หากผลการตรวจสอบ ออกมา ตรงกับหนึ่งในผู้ต้องหา 18 คนขึ้นมาจริงๆ คำถามที่น่าสนใจ คือ...

1.การดำเนินคดีในคดีนี้ จะเอาผิด บุคคลที่ใช้ไขควงแทงน้องปอนด์ เพียงคนเดียวหรือไม่?

2.หากผลการตรวจสอบอาวุธที่ใช้ในการฆาตกรรม ดีเอ็นเอ ที่ปรากฏเกิดไม่ตรงกับทั้ง 18 ผู้ต้องหาเลย แปลว่า ทั้งหมดจะรอดพ้นจากคดีใช่หรือไม่?

ฉะนั้น ในคดีนี้ จึงควรจะดำเนินคดีและเอาผิดกับผู้ต้องหาทั้ง 18 คน เหมือนๆ กัน ใช่หรือไม่?

เพราะอย่างไร ...ก็น่าจะถือว่า ร่วมอยู่ในกระบวนการที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต แม้นว่า จะมีบางคน อ้างว่า ไม่ได้เข้าไปภายในห้องผู้ตาย หรือ ทำหน้าที่เพียงขับรถ เข้ามาในสถานที่เกิดเหตุเท่านั้น

ฉะนั้น การนำสืบ ที่โฟกัสไปที่ อาวุธสังหาร หรือ การพยายามควานหา พยาน จาก 1 หนึ่ง 18 ผู้ต้องหา เพื่อชี้ตัวผู้กระทำผิด เพียงคนเดียว นั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจทำให้เกิดความหละหลวมในสำนวนคดี จนกระทั่ง ฝ่ายผู้ต้องหาที่ท้ายที่สุดแล้ว อาจเหลือเพียง คนเดียว ได้ประโยชน์

เพราะสิ่งที่น่าจะดำเนินการ คือ การไปพยายามค้นหา พยานหลักฐาน ที่ไม่ได้มาจาก คำให้การของ 1 ในผู้ต้องหา เพื่อประกอบสำนวนให้มีความเข้มแข็งพอ ที่จะเอาผิดกับผู้ต้องหา ทั้ง 18 คน มากกว่า

แทงทะลุปักกะโหลก คนเดียว ทำได้หรือไม่

ในประเด็นนี้ ... มันขึ้นอยู่กับ เหยื่อ หากเหยื่อ หมดสภาพที่จะต่อสู้ไม่สามารถขยับร่างกายกลายเป็นเป้านิ่ง คนเดียวก็สามารถทำได้ เพราะบริเวณขมับของมนุษย์ นั้น มีลักษณะบาง เพียงแค่ นำไม้หน้าสามไปทุบ ก็แตกได้แล้ว

แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เหตุที่ทำให้ น้องปอนด์ ถึงแก่ความตายนั้น จริงๆ แล้ว มันคืออะไรกันแน่ ....

เพราะในสภาพที่ หมดทางต่อสู้ นั้น มันเกิดขึ้นได้ หลายกรณี เช่น 1.กำลังนอนหลับ 2.นอนสลบ 3.เสียชีวิต

ใช่.....อาจจะเสียชีวิตไปก่อนแล้ว!

ประเด็นนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตไว้เป็นอย่างยิ่ง เพราะ ...มันมีผลในทางคดี

เพราะหากที่สุดแล้ว ผลการชันสูตรออกมาว่า น้องปอนด์เสียชีวิต จากเหตุหนึ่งเหตุใด เช่น ถูกรุมกระทืบจนถึงแก่ความตายไปก่อน....ที่จะถูกไขควงแทงศีรษะ ผลที่จะตามมา คือ

1.ผู้ที่เป็น ฆาตกร อาจมีมากกว่า 1 คน ซึ่งจะต้องไม่ใช่เพียง ผู้ที่ใช้ ไขควง แทงศีรษะ น้องปอนด์ เท่านั้น
2.ผู้ที่ใช้ ไขควง แทง จน น้องปอนด์ ถึงแก่ความตาย จะสามารถสู้คดีว่า เป็นเพียง ผู้ทำลายศพ เท่านั้น

ฉะนั้น หาก พนักงานสอบสวน เกิดมุ่งเน้นเอาผิด คนร้ายที่ใช้ ไขควง แทงน้องปอนด์ เพียงคนเดียว อะไรจะเกิดขึ้น?

ผู้ต้องหาสามารถสู้คดีได้ว่า เป็นการทำลายศพ ไม่ใช่เป็นการ ฆ่าคนตายโดยเจตนา ใช่หรือไม่?

ภาพวงจรปิด และพยานนำสืบ ว่าเวลาตรงกับการฆาตกรรม กุญแจสำคัญเอาผิดผู้ต้องหา

หากใครจำได้ มีคดีหนึ่ง ที่คล้ายคลึงกับคดีน้องปอนด์ แต่พนักงานสอบสวนในคดี นั้น สามารถค้นหา พยานหลักฐานมาประกอบสำนวนคดี จนสามารถเอาผิดคนร้ายได้สำเร็จมาแล้ว

คดีนั้นก็คือ คดีฆ่าหั่นศพ แพทย์หญิงผัสพร บุญเกษมสันติ

คดีนั้นยากกว่า คดีน้องปอนด์มาก เพราะศพถูกหั่นเป็นชิ้นๆ โดยไม่มีพยานพบเห็น ณ ขณะก่อเหตุ ... แต่เจ้าของสำนวนในอดีต ยังสามารถ ทำสำนวนอย่างแข็งแกร่ง โดยใช้ภาพวงจรปิด ขณะเหยื่อกับผู้ต้องหากำลังเดินประคองกัน เชื่อมโยงกับ บิลที่คนร้ายซื้อถุงดำจากร้านสะดวกซื้อ และวันเวลาที่ แพทย์หญิงผัสพร เสียชีวิต มาประกอบกัน จนสำนวนไร้ช่องโหว่ กระทั่งสามารถเอาผิดกับ ฆาตกร ได้ในที่สุด

แล้ว คดีน้องปอนด์ ที่ มีศพเห็นๆ เป็นร่าง แถมยังมี พยาน อยู่ในวันและเวลา ณ ขณะเกิดเหตุสังหารโหด ...

แบบนี้ ...จะไม่มีใคร สามารถเอาผิด ผู้ต้องหา ได้สักคนเดียวเชียวหรือ?

นี่คือคำถามที่สังคม กำลังรอพิสูจน์ฝีมือของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน