บริการข่าวไทยรัฐ

ดีเอสไอเหลวอีก ค้นอาราม ไม่พบ 'ธัมมชโย'

หลังได้เบาะแสชี้ช่องกบดานเจอแค่เสื้อยืดแขนยาวเหลืองศิษย์อ้างของพระมหาสมชาย

ดีเอสไอบุกค้น “อารามปริสุทโธ” ห่างวัดพระธรรมกายแค่จมูก หลังได้ข่าวเป็นที่ซ่อนพระธัมมชโย แต่ไร้เงา พบเพียงเสื้อยืดแขนยาว สีเหลือง 2 ตัว ลักษณะเดียวกับที่พระธัมมชโยสวมใส่อยู่ในกุฏิที่คนดูแลระบุเป็นของ พระมหาสมชาย ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ด้านวัดพระธรรมกาย แจ้งสื่อ ห้ามเข้าพื้นที่วัดและมูลนิธิฯชั่วคราว ขณะเดียวกัน พศ.ทำหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี งดกิจกรรมทางศาสนาที่จะมีบุคคลเข้ามาในวัดจำนวนมาก ด้าน “ไพบูลย์” เชื่อถึงบทอวสาน “ธัมมชโย” แล้ว

หลังการประกาศให้ทุกจุดตรวจจุดสกัดรอบวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผ่อนปรนการปฏิบัติ เปิดทางให้พระสงฆ์และประชาชนเข้าออกได้ตามปกติ โดยไม่ต้องผ่านการคัดกรอง หลังเข้าตรวจค้นทุกซอกทุกมุมของวัดพระธรรมกายอย่างละเอียด ไร้เงาพระธัมมชโย (ไชยบูลย์ สุทธิผล) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีตามหมายจับร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แต่ยังคงคำสั่ง ม.44 คุมวัดไว้ ป้องกันมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ พร้อมจัดชุดสืบสวนติดตามตัวพระธัมมชโย ที่ถูกถอดสมณศักดิ์มาดำเนินคดี ขณะที่พระชั้นผู้ใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการให้สละสมณเพศตามกฎของสงฆ์

ความคืบหน้าในการติดตามจับกุมพระธัมมชโย เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 12 มี.ค. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 11 มี.ค.60 เข้าตรวจสอบ “อารามปริสุทโธ” เลขที่ 12/19 ถนนมงคลเศรษฐี ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อยู่เลยจากวัดพระธรรมกาย ด้านประตู 4 และประตู 1 ประมาณ 2 กิโลเมตร หลังมีพลเมืองดีแจ้งเบาะแส อาจจะเป็นที่หลบซ่อนของพระไชยบูลย์ สุทธิผล หรือพระธัมมชโย

จากการตรวจสอบพบว่า อารามแห่งนี้ มีรั้วรอบขอบชิด เนื้อที่กว่า 10 ไร่ หน้าประตูทางเข้ามีป้ายชื่ออารามปริสุทโธ และมีข้อความระบุด้านล่าง สร้างถวายโดยคุณพ่อสกล-คุณแม่อาเตียง-กัลสอง วัชรศรีโรจน์ และพี่น้องญาติมิตร ภายในมีอาคารทั้งหมด 8 หลัง ก่อสร้างลักษณะคล้ายบ้านรีสอร์ต ชั้นเดียว ยกพื้นสูงเล็กน้อย ส่วนบ้านหลังตรงกลาง เป็นบ้านยกพื้นสูงแบบมีใต้ถุน แต่ละหลังมี เตียงนอน หมอน ผ้าห่ม ราวตากผ้า รวมทั้งมีห้องน้ำในตัว นอกจากนี้ ยังพบกล้องวงจรปิด 7 ตัว ติดอยู่โดยรอบ เจ้าหน้าที่ได้อายัดเซิร์ฟเวอร์ไว้ตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกต่อไป

มีรายงานว่า บ้านตรงกลางยกพื้นสูงมีใต้ถุนนั้น พบเอกสารสำคัญหลายชิ้น อาทิ เอกสารเกี่ยวกับการให้ข่าวสื่อมวลชนของตำรวจ เอกสารเกี่ยวกับการถวายฎีกา คำขอคุ้มครองชั่วคราว คำให้การของพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เอกสารอื่นๆ และภายในห้องนอนของบ้านหลังนี้ พบเสื้อยืดแขนยาวสีเหลือง 2 ตัว ลักษณะคล้ายกับที่พระธัมมชโยเคยสวมใส่อยู่ในห้อง เจ้าหน้าที่ยึดไว้ตรวจสอบเช่นกัน

จากการสอบถามนายธนเดช ค้ำจุนวลี อายุ 45 ปี ผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าวที่อยู่เพียงคนเดียว เปิดเผยว่า พักอาศัยอยู่ที่อารามปริสุทโธแห่งนี้มากว่า 3 ปี ส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้ในการทำกิจกรรมสวดมนต์ของพระวัดพระธรรมกาย มีพระผู้ใหญ่มาจำวัดที่นี่ แต่ ไม่เคยเห็นพระธัมมชโยเข้ามาแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่ 16 ก.พ.60 ถึงขณะนี้ ยังไม่พบพระสงฆ์หรือฆราวาสเข้ามาจำวัดหรือพักที่นี่ สำหรับบ้านที่พบเสื้อยืดสีเหลือง เป็นที่พักของพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนของดีเอสไอ ร่วมกับตำรวจ จัดชุดติดตามพระธัมมชโย การข่าวเบื้องต้น พบเบาะแสพระธัมมชโยหนีไปอยู่ในอาคารปริสุทโธ สถานที่เครือข่ายวัดพระธรรมกาย นอกพื้นที่ควบคุมตามประกาศมาตรา 44 ของ คสช. แต่หลังจากการเข้าตรวจค้นไม่พบตัวพระธัมมชโย พบเพียงผู้ดูแล ทั้งนี้ หากมีประชาชนท่านใดที่ทราบเบาะแสเกี่ยวกับพระธัมมชโย โทรศัพท์แจ้งดีเอสไอได้ที่เบอร์สายด่วน 1202 ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนบรรยากาศโดยรอบวัดพระธรรมกาย ที่บริเวณประตู 7 ตลอดทั้งวันมีประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะ แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนและทหารเฝ้าอยู่ที่บริเวณด้านนอกประตู เช่นเดียวกับที่ประตู 8 ยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารเฝ้าดูแลความปลอดภัย และเปิดให้ใช้ถนนเส้นเลียบคลองสองฝั่งที่ติดกับวัดพระธรรมกาย โดยก่อนหน้านี้ ได้สั่งห้ามรถทุกชนิดผ่าน ส่วนที่ประตู 5-6 วัดพระธรรมกาย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเฝ้าระวังอยู่ทั้งบริเวณด้านหน้าปากทางเข้า ในส่วนพื้นที่บริเวณด้านหลังที่อยู่ก่อนถึงประตู 15 ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกางเต็นท์ขวางถนน เฝ้าดูแลความเรียบร้อย โดยอนุญาตให้รถเล็กวิ่งผ่านได้ ส่วนที่ประตู 1 และ 4 เจ้าหน้าที่เปิดถนนให้ประชาชนเดินทางผ่านเข้าออกได้ตามปกติ

ด้านพระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วย ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า มาตรการควบคุมพื้นที่ผ่อนคลายลงมาก ทราบมาว่า ดีเอสไอส่งมอบภารกิจควบคุมพื้นที่ให้เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำการ 24 ชั่วโมง ขณะที่พุทธศาสนิกชนทยอยกลับบ้าน ทยอยเก็บเต็นท์ พุทธศาสนิกชนบางส่วนที่อยู่ ก็อยู่สวดมนต์หน้าเจดีย์เป็นหลัก ตอนนี้ที่วัดอยู่ในช่วงเก็บกวาดทำความสะอาดสถานที่ และส่งพุทธศาสนิกชนที่มีความประสงค์กลับภูมิลำเนา และเร่งสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ที่ผ่านมาให้กับพุทธศาสนิกชน

มีรายงานด้วยว่า ในช่วงเช้าวัดพระธรรมกายได้แจ้งข้อความมาทางไลน์กลุ่ม news วัดพระธรรมกาย ว่า แจ้งสื่อมวลชน ท่านที่มีความประสงค์มาทำข่าวภายในวัดพระธรรมกาย/มูลนิธิธรรมกาย โปรดลงทะเบียนที่จุดต้อนรับสื่อมวลชน จุด information ประตู 7 วันจันทร์-เสาร์ 09.30-15.00 น. วันอาทิตย์ 09.30-12.00 น. หากเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ขอบคุณและอนุโมทนาบุญ 12 มีนาคม 2560

จากนั้นไม่นาน ได้มีข้อความแจ้งมาอีกเพื่องดให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวภายในวัด มีข้อความว่า เรียนท่านสื่อมวลชน เนื่องจากทางวัดให้ความร่วมมือกับทางราชการด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ของดให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวในพื้นที่มูลนิธิธรรมกายและวัดพระธรรมกายชั่วคราว เริ่มตั้งแต่วันนี้ เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ขออภัยในความไม่สะดวก ขอบคุณและอนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ ส่วนงานต้อนรับสื่อมวลชน 12 มีนาคม 2560

มีรายงานว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่ง ชาติ (พศ.) ได้ทำหนังสือถึงพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยระบุว่า ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจค้นภายในวัดพระธรรมกาย เพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ พระไชยบูลย์ ธมฺมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2560 วัดพระธรรมกายได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอนมัสการว่า เพื่อให้บังเกิดผลดีแก่พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์โดยรวม รวมถึงเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยดีงาม ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 ขอความเมตตาอนุเคราะห์พระคุณท่าน ในการออกคำสั่งแจ้ง ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ให้ความร่วมมือในการงดจัดกิจกรรมทางศาสนาที่จะมีบุคคลภายนอกเข้าวัดมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก หากมีความจำเป็นที่จะต้องจัดกิจกรรมทางศาสนา ขอให้จัดเป็นการภายในเฉพาะพระภิกษุสามเณร และศิษยานุศิษย์จำนวนหนึ่งที่อยู่ในวัดเท่านั้น จนกว่าสถานการณ์โดยรวมจะเข้าสู่สภาวะปกติ

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. เปิดเผยว่า จากระบบของ สตม.ยังไม่พบข้อมูลว่าพระธัมมชโยเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ส่วนจะออกไปตามช่องทางอื่นหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้ ทั้งนี้ ด้วยระบบของ สตม. หากผู้โดยสารรายใดมีแบล็กลิสต์ และจะเดินทางเข้า-ออกนอกประเทศ เมื่อคีย์ข้อมูล จะปรากฏทันที ขณะนี้ยังไม่มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ ตม.บริเวณด่านตรวจใด แจ้งมาว่ามีชื่อพระธัมมชโยผ่านช่องตรวจหนังสือเดินทางออกไป

วันเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณี วันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา แกนนำวัดพระธรรมกายยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าตรวจค้นวัดแต่โดยดีว่า ถือเป็นการยอมแพ้ของแกนนำการชุมนุมของวัดพระธรรมกายที่ไม่ต่อต้านอำนาจรัฐอีกต่อไป แม้จะไม่พบพระธัมมชโย แต่วัดพระธรรมกายสิ้นสภาพการเป็นเขตรัฐอิสระที่แกนนำมีแผนจะล่อลวงให้รัฐติดหล่ม ทั้งหวังให้เกิดการกระทบกระทั่งกับมวลชนในวัด หรือถ่วงเวลาให้ยืดเยื้อเพื่อทำลายเครดิตของ คสช.จะได้ต่อรองหวังประโยชน์ให้รัฐยุติการดำเนินคดีคดีต่างๆ เชื่อว่าสาเหตุที่แกนนำวัดพระธรรมกายยอมแพ้ เพราะประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการถอดถอนสมณศักดิ์ของพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว รวมถึงมาตรการใช้กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ดำเนินการให้พระทั้ง 2 รูปจะต้องสละสมณเพศ เป็นเรื่องที่แกนนำที่เหลืออยู่ และพระชั้นปกครองระดับสูง ที่แอบช่วยเหลือเกรงกลัวที่สุดว่า มาตรการนี้จะมาถึงตนเองในลำดับต่อๆไป เพราะก่อนหน้านี้แกนนำเหล่านี้โดนข้อกล่าวหาในคดีอาญาหลายคดี เป็นบทอวสาน จบสิ้นทุกอย่างของพระธัมมชโย หมดโอกาสที่จะกลับมามีอำนาจเหนือวัดพระธรรมกายอีกต่อไป

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมากที่สุด ที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเดือน พ.ค.59 เพราะถ้าวันนั้นเข้ามอบตัว วันนี้เชื่อได้ว่าพระธัมมชโยจะยังทรงอิทธิพลเหนือวัดพระธรรมกายและคณะปกครองสงฆ์ต่อไปได้อีก ตั้งแต่นี้ไปจะมีบทที่ต้องเริ่มต้นต่อไปโดยประชาชนทั้งประเทศที่ห่วงใยในพระพุทธศาสนา จะเรียกร้องให้ภาครัฐต้องมีการแก้ไขปัญหาพระภิกษุจำนวนมากที่ประพฤติล่วงพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ จนทำให้วัดหลายแห่งมีปัญหาเต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งเรื่องเงินทองทรัพย์สินวัด โดยพระภิกษุเหล่านั้น ดังนั้นคงต้องถึงเวลาที่จะมีการปฏิรูปคณะสงฆ์กันขนานใหญ่