บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไฟป่ากาฬสินธุ์ ไหม้ 8 อำเภอวอด 900 ไร่-จ่อทำฝนหลวง 9 จว.เหนือ

กาฬสินธุ์ ไฟป่า 8 อำเภอ เผาวอดเสียหายกว่า 900 ไร่ หลังชาวบ้านยังเชื่อทำแล้วผักหวานจะมากขึ้น ด้านอธิบดีกรมฝนหลวงฯ นำแนวพระดำริ ร.9 ทำฝนหลวงสู้หมอกควันไฟป่าใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมเติมน้ำในเขื่อนรับภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 60 นายวิชาญ แท่นหิน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ไฟป่าใน จ.กาฬสินธุ์ มีเกิดขึ้นใน 8 อำเภอ คือ อ.เขาวง, อ.คำม่วง, อ.สมเด็จ, อ.นาคู, อ.กุฉินารายณ์, อ.ท่าคันโท, อ.สามชัย และ อ.กมลาไสย รวมจำนวน 64 ครั้ง พื้นที่ป่าเสียหายประมาณ 901 ไร่ มากกว่าปี 2559 ซึ่งเกิดไฟป่า 56 ครั้ง เสียหายประมาณ 454 ไร่ พื้นที่เสียหายมากกว่าปีก่อน 1 เท่าตัว ซึ่งปัญหาไฟป่าปีนี้มีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้ง เพราะชาวบ้านต้องการหาของป่า และเชื่อว่าการจุดไฟเผาป่าจะทำให้ผักหวานมีจำนวนมาก แต่กลับสร้างความเสียหายหลายด้าน นอกจากนี้ ยังเสี่ยงลุกลามไหม้บ้านเรือนประชาชนด้วย

ด้าน นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ สั่งการ สนง.ปภ.จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าในเขตพื้นที่ พร้อมทั้งประสานไปยังอำเภอทั่วทั้ง 18 อำเภอ กำกับดูแลปัญหาไฟป่า ให้ท้องถิ่นจัดตั้งชุดเผชิญเหตุและสนธิกำลังกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว พร้อมเตือนประชาชนห้ามจุดไฟเผาป่าอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ (ข้าง กองบิน 41) อ.เมืองเชียงใหม่ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ เพื่อติดตามผลปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง บรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า การเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่าไม้ และเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างกักเก็บน้ำในภาคเหนือ โดยมี น.ส.หนึ่งหทัย ตันติพลับทอง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ พร้อมคณะให้การต้อนรับ

นายสุรสีห์ กล่าวว่า จากการประสบปัญภาหมอกควันและไฟป่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือในเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นมลพิษต่อสุขภาพ กรมฝนหลวงฯ ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา จึงศึกษาวิจัยเทคนิคและรูปแบบการบรรเทาหมอกควันขึ้นภายใต้แนวคิดการใช้สารฝนหลวงตามตำราพระราชทานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชทานในขั้นตอนที่ 4 ใช้สารฝนหลวงสูตรเย็นจัดหรือน้ำแข็งแห้ง ใช้เครื่องบินแบบ CASA โปรยเหนือชั้นบรรยากาศอุณภูมิผกผัน จะทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณภูมิต่ำลง และส่งผลทำให้ฝุ่นละอองสามารถลอยขึ้นสู่บรรยากาศระดับบนได้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จะใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ ขึ้นปฏิบัติการใน 9 จังหวัดของภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จ.ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน ตาก พะเยา และแม่ฮ่องสอน เริ่มตั้งแต่ช่วงนี้ถึงเดือนพฤษภาคม 2560

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าแล้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาของภัยแล้ง ทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จึงมีภารกิจในการเตรียมทำฝนเทียมเพื่อช่วยเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ แต่ต้องรอดูสภาพอากาศอีกครั้ง ทั้งนี้ ยังได้รับสนับสนุนการนำเครื่องบินซุปเปอร์คิงแอร์ 350 ของกรมฝนหลวง มาปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินอัลฟ่าเจ็ตของกองทัพอากาศ มาใช้ในการติดตั้งจรวดสารฝนหลวงซิลเวอร์ไอไอไดด์ ยิงเข้าไปสู่ก้อนเมฆเพื่อยับยั้งความรุนแรงจากพายุลูกเห็บด้วย.