บริการข่าวไทยรัฐ

ปล่อยผีแกนนําม็อบ สปท.เคาะปรองดอง ป.ป.ช.จ่อสอยสินบน

“สุเทพ” โหมโรงชง 5 วาระร้อนเร่ง ด่วน ลุยปฏิรูปการเมือง แก้ ก.ม.พรรค การเมือง-ล้างโกงเลือกตั้ง ดันทำทันทีปฏิรูปตำรวจกับกระบวนการยุติธรรม ด้าน นปช.เล็งเสนอสกัดฝ่ายอำนาจนิยมแทรกแซงประชาธิปไตย รื้อระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน ป.ย.ป.ตั้งท่าลงพื้นที่รับฟังเสียงชาวบ้าน เผย “บิ๊กตู่” สั่งเชื่อมต่อยุทธศาสตร์ชาติกับงานปฏิรูป สปท.การเมืองวางกลไกหย่าศึกไฟขัดแย้ง ดันโมเดลลดหย่อนผ่อนโทษแทนนิรโทษกรรม เปิดทางรอลง อาญา-ถอนฟ้อง-จำหน่ายคดีชั่วคราวแลกกับห้ามก่อหวอดปลุกม็อบ โยน ป.ย.ป.ชี้ขาดปล่อยผีแกนนำม็อบรับอานิสงส์ ป.ป.ช.ขยับถกนัดแรกสินบนโรลส์รอยซ์ ยันมีข้อมูล “วิเชษฐ์” พัวพันขั้นตอนจัดซื้อ “องอาจ” ขู่รัฐบาลเพิกเฉยรีดภาษีชินคอร์ป กระทบความเชื่อมั่น

หลังจากคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เปิดรับฟังความเห็นเตรียมการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองจากพรรคการเมืองจบแล้ว คิวต่อไปจะเชิญกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ เข้าให้ความเห็น โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) เตรียมเสนอการปฏิรูปวาระร้อน 5 ด้าน โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

“สุเทพ” ชง 5 วาระร้อนปฏิรูปเร่งด่วน

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 12 มี.ค.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กตอนหนึ่งว่า ขอพูดถึงประเด็นที่จะไปแสดงความคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เรื่องการปฏิรูปประเทศว่า เจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนตั้งแต่ปี 2557 เห็นว่าประเทศไทยต้องรีบเร่งดำเนินการปฏิรูปในด้านต่างๆ 5 ด้านคือ 1.การปฏิรูปการเมือง เพราะสำคัญที่สุด ถ้าการเมืองไม่สมบูรณ์พร้อม จะสร้างปัญหาต่อประเทศ จึงต้องรีบแก้ไขเริ่มตั้งแต่การปฏิรูปพรรคการเมือง นักการเมือง เพื่อทำให้การเมืองเป็นการเมืองของประชาชน เป็นการเมืองที่มาจากประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการบริหารพรรคการเมือง รวมถึงการเลือกตั้ง ที่ต้องแก้ไขปรับ ปรุงกฎกติกากฎหมาย ให้การเลือกตั้งเป็นบริสุทธิ์ สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของประชาชนทั้งประเทศได้ คือต้องสะอาดไร้การโกงเลือกตั้ง ไร้การซื้อสิทธิขายเสียง ที่คัดกรองให้คนดีเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งด้านนิติบัญญัติและด้านการบริหาร

จี้ลุยสังคายนา ตร.-กระบวนยุติธรรม

นายสุเทพกล่าวต่อว่า 2.การปฏิรูปกระบวนการ วิธีการแก้ไขป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องปรับทั้งตัวกฎหมาย แก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อจะแก้ไขการทุจริตให้ได้ผลเร็วขึ้น เพื่อไม่ให้มีการทุจริต จนทำให้บ้านเมืองเสียหายเช่นที่ผ่านมา 3.การปฏิรูประบบราชการไทย เรื่องอุดมการณ์ ค่านิยมของข้าราชการ รูปแบบการจัดองค์กร การนำระบบธรรมาภิบาลให้เข้มข้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม 4.การปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นต้นตอของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ครอบคลุมไปทั้งเรื่องเศรษฐกิจและครัวเรือน รวมถึงการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทยเพื่อให้โอกาสประชาชนในทุกระดับและการเข้าถึงระบบการสาธารณสุขเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน 5.เรื่องด่วนสุดคือ การปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องทำทันทีเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยเสมอภาค เท่าเทียม เป็นธรรม ทั้ง 5 ประเด็นที่มวลมหาประชาชนแสดงเจตนาร่วมกันแล้วว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปให้ได้

นปช.ดันแก้แทรกแซง ปชต.-2 มาตรฐาน

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำกลุ่ม นปช.กล่าวถึงกรณีที่ นปช.จะเข้าให้ความเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า โดยหลัก นปช.พร้อมให้ความร่วมมือทุกมิติ แต่ปัญหาที่ นปช.เห็นร่วมกันคือประชาธิปไตยถูกแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน ฝ่ายอำนาจนิยมพยายามครอบงำประเทศโดยใช้กลไกไม่ถูกต้องทั้งทหาร องค์กรอิสระ ปัญหาเหล่านี้หากต้องการปรองดองจริงต้องหาจุดร่วมในการอยู่ร่วมกันของทุกฝ่าย ส่วนเรื่องความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นอีกปัญหา เมื่อบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยมีคนกลุ่มหนึ่งใช้เส้นสายแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจให้ตัวเองมากกว่าชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีเส้นสาย ทำให้โอกาสของคนไม่ทัดเทียมกัน ถ้าเป็นประชาธิปไตยทุกคนเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาค

ไม่มั่นใจปรองดองใต้ปีกทหาร

นายก่อแก้วกล่าวว่า ส่วนเรื่องอื่นๆใน 10 ข้อที่ถามมายังไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นที่มีความห่วงใยอีกคือทหารเป็นผู้ร่วมขัดแย้ง มีส่วนในความขัดแย้งแล้วทหารตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร จึงไม่รู้ว่ามีความเป็นอิสระจริงหรือไม่ มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงหรือไม่ เพราะทหารเข้าสู่อำนาจจากผลพวงของความขัดแย้ง ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งจึงไม่ค่อยมั่นใจ เพราะหลายคนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ก็อยากให้ขัดแย้งต่อไป นปช.เห็นว่าติดหล่มมานานแล้ว อยากให้ประเทศเดินหน้าได้ สำหรับเรื่องนิรโทษกรรม นปช.เสนอกว้างๆ ไม่ได้ตั้งแง่ เห็นว่าเป็นแนวทางแก้ไขความขัดแย้ง จะทำหรือไม่อยู่ที่คณะกรรมการจะตัดสินใจ

ป.ย.ป.เล็งลงพื้นที่รับฟังชาวบ้าน

ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เปิดเผยว่า บ่ายวันที่ 17 มี.ค.จะมีการประชุมร่วมกับกรรมการและเลขาธิการในคณะกรรมการทั้ง 4 คณะใน ป.ย.ป. โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผอ.สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) เข้าร่วมการประชุมเพื่อสรุปความคืบหน้าการทำงานและพูดคุยสิ่งที่จะต้องทำต่อไปว่ามีอะไรบ้าง เพื่อนำเข้ารายงานต่อที่ประชุมใหญ่ ป.ย.ป.ในวันที่ 24 เม.ย. และหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของการลงพื้นที่ทำความเข้าใจและสอบถามความเห็นจากประชาชนของแต่ละคณะแล้ว อย่างกลุ่มปรองดองหลังเสร็จสิ้นรับฟังความเห็นพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง เอกชนและนักศึกษาจะลงพื้นที่ทันที

“บิ๊กตู่” สั่งเชื่อมต่อยุทธศาสตร์-ปฏิรูป

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธาน ป.ย.ป.ได้มีบันทึกมาถึงขอให้เร่งเชื่อมการทำงานในส่วนของยุทธศาสตร์กับการปฏิรูปเข้าด้วยกัน กำหนดยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ออกมาในเชิงของการปฏิรูป กำหนดกิจกรรมหลัก กิจกรรมรอง ดูมีเรื่องใหญ่ๆ อะไรบ้างที่ต้องทำ กำหนดให้ชัดเจนว่า ปี 60 ปี 61 และปี 62 ต้องทำอะไร โดยวันที่ 15 มี.ค.นี้ ตนจะพูดคุยกับคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ และวันเดียวกัน ประชุมเลขาธิการของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปของ (กขป.) ทั้ง 6 คณะ เพื่อติดตามงานการปฏิรูปในส่วนของรองนายก

กุนซือรอดูภาพกรอบชัดๆ 24 เม.ย.

ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวถึงแนวทางการทำงานว่า เท่าที่ศึกษาเอกสารการดำเนินการเรื่องปรองดอง ยังไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนัก คงต้องรอดูการประชุมใหญ่ ป.ย.ป.วันที่ 24 เม.ย.ก่อน น่าจะเห็นภาพชัดมากขึ้น หลังได้เริ่มทำมาระยะหนึ่งแล้ว อย่างการเปิดรับฟังความเห็นจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ถึงแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งใน 10 ประเด็น ตรงนี้ตนถือเป็นสิ่งที่ดีได้รู้จุดยืนฝ่ายการเมือง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และเท่าที่ดูความเห็นของทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ล้วนแต่อยากให้ปรองดอง และมีบางฝ่ายเสนอจะปรองดองต้องดำเนินการตามกฎหมายก่อน ซึ่งตรงกับแนวทางของ คสช.ที่กฎหมายต้องเป็นตัวนำ

ทำยุทธศาสตร์คู่ขนานสมานฉันท์

พล.อ.เอกชัยกล่าวว่า สำคัญต้องมีการปฏิรูป เพื่อสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะการปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ เพราะอย่างการชุมนุมทางการเมืองครั้งที่แล้ว บางคนไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นเสื้อสีไหน แต่เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงออกมาเรียกร้องด้วย ทั้งนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โปรดเกล้าฯลงมา จะต้องมีการดำเนินการจัดทำกฎหมาย 2 ฉบับคือร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการปฏิรูปให้เสร็จ 120 วัน จากนั้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะสิ้นสุดหน้าที่ คณะของตนและคณะที่เข้ามาตาม พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้ ต้องเข้ามาทำยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูป โดยจะใช้เวลา 1 ปีในการทำแผนไปขับเคลื่อน โดยทำเรื่องปรองดองคู่ขนานกันไปด้วย แยกไม่ได้ ต้องร่วมกัน เพราะบางเรื่องช่วยแก้ปัญหารากเหง้าความขัดแย้งได้ ต้องทำร่วมกัน สำคัญต้องเปิดรับฟังระดับล่างด้วย

สปท.เคาะข้อสรุปหย่าศึกการเมือง

ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองว่า ขณะนี้ สปท.การเมืองได้ข้อสรุปรายงานดังกล่าวเกือบสมบูรณ์แล้ว คาดว่าอีก 2 สัปดาห์จะเสนอรายงานต่อที่ประชุม สปท.การเมือง เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเสนอต่อที่ประชุม สปท.ชุดใหญ่ และส่งต่อให้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รับไปดำเนินการต่อไป ในรายงานดังกล่าวจะพูดถึงสาเหตุสภาพปัญหาความขัดแย้งในประเทศช่วงที่ผ่านมา แนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ให้มีคนกลางทำหน้าที่รวบรวมแนวทางแก้ปัญหาไปสู่การปฏิบัติ การทำความเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่มีความขัดแย้ง การแก้ปัญหาคดีความต่างๆทางการเมือง ตลอดจนมาตรการป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

ชูลดหย่อนโทษแทนนิรโทษกรรม

นายเสรีกล่าวว่า ในส่วนการแก้ปัญหาคดีความทางการเมืองนั้น ยืนยันว่า สปท.การเมืองจะไม่เสนอให้ใช้การนิรโทษกรรมแก้ปัญหา แต่เสนอให้ใช้เรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และกระบวนการลดหย่อนโทษให้โอกาสทางคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิด อาทิ การรอลงอาญา การถอนฟ้อง การจำหน่ายคดีชั่วคราวแลกกับการไม่ไปปลุกม็อบสร้างความวุ่นวาย นำมาใช้ในคดีความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองทุกประเภท อาทิ กรณีการปิดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ครอบคลุมถึงความผิดทุจริต มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ

โยน ป.ย.ป.ชี้ขาดปล่อยผีแกนนำม็อบ

นายเสรีกล่าวต่อว่า ส่วนผู้ที่จะอยู่ในข่ายได้รับการให้โอกาสทางคดีอาญาจะเป็นเฉพาะประชาชนที่มาร่วมชุมนุม หรือรวมถึงแกนนำการชุมนุมด้วยนั้น ขึ้นอยู่กับ ป.ย.ป.เป็นผู้พิจารณารายละเอียด สปท.การเมืองจะเสนอเพียงหลักการกว้างๆเท่านั้น ส่วนมาตรการป้องกันความขัดแย้งในอนาคตนั้น สปท.การเมืองเสนอมาตรการห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปตั้งม็อบมาสนับสนุนรัฐบาล หรือสนับสนุนฝ่ายของตัวเอง หากใครฝ่าฝืนจะถูกส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป

นิด้าโพลให้ทุกฝ่ายจริงใจจับมือปฏิรูป

วันเดียวกัน นิด้าโพล โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การปรองดองและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” จาก 1,250 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6-7 มี.ค.ว่า ความร่วมมือในการหารือแนวทางการปรองดองในส่วนของพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 44.16 ระบุว่าค่อนข้างดี ร้อยละ 31.76 ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 10.08 ระบุได้รับความร่วมมือดีมาก ด้านนักวิชาการ ร้อยละ 52.16 ระบุว่าค่อนข้างดี ร้อยละ 19.20 ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 16.00 ได้รับความร่วมมือดีมาก ภาคธุรกิจ/ภาคเอกชน ร้อยละ 48.72 ระบุว่าค่อนข้างดี ร้อยละ 20.48 ระบุว่าค่อนข้างน้อย ร้อยละ 17.36 ระบุว่า ได้รับความร่วมมือดีมาก ด้านภาคประชาชน ร้อยละ 45.76 ระบุว่า ค่อนข้างดี ร้อยละ 24.08 ระบุว่า ได้รับความร่วมมือดีมาก ร้อยละ 20.72 ระบุว่า ค่อนข้างน้อย ในส่วนของรัฐบาล/คสช. ร้อยละ 40.24 ระบุว่าค่อนข้างดี ร้อยละ 39.6 ได้รับความร่วมมือดีมาก ร้อยละ 10.48 ระบุค่อนข้างน้อย

แนะรับฟังลดอคติใช้อารมณ์

เมื่อถามถึงสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำเพื่อให้การประชุมหรือหารือข้อเสนอแนะแนวทางการปรองดอง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.92 ระบุว่า ทุกฝ่ายควรร่วมมือกัน มีความจริงใจที่จะเร่งแก้ไขปัญหา และปฏิรูปประเทศ รองลงมา ร้อยละ 45.20 ระบุว่าต้องเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับชุมชน ร้อยละ 37.76 ระบุว่าควรลดการใช้อคติ อารมณ์ และทิฐิของตนเอง ส่วนระยะเวลาอย่างน้อยที่ประเทศไทยจะต้องใช้เพื่อให้เกิดความปรองดองได้ ร้อยละ 21.84 ระบุว่าต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี ร้อยละ 17.52 ระบุว่าต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี ร้อยละ 13.12 ระบุว่าต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี

ป.ป.ช.ถกสินบนโรลส์รอยซ์นัดแรก

ส่วนความคืบหน้าการไต่สวนกรณีบริษัท โรลส์รอยซ์จ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ในการจัดซื้อเครื่องยนต์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ปตท. วันเดียวกัน พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนไต่สวนคดีบริษัท โรลส์รอยซ์ จ่ายสินบนการจัดซื้อเครื่องยนต์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวถึงขั้นตอนการไต่สวนคดีดังกล่าวว่า คาดว่าภายในสัปดาห์นี้กรรมการ ป.ป.ช.ที่รับผิดชอบสำนวน 3 คน และฝ่ายเลขาธิการ ป.ป.ช.จะนัดประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้นัดแรก เพื่อกำหนดแผนการไต่สวนว่าจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารอะไรเพิ่มเติมบ้าง จากนั้นจึงจะกำหนดถึงการเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 26 คนมาให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช.ต่อไป ขณะนี้ข้อมูลในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องยนต์ในระยะที่ 3 ช่วงปี 2547-2548 ทางการบินไทยส่งมาให้ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมากแล้ว ยังขาดข้อมูลอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งการบินไทยจะส่งมาให้ ป.ป.ช.ต่อไป ส่วนที่นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีต รมช.คมนาคม แสดงความแปลกใจที่ถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลการบินไทยนั้น ข้อมูลเบื้องต้นนายวิเชษฐ์เกี่ยวข้องเพราะเป็น รมช.คมนาคม แต่คงต้องขอไปดูรายละเอียดอีกครั้งว่าใครเกี่ยวข้องอะไรบ้าง ป.ป.ช.ไม่ได้หนักใจในคดีนี้ แม้สังคมจะตั้งความหวังกับเรื่องนี้มาก แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ป.ป.ช.จะเร่งสรุปคดีให้เสร็จเร็วที่สุด

มีข้อมูล “วิเชษฐ์” พัวพันขั้นตอนจัดซื้อ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีต รมช.คมนาคม แสดงความแปลกใจที่ถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีสินบนโรลส์รอยซ์ เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับดูแลบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า เป็นสิทธิที่นายวิเชษฐ์จะโต้แย้งได้ แม้นายวิเชษฐ์จะอ้างว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับดูแลการบินไทย แต่ ป.ป.ช.มีข้อมูลว่านายวิเชษฐ์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างเครื่องยนต์ของการบินไทย แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำสำนวนอย่างรัดกุม รอบคอบ เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการ นายวิเชษฐ์ต้องมาชี้แจงต่อ ป.ป.ช.

กระทุ้งใช้ ม.44 แก้ทุจริตพลังงาน

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดอภิปรายสาธารณะแก้ปัญหาคอร์รัปชันชาตินี้หรือชาติหน้า ครั้งที่ 3 โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กล่าวอภิปรายกรณีการคอร์รัปชันภาคพลังงานไทยว่า กรณีท่อก๊าซเกิดจากนักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์แปลงสิ่งเหล่านี้เป็นของเอกชน เราต้องการให้รัฐบาล คสช.จัดการปัญหาเหล่านี้เพราะมีอำนาจมาตรา 44 หากรัฐบาลไม่ทำ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจหรือไม่ ถ้าแยกท่อก๊าซกิจการต้องกลับมาเป็นของรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เป็นของเอกชน ขณะที่กิจการปิโตรเลียมของไทยปีละ 4-5 แสนล้านบาท หากบริหารดี จะนำมาเป็นสวัสดิการให้ประชาชนได้ แต่ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมกำลังจะผ่านในสภาขณะนี้ และนายกฯบอกเรายังทำอะไรไม่ได้ การทุจริตเวลานี้ไม่ใช่การรับสินบนธรรมดาแล้ว แต่เป็นการที่ใช้อำนาจออกกติกาบ้านเมืองทางกฎหมาย เรากำลังจะปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้ออกกติกามาจัดการปิโตรเลียมทั้งหมด ทั้งที่อ้างว่าเข้ามาปฏิรูปบ้านเมือง แต่กำลังจะปล่อยผีออกสัมปทานให้เอกชน ขอตั้งคำถามว่าฤดูกาลทางการเมืองไทยที่มี 2 ฤดูคือ ฤดูเลือกตั้งและฤดูรัฐประหาร การเลือกตั้งและรัฐประหารที่มีนายทุนเป็นใหญ่ จะถือว่าเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่

“วิลาศ”เสนอทางแก้อุปสรรคปราบโกง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ สภาฯ กล่าวถึงระบบการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตของไทยว่า การร่างรัฐธรรมนูญที่ว่าปราบโกงที่เห็นชัดเจนคือ กำหนดว่าฝ่ายการเมืองคนที่เคยโดนคดีทุจริตมาสมัครไม่ได้ แต่ยังมีคนโกงที่เคยทุจริตอยู่มาก จึงเสนอแนวทางป้องกันปราบทุจริตคือ 1.องค์กรที่มีหน้าที่ต้องมีกำหนดระยะของคดีทุจริตชัดเจน 2.ต้องอำนวยความสะดวกเรื่องการขอเอกสารในการทำงาน ต้องแก้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารให้เกิดความรวดเร็ว 3.ต้องแก้ที่ตัวผู้นำที่รับผิดชอบ ไม่ใช่แก้แต่ปาก บางวันบอกว่าจะเอาจริงทางกฎหมาย แต่คนบังคับใช้กฎหมายไม่ใช้กฎหมายจริง แล้วจะแก้ปราบโกงได้อย่างไร วันนี้อย่ารอรัฐบาลโม้ไปวันๆ แต่ประชาชนต้องร่วมด้วย

ซัด รบ.ดึงกลุ่มทุนหาผลประโยชน์

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า สังคมไทยที่คาดหวังไว้สูงกับ คสช. ที่เข้ามาเพื่อปฏิรูปทุกด้าน แต่อยู่ไปนานๆกลับตรงกันข้าม หลายเรื่องที่ คสช. ไม่ทำตามที่พูด จึงหนักใจและน่าห่วงที่องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ที่ตรวจสอบจะทำหน้าที่ได้เข้มแข็งโดย ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ เมื่อ คสช.เข้ามาเพื่อปฏิรูป หรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนที่กระโดดข้ามในเส้นทางรัฐ เพราะมีแต่กลุ่มทุนเข้ามาไม่มีภาคประชาชน แม้แต่คณะกรรมการ ป.ย.ป.ก็ไม่มีประชาชนเข้าไปร่วม มีแต่นักธุรกิจเข้าไปนั่งแล้วบอกว่าจะนำประเทศไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งอย่างที่พูดได้อย่างไร

สนช.ยันไม่มีธงถอดถอน “สุรพงษ์”

อีกเรื่อง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงการพิจารณาถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีการคืนหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก– รัฐมนตรี โดยมิชอบว่า การถอดถอนนายสุรพงษ์ของ สนช.ในครั้งนี้ทำตามหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 กำหนด เมื่อ ป.ป.ช.ส่งสำนวนถอดถอนมาให้ สนช.ก็ต้องดำเนินการขั้นตอนต่อไป หาก สนช.ไม่ดำเนินการ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ สนช. ไม่ได้เร่งรัดถอดถอนนายสุรพงษ์ ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ใช้เวลาเท่ากับคดีถอดถอนทุกคดีที่ สนช.พิจารณามาก่อนหน้านี้ ยืนยันว่า ไม่มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า หรือมีการล็อบบี้ในการเอาผิด ตนก็ไม่เคยถูกล็อบบี้ ทุกอย่างว่าไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

“ปึ้ง” ห่วงวิกฤติต้มยำกุ้งรอบใหม่

วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน รายได้ไม่ค่อยจะมี แต่ใช้วิธีผูกพันงบประมาณข้ามปีในการอนุมัติจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การจัดทำโครงการต่างๆ พูดง่ายๆคือ การซื้อแบบผ่อนชำระเช่น โครงการเรือดำน้ำ เป็นต้น ในอนาคตจะต้องเบิกเงินคงคลังออกมาใช้จ่าย คนที่ไม่เคยทำมาค้าขาย หาเงินไม่เป็นคงไม่ได้คิด ถ้ารัฐบาลชุดใหม่หาเงินไม่เป็นยิ่งน่าเป็นห่วงสถานะทางการเงินของประเทศในอนาคต หากแก้ปัญหาไม่ได้ ประเทศจะมีแต่หนี้สิน คนไทยเกิดมาจะเป็นหนี้กันถ้วนหน้า วันนี้คนบางกลุ่มอาจชื่นชมว่า ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลนี้เก่ง ปราบทุจริตเก่ง ก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่อยากเห็นประเทศกลับไปสู่ภาวการณ์ต้มยำกุ้งรอบ 2 อีก จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ จะจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลของประชาชน เพื่อปัดความรับผิดชอบให้เป็นภาระรัฐบาลใหม่ก็ต้องรีบทำ ก่อนที่จะสายเกินแก้

บี้ รบ.เอาจริงภาษีหุ้นชินคอร์ป

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือแจ้งเตือนสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปให้เรียบร้อยก่อนคดีจะขาดอายุความในวันที่ 31 มี.ค. ว่าขอเรียกร้องให้รัฐบาลการตรวจสอบเรื่องนี้จริงจังว่า ทำไมกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ถึงปล่อยให้เรื่องนี้ล่วงเลยมาถึง 5 ปี จนคดีจะขาดอายุความปลายเดือนนี้ และควรเร่งหามาตรการเรียกเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปนี้ให้ได้ รัฐบาลควรทำความจริงให้กระจ่างตามที่สังคมคลางแคลงสงสัย คือ 1.ทำไมกรมสรรพากรไม่ออกจดหมายเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวนภายใน 5 ปีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร 2.ถ้ากรมสรรพากรออกจดหมายเรียกผู้เสียภาษีมาไต่สวนก่อนคดีขาดอายุความ จะทำให้สามารถประเมินภาษีได้ต่อไปอีกหรือไม่ 3.ถ้าคดีขาดอายุความ ใครจะรับผิดชอบ จะถือว่ามีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลจริงจังกับกรณีนี้จะมีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้เป็นคลื่นกระทบฝั่ง จะมีผลกระทบต่อรัฐบาลในแง่ความรับผิดชอบ และความโปร่งใสตามมาแน่นอน

“สุริยะใส” อัดอธิบดีกรมสรรพากรหาย

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงกรณีการเรียกเก็บภาษี กรณีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเสกเมื่อปี 2549 จะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.ว่าทั้ง รมว.คลังและปลัดกระทรวงการคลัง อ้อมแอ้มน้ำท่วมปาก ตอบคำถามชัดเจนไม่ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอธิบดีกรมสรรพากรที่ต้องช่วยตามหาตัว ไม่ทราบว่าหายไปไหน ปล่อยสังคมคลางแคลงใจกันมากว่าทำไมปล่อยเรื่องนี้ทอดยาวมาจนเหลือไม่กี่วันจะขาดอายุความเรียกเก็บ แล้ว ที่สำคัญสัปดาห์ที่แล้วสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือทวงถามและชี้ช่องทางกฎหมายเพื่อให้กรมสรรพากรดำเนินการเรียกเก็บภาษี แต่ยังไร้ท่าทีใดๆจากกรรมสรรพากร

เหน็บไม่รีดภาษีหุ้นชินฯแต่ขอขึ้นแวต

“ถือเป็นเรื่องตลกมากข่าวละเลยการเรียกเก็บภาษีกว่า 1.6 หมื่นล้านเป็นข่าวที่พยายามทำให้เงียบหายไปกับกาลเวลา แต่กลับมีข่าวรัฐเตรียมเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวตอีก 1% เลยยิ่งตอกย้ำความรู้สึกและความมักง่ายว่าการเก็บภาษีจากชาวบ้านหาเช้ากินค่ำเป็นวิธีที่หาเงินเข้ากระเป๋ารัฐได้ง่ายกว่าการไล่บี้เก็บภาษีจากคนรวย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องมีคำตอบให้กับสังคม เพราะปัญหาการเก็บภาษีที่ผ่านมาไม่เข้าเป้าเพราะอะไร มีคำตอบอยู่แล้ว ก่อนจะคิดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากประชาชน อาจต้องปฏิรูปกลไกการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่านี้” นายสุริยะใสกล่าว

ศาลออกหมายจับ “วีระ สมความคิด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีศาลอาญา รัชดาภิเษก ที่ จ.642/2560 ออกหมายจับนายวีระ สม–ความคิด อายุ 59 ปี ในข้อหานำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 สืบเนื่องจากเฟซบุ๊ก ชื่อ “วีระ สมความคิด” ได้โพสต์ทำโพล 8 ข้ออ้างว่าทำโพลเพื่อวัดว่าประชาชนเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและนายกฯหรือไม่ ก่อนสรุปผลโพลจากผู้เข้ามาตอบในเฟซบุ๊กดังกล่าว ทำนองว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลและนายกฯ เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 12 มี.ค. พ.ต.อ.สยาม บุญสม รอง ผบก.ปอท.เผยว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่บก.ปอท.จับกุมนายวีระมา แต่เจ้าตัวได้โพสต์เฟซบุ๊กว่าไม่ต้องจับ เด๋วมามอบตัวกับพนักงานสอบสวนเองวันที่ 15 มี.ค.นี้

โพสต์ท้าไม่ต้องมาจับเดี๋ยวไปเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด นายวีระได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก “Veera Somkwamkid” ระบุว่า “ประกาศผ่านสาธารณะ ตำรวจไม่ต้องมาตามจับผมให้เสียเวลา ผมจะไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ในวันพุธที่ 15 มี.ค. เวลา 13.00 น. คดีนี้แปลกนะ ตำรวจ ปอท.ควรมีหมายเรียกมายังผมก่อนนะ ถ้ามีหมายเรียกมา ผมพร้อมเข้ามอบตัว สู้คดี บอกตรงๆ อยากสู้คดีนี้มาก แต่ที่กลัวคือกลัวจะยังไม่ทันได้สู้คดี ถ้ามาควบคุมตัวในวันนี้ กลัวมีการใช้อำนาจพิเศษเอาไปขังไว้ก่อน 7 วัน ชัดเจนนะ คนอย่างวีระ สมความคิด ไม่เคยหนีคดี พร้อมสู้คดีเต็มที่ แต่ไม่พร้อมให้ใครมาจับเอาไปฆ่า พนักงานสอบสวนเตรียมตอบคำถามผมไว้ให้ดีด้วยนะ ทำไมคดีนี้ไม่มีการออกหมายเรียกตามกฎหมายเสียก่อน มีทหารชื่ออะไรมาบังคับให้พนักงานสอบสวนรีบออกหมายจับ โดยอ้างว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง”