บริการข่าวไทยรัฐ

อดีตของมาเลเซีย

ทุกครั้งที่มีการเขียนการพูดว่า สิงคโปร์เคยร่วมประเทศกับมาเลเซีย หลายท่านดูท่างงๆ เมื่อสนทนากันผมก็ตัดสินใจว่า คอลัมน์อย่างเปิดฟ้าส่องโลกต้องหันมารับใช้ความเป็นมาเป็นไปของเพื่อนบ้านให้มากขึ้นกว่านี้

อังกฤษสนใจดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉพาะเรื่องที่จะปกป้องจักรวรรดิของตนเองในอินเดีย และอยากจะหาเส้นทางการค้าไปเมืองจีน ค.ศ. 1824 อังกฤษกับฮอลันดาทำสนธิสัญญาแบ่งเขตอิทธิพลแถบนี้ ตอนนั้นอังกฤษมีอาณานิคมอยู่ 5 แห่งคือ ปีนัง สิงคโปร์ มะละกา ดินคิงส์ และพรอวินซ์เวลส์ลีย์ รวมกันทั้งหมดเรียกว่า สเตรตส์เซตเทิลเมนส์ มีศูนย์กลางอยู่ที่สิงคโปร์ ต่อมาโลกมีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม จึงต้องการดีบุกมากขึ้น ดินแดนมาเลเซียมีดีบุกเยอะ อังกฤษจึงรุกลึกเข้ามาในแหลมมลายูมากขึ้นเรื่อยๆ

รัฐต่างๆในแหลมมลายูสมัยนั้นต่างเป็นอิสระและแข่งขันกันเองระหว่างพี่น้อง คนจีนที่เข้ามาค้าขายและขุดแร่ดีบุกก็มักจะหนุนให้แต่ละฝ่ายทะเลาะกัน เมื่อสุลต่านแห่งเประสิ้นพระชนม์ คนจีนพวกหนึ่งหนุนราชบุตรเขย อีกพวกหนึ่งก็หนุนพระอนุชา ที่ปีนังก็มีปัญหาแย่งชิงอำนาจเช่นเดียวกัน ความไม่สงบพวกนี้กระทบต่อพ่อค้าอังกฤษ

อังกฤษจึงเข้ามาแทรกแซงด้วยการหนุนสุลต่านบางท่าน และเรียกเจ้าทั้งหลายมาลงนามรับทราบ สุลต่านมาเลย์สมัยนั้นไม่มีอำนาจแท้จริงดอกครับ เพราะอังกฤษตั้งข้าหลวงประจำรัฐมาเป็นที่ปรึกษา สุลต่านจึงต้องฟังข้าหลวงอังกฤษทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องศาสนาและประเพณี สุลต่านท่านใดไม่มาอยู่ใต้อำนาจ อังกฤษก็ไปนำกำลังจากอินเดียและฮ่องกงเข้ามากำราบ บางทีก็จับเจ้ามาเลย์ไปประหารชีวิต สุลต่านบางท่านก็ถูกอังกฤษเนรเทศไปที่เกาะเซเชลส์ แล้วก็ตั้งคนของตัวเองขึ้นเป็นสุลต่าน

ดีบุกทำให้พวกยุโรปชาติอื่นอยากเข้ามาในคาบสมุทรมลายูบ้าง สุลต่านรัฐปะหังเคยให้สัมปทานดีบุกยุโรปชาติอื่น 2,330 ตร.กม. อังกฤษก็ขู่ว่าถ้าไม่ยกเลิกสัมปทานก็จะสถาปนาสุลต่านองค์ใหม่ขึ้นมาแทน นั่นล่ะครับคือ เครื่องมือต่อรองของอังกฤษ

อังกฤษนำคนจีนเข้ามาเป็นกรรมกรเยอะ คนจีนสมัยนั้นจึงเป็นคนในบังคับของอังกฤษ พอกรรมกรจีนถูกฆ่าตาย ก็เป็นความชอบธรรมที่อังกฤษจะเข้ามาเกี่ยวดองหนองยุ่ง สุลต่านที่ปกครองรัฐอิสระจึงถูกบังคับให้เขียนหนังสือร้องขอให้มีการแต่งตั้งข้าหลวงอังกฤษประจำรัฐมาเป็นที่ปรึกษาสุลต่าน

ค.ศ. 1895 มีรัฐที่มีที่ปรึกษาเป็นข้าหลวงอังกฤษอยู่ 4 แห่งคือ เประ สลังงอร์ ปะหัง และเนกรีเซมบิลัน อังกฤษเรียกกลุ่มรัฐนี้ว่า สหพันธรัฐมลายู ต่อมาอังกฤษได้เกดะห์ (ไทรบุรี) ปะลิส กลันตันและตรังกานู จากประเทศสยาม และได้ยะโฮร์มารวมในสหพันธรัฐมลายู

สหพันธรัฐมลายูอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหมืองแร่ ยางพารา ป่าไม้ ฯลฯ อังกฤษจึงหวงมาก และสร้างถนนหนทางเพื่อขนทรัพยากรที่ตักตวงได้เอาไปลงเรือไว้อย่างดี จนถึง ค.ศ. 1941 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นยึดมลายูและสิงคโปร์ได้ แต่ญี่ปุ่นก็แพ้ใน ค.ศ. 1945 อังกฤษก็กลับมาปกครองต่อ

คนมาเลย์เห็นคนเอเชียอย่างญี่ปุ่นชนะฝรั่งมาแล้ว คราวนี้จึงไม่ยอมฝรั่งอีก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิดลัทธิชาตินิยมต่อต้านการปกครองของอังกฤษ จนถึง ค.ศ. 1946 ก็จึงมีการตั้งพรรคแนวร่วมองค์การชาตินิยมมลายูที่ตอนหลังกลายเป็น อัมโน มาจนทุกวันนี้ครับ

ค.ศ. 1946 อังกฤษต้องเลิกสเตรตส์เซตเทิลเมนส์ ปกครองได้แต่เกาะสิงคโปร์เพียงแห่งเดียว สหพันธรัฐมลายูก็สิ้นสุดลงอีก 2 ปีต่อมา รัฐต่างๆ บนคาบสมุทรก็รวมตัวเป็น “สหพันธ์มลายา” มีฐานะเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษ ส่วนสิงคโปร์ บอร์เนียวเหนือ และซาราวัก ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษต่อไป สหพันธ์มลายารับเอกราชสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1957

ค.ศ. 1963 สิงคโปร์ ซาบาห์ และซาราวัก ก็มารวมสหพันธ์มลายาและตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “สหพันธ์มาเลเซีย”

อยู่ด้วยกันแค่เพียง 2 ปี สิงคโปร์ก็แยกออกไปตั้งเป็นประเทศอิสระ

พัฒนาการของมาเลเซียคือ รัฐอิสระ สหพันธรัฐมลายู สหพันธ์มลายา สหพันธ์มาเลเซีย และมาเลเซีย

มาเลเซียมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีมาตลอด ยกเว้นในตอนนี้ ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียร่วงอย่างคาดไม่ถึง ขนาดพ่อค้าแม่ขายชาวไทยบางส่วนที่อยู่เมืองริมชายแดนไทย-มาเลเซียปฏิเสธไม่รับเงินริงกิตกันแล้ว.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com