วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'วัฒนา' จี้รัฐคืนตำแหน่ง ผอ.พศ. ติง คสช.ใช้ ม.44 ปิดวัด มีเจตนาแอบแฝง

"วัฒนา" โพสต์เฟซ "ธรรมกายความจริงที่ถูกบิดเบือน" ติง คสช.ใช้ ม.44 ปิดล้อมวัด มีเจตนาแอบแฝง จี้คืนตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 60 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ถึงกรณีเหตุการปิดล้อมจับกุมพระธัมมชโย ที่วัดพระธรรมกาย โดยระบุว่า ธรรมกาย…ความจริงที่ถูกบิดเบือน คดีนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า การที่พระธัมมชโยรับบริจาคเงินจากผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น เป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินหรือรับของโจร จึงเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาอ้างความเจ็บป่วย ไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกจึงถูกออกหมายจับ ทั้งที่ตามกฎหมายการแจ้งข้อกล่าวหาสามารถทำได้ทุกที่ เช่น แจ้งในเรือนจำกรณีผู้ถูกกล่าวหาถูกจำคุก ดังนั้น หากดีเอสไอไม่ตั้งแง่ยอมไปพบพระธัมมชโยตามที่ถูกร้องขอ แล้วแจ้งข้อกล่าวหาในวัดที่พบตัวทุกอย่างก็จะจบลง โดยไม่ต้องออกหมายเรียก รวมทั้งไม่เกิดความสูญเสียอย่างที่เห็น

นายวัฒนา ระบุต่อว่า คดีของพระธัมมชโยจึงต้องถือว่ายังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนการที่ผู้ต้องหาไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกก็ไม่เป็นความผิด ทางแก้คือให้ออกหมายจับได้ซึ่งถือเป็นการลงโทษอยู่แล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ 1341/2509) ดังนั้น การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวออกคำสั่งปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ห้ามประชาชนและพระสงฆ์เข้าออกวัด ยึดอาหารพระ ตัดสัญญาณการสื่อสาร สูญเสียงบประมาณ สังเวยชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ไป 2 ราย พระสงฆ์และประชาชนถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก เพียงเพื่อนำตัวผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาจึงเกินความจำเป็น ทำให้ไม่อาจคิดเป็นอย่างอื่นนอกจากรัฐบาลมีเจตนาแอบแฝง

นายวัฒนา ระบุอีกว่า บัดนี้เหตุที่เป็นข้ออ้างจบสิ้นลงแล้ว รัฐบาลจึงต้องยกเลิกคำสั่ง ถอนกำลังเจ้าหน้าที่กลับและคืนพื้นที่ให้ชาวธรรมกาย แม้การเข้าวัดปฏิบัติธรรมจะมีข้อครหาว่าเป็นไปตามแนวทางพุทธหรือไม่ ก็ยังดีกว่าการยกพวกไปปิดบ้านเมืองอย่างแน่นอน อีกทั้งการที่ไม่พบผู้ต้องหา ก็จะต้องยกเลิกข้อกล่าวหาเจ้าอาวาส ที่หาว่าวัดให้ที่หลบซ่อนแก่ผู้ต้องหาด้วย สำหรับการวินิจฉัยให้พระธัมมชโยต้องสละสมณเพศหรือไม่นั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎ มส. ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม อันเป็นวิธีกล่าวหาพระ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงมอบอำนาจให้แก่สงฆ์เป็นผู้พิจารณาชี้ขาดในรูปแบบสังฆกรรม ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ต้องคืนให้ผู้เหมาะสม เพราะไม่มีความชอบธรรมที่ฝ่ายปราบปรามจะไปควบคุมดูแลงานของศาสนจักร