วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บันทึกจากใจกองเชียร์ วันที่ความถูกต้องพ่ายแพ้

โดย ซูม

ผมก็เหมือนกองเชียร์ฟุตบอลโดยทั่วๆไปนั่นแหละครับ ที่จะรู้สึกดีใจหรือเสียใจ ในกรณีที่ทีมบอลที่เราเชียร์เป็นฝ่ายชนะหรือแพ้ ในการแข่งขัน

แต่เผอิญว่าผมชอบเล่นกีฬาและดูกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ แถมโตขึ้น ยังมาเป็นนักข่าวกีฬา เขียนคอลัมน์กีฬาและจัดรายการวิทยุกีฬาเข้าให้อีก ทำให้ผมมีวิธีที่จะฝึกตัวเองให้แสดงออกแต่พองาม และอยู่ในขอบเขตอันสมควรเสมอๆ ไม่ว่าทีมที่ผมเชียร์จะชนะหรือแพ้ก็ตาม

คือจะไม่ดีใจจนถึงขั้นลิงโลดเวลาทีมเราชนะ เพราะหากลิงโลดเกินไปมันจะกลายเป็นการเยาะเย้ย หรือสมน้ำหน้าคนอื่นที่เขาเชียร์ทีมแพ้ ซึ่งไม่ใช่วิสัยของคนที่มีน้ำใจนักกีฬาจะพึงกระทำ

ขณะเดียวกัน เวลาทีมเราแพ้ ผมก็จะเสียใจอยู่แว่บหนึ่ง พอให้มันรู้สึกเจ็บๆว่าทีมเราแพ้ก็พอแล้ว จะไม่ฟูมฟาย จะไม่โอดครวญหรือโทษโน่นโทษนี่ เพราะคนมีน้ำใจนักกีฬาจะต้องรู้ว่ากีฬามันแพ้ได้ชนะได้...

ที่ผมเริ่มต้นคอลัมน์วันนี้ด้วยการพูดถึงเรื่องของการเชียร์บอล และเรื่องของน้ำใจนักกีฬา ไม่ได้ตั้งใจจะมาเขียนถึงเรื่องฟุตบอลอะไรหรอกครับ เพียงแต่ต้องการจะกราบเรียนให้ทราบว่า อุปนิสัยในการดูกีฬา หรือเชียร์กีฬาของผมเป็นอย่างไรเท่านั้น

เพื่อที่จะโยงมาถึงการแข่งขันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ที่ผลปรากฏว่า ทีมที่ผมให้กำลังใจอย่างเต็มที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างพลิกล็อกถล่มทลาย

นำมาซึ่งความเสียใจ เศร้าใจ ให้แก่ผมจนแทบจะต้องร้องฟูมฟาย หรือโอดครวญด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง ผิดวิสัยกองเชียร์ที่ดีที่ผมเคยเป็นอยู่

กรณี ดีเอสไอ กับ พระธัมมชโย นั่นแหละครับ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เป็นข่าวหน้า 1 มาหลายเดือนแล้ว ผมก็เอาใจช่วยและเชียร์ดีเอสไอ ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองมาตลอด

เชียร์ให้ผู้พิทักษ์กฎหมายอย่างดีเอสไอจงเป็นฝ่ายตามหาตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมาย จนอัยการสั่งฟ้องหลายคดีอย่างพระธัมมชโยให้เจอะเจอ และนำมาดำเนินคดีตามขั้นตอนแห่งกฎหมายให้จงได้

เพราะพระธัมมชโยได้แสดงเจตนาให้เห็นชัดเจนแล้วว่าจะไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งๆที่ทางราชการให้โอกาสหลายต่อหลายครั้ง

เชียร์ครั้งแรกๆ ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่สามารถฝ่าด่านพระและศิษยานุศิษย์เข้าไปค้นตัวได้ จนท่านนายกรัฐมนตรีต้องออกมาใช้ ม.44 เพื่อให้สามารถดำเนินการปิดล้อมวัดและค้นตัวให้เจอให้ได้ ผมก็เชียร์อีก

เพราะเห็นว่าการใช้ ม.44 เพื่อความถูกต้อง เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองไว้นั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะได้พยายามใช้กฎหมายตามปกติแล้วไม่สำเร็จ

ผลปรากฏว่ามีการส่งกำลังทั้งทหารและดีเอสไอ จำไม่ได้ว่ามีตำรวจบ้างหรือเปล่าไปล้อมวัดพระธรรมกายอยู่ 23 วัน ก็ไม่สามารถเข้าวัดได้เจอ “กฎหมู่” ของพระบ้างของลูกศิษย์บ้าง ไม่กล้าทำอะไร

ผมก็เข้าใจและเห็นใจ เพราะทำอะไรรุนแรงลงไป หากพลาดท่าเสียทีมีบาดเจ็บล้มตาย หรือมีผ้าเหลืองเปื้อนเลือดขึ้นมาละก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่หยุดไว้ไม่อยู่

ขณะเดียวกัน ผมก็รอคอยความหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงด้วยดี โดยฝ่ายกฎหมายเป็นฝ่ายชนะ เพราะใครไม่รู้มาบอกคนไทยว่า “จะต้อง จบใน 5 วัน” โดยจะใช้มาตรการตั้งแต่เบาไปหาหนัก

แต่ลงท้ายกลายเป็นว่ามีแต่เบาไม่มีหนักและการสึกพระกลางอากาศ ก็ทำไม่ได้...ตามมาด้วยมีการให้ DSI เดินตรวจค้นวัดพระธรรมกายรอบหนึ่ง บอกว่าไม่เจอตัวแต่ก็ไม่เป็นไร คดีมีอายุความ 15 ปี เจอเมื่อไรก็จับได้

ถ้าเรื่องจบลงอย่างนี้ จบโดยดีเอสไอถอยไปรอจับภายใน 15 ปีก็แปลว่าฝ่ายรักษาความถูกต้องให้แก่กฎหมายบ้านเมืองที่ผมเอาใจช่วยเอาใจเชียร์มาตลอดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แบบหมดรูป

จะไม่ให้ผมเสียใจเศร้าใจและฟูมฟายโอดครวญไปจนถึงขั้นต้องตะโกนออกมาดังๆได้ยังไงล่ะ

แต่ก็เอาเถอะอย่างที่บอกแล้วว่าผมเป็นคนทำใจได้เร็ว เสียใจฟูมฟายแต่ก็ยังมีสติสามารถกลับมาเป็นกองเชียร์ที่ดีได้อีกครั้ง

ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะ ขอแสดงความยินดีกับกฎหมู่ที่ยังอยู่เหนือกฎหมายเสมอ ขนาด ม.44 ยังใช้ไม่ได้ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรอีกแล้ว

ผมไม่ทราบว่าท่านอธิบดีดีเอสไอชื่ออะไรและไม่อยากทราบด้วย เพราะผมตั้งใจว่าจะไม่เชียร์ท่านอีกต่อไปแล้วไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม...นักมวยเชียร์ไม่ขึ้นแบบนี้ ชกอีกก็แพ้อีก จะให้กองเชียร์อยากเชียร์ได้ยังไงล่ะครับ!

“ซูม”