บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปักธงแก้มหากาพย์ปัญหาไฟไต้ : สู่โหมดโรดแม็ปสันติสุข

รากเหง้าของปัญหาและหนทางดับไฟใต้

ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) แล้ว มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นองค์กรที่เข้าไปหล่อลื่นกลไกของรัฐให้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย คือ “สันติสุข” ในพื้นที่ปลายด้ามขวานทอง

องค์กรพิเศษนี้จะเข้าไปขับเคลื่อนอย่างไร พล.อ.อุดมเดช เปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยอธิบายให้เห็นภาพที่จะเข้าไปหล่อลื่นกลไกของรัฐให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากได้รับมอบหมายก็ได้กำหนดขอบเขตอำนาจ การประสานงาน การให้คำแนะนำ การกำกับดูแลในส่วนปฏิบัติใน จชต.

“ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล”

เข้าไปรับทราบสถานการณ์ ติดตาม ช่วยเหลือ สนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนา จชต. พร้อมให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

เมื่อรับทราบถึงปัญหาและอุปสรรคแล้วก็นำเข้าที่ประชุมคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไข ก่อนรายงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

การปฏิบัติงานจะอยู่ในลักษณะของการประสานและบูรณาการระหว่างระดับนโยบายกับระดับหน่วยปฏิบัติ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ไปในทิศทางเดียวกัน มีเอกภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกอย่างดำเนินงานตาม 7 กลุ่มภารกิจงานที่ คปต.กำหนดเอาไว้

ประกอบด้วย กลุ่มภารกิจงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เราได้ผลักดันให้จัดตั้งชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยในชุมชนที่อยู่อาศัยของตนเองให้ครบทุกตำบลใน 3 จชต.

การแก้ปัญหายาเสพติด ได้สนับสนุนให้ใช้แนวทางตามโครงการจิตอาสา “ญาลันนันบารู” โดยทำการฝึกอบรมจิตอาสาที่เป็นคนในพื้นที่ให้สามารถเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติด ที่ผ่านมาทำได้ผลดีมาก

กลุ่มภารกิจงานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เราพยายามแก้ไขปัญหาความคับคั่งของคดี โดยสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกตำบล มีคณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชน ซึ่งมีปลัดอำเภอเป็นประธาน มีผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนท้องถิ่นร่วมกันแก้ไขปัญหาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

และยังเพิ่มพนักงานสอบสวนคดีความมั่นคงที่ชำนาญเป็นการเฉพาะในพื้นที่ ให้เพียงพอต่อคดีความมั่นคง พร้อมประสานงานกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อพัฒนาระบบดูแลผู้ต้องขังและอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

กลุ่มภารกิจงานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนให้จัดทำหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ จตช. ให้เข้าใจ “วัฒนธรรม-ประเพณี-ประชาชน-สิทธิมนุษยชน” ล่าสุดคณะผู้แทนประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ลงพื้นที่ จชต.

ปรากฏว่า โอไอซีพึงพอใจที่ได้เห็นสิทธิเสรีภาพของชาวไทยมุสลิม ไม่ได้แตกต่างจากชาวไทยพุทธ หรือชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่น และยังมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากประเด็นด้านศาสนา ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้เป็นแรงสนับสนุนในทางบวกให้ประเทศไทย ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อนานาชาติ

กลุ่มภารกิจงานการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เราเข้าไปส่งเสริมการศึกษาทั้งในและนอกระบบ จัดให้มีระบบการศึกษาเพื่อสนับสนุนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยจัดการเรียนการสอนให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนา

กลุ่มภารกิจงานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยพยายามขับเคลื่อนผลักดันเมืองต้นแบบตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ อาทิ เร่งรัดพัฒนาเมืองหนองจิก จ.ปัตตานี ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ให้เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ เมืองเบตง จ.ยะลา ให้เป็นเมืองพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

กลุ่มภารกิจงานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการขับเคลื่อนนโยบาย อาทิ นำเสนอโครงการบริหารจัดการลุ่มน้ำต่างๆของภาคใต้อย่างเป็นระบบ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและปัญหาน้ำท่วม

และกลุ่มภารกิจงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยได้ติดตามความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุข พร้อมๆไปกับทำให้งานการพัฒนาและแก้ปัญหา จชต. และเปิดให้ผู้กระทำผิดโดยการหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่งผลเกื้อกูลสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ

กลุ่มภารกิจงานต่างๆเราไม่ได้ไปบังคับบัญชาหรือก้าวล่วงสั่งการ แต่เข้าไปช่วยขับเคลื่อนการกำกับดูแลและแนะนำ หากมีปัญหาจะนำกลับเข้าที่ประชุมชุดใหญ่ เมื่อได้ข้อสรุปก็นำเรียนให้นายกฯรับทราบ เพื่ออนุมัติแนวทาง บางครั้งนายกฯอาจจะเพิ่มเติมข้อสั่งการ เราก็นำมาดำเนินการต่อ

ขณะเดียวกันเราได้จัดทำโรดแม็ปตามนโยบายของนายกฯเพื่อแก้ปัญหา จชต. ที่ได้กำหนดห่วงระยะเวลาความสำเร็จในกลุ่มงานต่างๆเอาไว้ โดยในกลุ่มงานต่างๆเราก็จะดูว่ามีแผนงานในปี 60 มีหรือขาดอะไรไปบ้าง

ถ้าขาดก็จะเพิ่มโครงการที่เหมาะสมเป็นแพ็กเกจเข้าไป เพื่อขออนุมัติผ่าน คปต. หากมีปัญหาทาง คปต.จะนำเรียนนายกฯ ทุกอย่าง ที่ดำเนินการจะต้องกรองและไตร่ตรอง ถ้าอนุมัติแผนเพิ่มเติมแล้วส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะเป็นฝ่ายทำรายละเอียดเพื่อของบประมาณ

“แต่กลับมีการพูดทำนองว่า มีงบประมาณผ่านมือคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ตรงนี้ไม่เกี่ยว ขอย้ำถึงภารกิจของเราเข้าไปดูกลไกไหนที่ติดขัด บางทีขาดการพูดคุยก็ทำให้ประสิทธิภาพของ งานที่กระทรวงหลักเป็นเจ้าภาพ ทำไปก็ถูกโดดเดี่ยว เราก็เข้าไปประสานเชื่อมให้กระทรวงอื่นมาร่วม เพื่อให้การดำเนินงาน ของแต่ละฝ่ายดียิ่งขึ้น มีการบูรณาการเข้ามาแก้ไขปัญหา”

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ภาพรวมสถานการณ์ดีขึ้นอย่างไร พล.อ.อุดมเดช บอกว่า ขณะนี้สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ ยิ่งเมื่อประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาล และให้ความร่วมมือเช่นนี้ต่อไปอีก 1-2 ปี รวมถึงผลสัมฤทธิ์การขับเคลื่อนทั้ง 7 กลุ่มภารกิจงาน เชื่อมั่นจะสามารถยุติสถานการณ์ความรุนแรงใน จชต.ได้เร็วขึ้น

แม้ยังมีผู้ที่ไม่ยอมเข้าใจ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่การเห็นต่างอย่างเดียว อาจเป็นเรื่องภัยแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ยาเสพติด สุดท้ายเราต้องพยายามแก้ไขให้ได้

ปัญหาภายใน จชต.มีความซับซ้อน รัฐบาลยังมั่นใจว่าจะแก้ได้สำเร็จ มีมาตรการอะไรที่จะนำมาปรับใช้ในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่รัฐบาลและ คสช.กำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ พล.อ.อุดมเดช บอกว่า ปัญหา จชต.เป็นเรื่องเฉพาะในพื้นที่

แต่ในภาพรวมเป็นเรื่องแนวคิดทางการเมือง ไม่ใช่กลุ่มก่อเหตุรุนแรง เมื่อความคิดไม่ตรงกันก็นำมาพูดคุยกัน โดยมีคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ได้เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรค การเมือง กลุ่มการเมือง นักวิชาการ

เมื่อนำเอาข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆสรุปผลออกมาแล้ว จะยอมรับกันได้หรือไม่

แต่เชื่อว่าหลังจากพูดคุยกันแล้ว สถานการณ์คงดีขึ้นแน่นอน

ทีมการเมือง ถามว่า การแก้ไขปัญหา จชต.ดีขึ้น การสร้างความปรองดองมีทิศทางที่ดี และรัฐธรรมนูญฉบับประชามติประกาศใช้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอนหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช บอกว่าต้องเกิด

เพราะผู้ใหญ่ของรัฐบาลมีความตั้งใจจริง ไม่ได้อยากมีอำนาจต่อไป แต่เป็นห่วงว่าถ้าแต่ละฝ่ายยังไม่ปรับความเข้าใจกันและกันให้ดี ยังหวาดระแวงกัน การเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่

แต่มีแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราเป็นห่วงจุดนี้

ฉะนั้นสถานการณ์จะต้องเอื้อและสงบเรียบร้อยพอสมควร

ถึงจะมีการเลือกตั้ง.

ทีมการเมือง