บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จุดเปลี่ยนประเทศไทย 4.0 จัดทัพลงทุนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก

ย้อนหลังไปเมื่อ 30 ปีก่อน ผลงาน “ชิ้นโบแดง” ของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ คือ โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ “อีสเทิร์น ซีบอร์ด” ที่สามารถพลิกโฉมประเทศไทยจากยุค “เกษตรกรรม” มาเป็นยุค “อุตสาหกรรม” จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นยุค “โชติช่วงชัชวาล”

ทว่านับจากนั้นเป็นต้นมา การหลั่งไหลเข้ามาของทุนใหญ่จากต่างประเทศที่จะช่วยยกระดับประเทศไทยแบบ “พลิกฝ่ามือ” ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาอีก!

เมื่อประเทศไทยเดินมาถึงจุดบังคับที่ประเทศไม่อาจจะหยุดอยู่นิ่งๆได้อีกแล้ว เนื่องจากการพัฒนาประเทศได้หยุดอยู่กับที่บนพื้นฐานอุตสาหกรรมเดิม ขณะที่ประเทศอื่นๆก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่จากการคิดค้นนวัตกรรมไปกันแล้ว
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีนโยบายที่จะพลิกประเทศไทยใหม่ ด้วยการดึงการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี หรือเป็นอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยต่อยอดได้ โดยปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต้องตั้งอยู่บนพื้นที่ที่นักลงทุนต่างชาติรู้จักดีและอยู่บนพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมต่อยอดได้

จึงมีนโยบายที่จะพัฒนา “โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC )” บนพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกนั่นเอง

โดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อาศัยมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อกำหนดมาตรการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ EEC ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ประเทศไทยจะกลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้งหรือไม่ “ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ครศ.) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้เคลื่อนโครงการนี้ ดังนี้ :

คลี่ “อีสเทิร์น ซีบอร์ด” ภาค 2

ดร.คณิศได้ย้อนรอยที่มาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจนี้ว่า คนที่คิด EEC ก็คือ ดร.เสนาะ อูนากูล และ ดร.อาณัติ อาภาภิรย์ ที่คิดโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เพราะ EEC ก็คือการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ภาค 2 ส่วนคนที่มีความมุ่งมั่นจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ยอมงัด ม.44 มาปลดล็อกการทำงานให้เร็วขึ้นพร้อมทั้งให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

“อีกฝ่ายที่ประชาชนต้องขอบคุณก็คือ กองทัพเรือที่ช่วยให้มีการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของโครงการนี้”

ทั้งนี้ โครงการนี้จะต้องผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายได้แก่ สาขายานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวในกลุ่มรายได้สูงและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร

โดยจะต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุนที่ครอบคลุม 4 โมดูล 15 โครงการ ใช้เม็ดเงินในการลงทุนในระยะ 5 ปีไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มี 5 โครงการหลักที่เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของอีอีซี ที่ภาครัฐต้องเร่งเปิดประมูลภายในระยะ 8 เดือนข้างหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจกับทุกฝ่ายว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นแน่ๆ ถือเป็นงานท้าทายที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และต้องนำเอาระบบ “พีพีพี-ฟาสแทร็ค” มาใช้

“ระบบพีพีพี ฟาสแทร็ค ใช้เวลาในการพิจารณาโครงการ 9 เดือน แต่สำหรับพื้นที่อีอีซีต้องเร็วกว่านั้น จึงมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลระบบพีพีพี ฟาสแทร็ค ของพื้นที่อีอีซีว่าจะสามารถร่นระยะเวลาในการพิจารณาโครงการให้สั้นขึ้นอีก ซึ่งในคำสั่งตามมาตรา 44 เปิดช่องทางให้ดำเนินการได้”

เร่งประมูล 5 กระดูกสันหลัง EEC

ภายในเดือน มี.ค.นี้ได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้มีการประชุมคณะกรรมการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ครศ.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อเสนอกรอบ 5 โครงการกระดูกสันหลังของ EEC ประกอบด้วย

1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 200,000 ล้านบาท ในระยะ 5 ปีแรกต้องเพิ่มอัตรารองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 15 ล้านคน ก่อนจะพัฒนาให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน ภายใน 15 ปี

2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงินลงทุน 158,000 ล้านบาท ที่จะต้องเชื่อมโยงสนามบินพาณิชย์ 3 แห่งให้สำเร็จได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา

3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 88,000 ล้านบาท

4.โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าทางราง วงเงิน 64,300 ล้านบาท และ 5.โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่และการจัดรูปที่ดิน

“ประเด็นสำคัญคือ ในระยะ 5 ปีจากนี้จะต้องขยายสนามบินอู่ตะเภาให้รองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนจากปัจจุบันที่กองทัพเรือได้เพิ่มขีดความสามารถในการรับผู้โดยสารจาก 1.5 ล้านคนให้เป็น 3 ล้านคนอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปพัทยาปีละกว่า 10 ล้านคนอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยรองรับความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองได้ด้วย”

ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง จะต้องเข้าถึงสนามบินอู่ตะเภาและมีการเปิดให้บริการในทันที จึงจะทำให้ทั้งโครงการสนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ประสบความสำเร็จได้

“ทั้งสองโครงการนี้ต้องไปด้วยกันและต้องพึ่งพากัน อีกหน่อยคนที่ลงสนามบินอู่ตะเภาก็สามารถต่อรถไฟความเร็วสูงเข้ากรุงเทพฯได้ภายใน 45 นาที และเชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง”

เผยโฉม “นิวซิตี้” เมืองใหม่ทันสมัย!

ดร.คณิศกล่าวด้วยว่า ผลพวงของการพัฒนา EEC จะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่เป็นเมืองที่ทันสมัยและประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างน้อยใน 3 พื้นที่คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

โดยฉะเชิงเทราจะเป็นเมืองที่รองรับความเจริญและการขยายตัวของกรุงเทพฯ เนื่องจากประชาชนสามารถเดินทางไปมาระหว่างสองเมืองนี้ด้วยรถไฟความเร็วสูงภายใน 20 นาที

ส่วนพื้นที่ชลบุรีเริ่มมีการหารือกันถึงการสร้าง “โครงการพัทยา 2” ย่านบางเสร่ รองรับการท่องเที่ยว และการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ขณะที่พื้นที่ระยองจะเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ที่สุด เนื่องจากมีการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น และมีโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมเช่น โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาลชั้นนำ รองรับการอยู่อาศัยของผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนต่างชาติ

นอกจากนี้ยังมีการเตรียมงบอีกกว่า 200,000 ล้านบาท สำหรับส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยโครงการที่ดำเนินการไปแล้วคือ การพัฒนาท่าเรือจุกเสม็ด จ.ชลบุรี ให้เป็นท่าเรือเชิงพาณิชย์รองรับเรือเฟอร์รี่ที่จะเดินทางท่องเที่ยวในบริเวณอ่าวไทย

ชู “เครื่องมือพิเศษ” ดึงดูดการลงทุน!

เลขาธิการ ครศ. ยังกล่าวด้วยว่า นับตั้งแต่รัฐบาลได้นำเสนอโครงการ EEC ต่อนักลงทุนต่างชาติ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก เนื่องจากรู้จักพื้นที่นี้ดีอยู่แล้วในนาม “อีสเทิร์น ซีบอร์ด”

ยิ่งเมื่อรู้ว่าประเทศไทยวางแผนใหม่สำหรับรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และจะพัฒนา EEC ให้เป็นพื้นที่ชั้นนำของเอเชีย พร้อมๆกับให้สิทธิประโยชน์พิเศษในการลงทุนที่พิเศษกว่าพื้นที่อื่นๆ ยิ่งได้รับความสนใจ

“แม้แต่ละบริษัทมีความต้องการและมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ใน EEC จึงมีเครื่องมือดึงดูดการลงทุนครบถ้วนทั้งมาตรการทางภาษี และกองทุนพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือจูงใจบริษัทชั้นนำที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนำเอานวัตกรรมใหม่เข้ามา โดยจะมีการเจรจาตรงเป็นรายๆไป แตกต่างจากการส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมา ทั้งนี้เราจะเห็นการลงทุนของภาคเอกชนมีความชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศที่สนใจจะลงทุนในพื้นที่ติดต่อเข้ามาแล้ว”

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติด้านมาตรการภาษีในส่วนที่เป็นเงินได้ ทั้งที่เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และโบนัส สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่เข้ามาทำงานในบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC จากเดิมที่จัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงสุด 35% ลดเหลือเพียง 17% ต่ำกว่าสิงคโปร์ที่เก็บ 20% และใกล้เคียงฮ่องกงที่เก็บ 15-17% เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือ เป็นผู้ที่ทำงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และบริษัทที่ทำอยู่ได้รับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนจากบีโอไอ

“มาตรการนี้ต้องขอบคุณ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ที่ตัดสินใจนำเสนอ ครม.เพราะจะช่วยดึงผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยระดับโลกให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย จากเดิมที่คนเก่งเหล่านี้จะมาแบบชั่วคราว บินมาแล้วก็บินกลับไป เมื่อเรามีมาตรการภาษีที่ดึงดูดเขาจะมาทำงานในประเทศไทยจะช่วยให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากรใน EEC เพื่อต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงในประเทศไทย”

ปิโตรเคมี-ชีวภาพ 2.5 แสนล้าน

ดร.คณิศเผยอีกว่า ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้จัดทำแผนโครงการพัฒนา EEC ทาง ครศ.ได้จัดทำแผนร่วมกับนายกานต์ ตระกูลฮุน และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ โดยนายประเสริฐยืนยันว่า การลงทุนเพิ่มเติมของธุรกิจปิโตรเคมีในพื้นที่จะมีขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อรวมกับการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชีวภาพ จะมีการลงทุนไม่ต่ำ กว่า 250,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีนี้

ขณะที่การลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะต่อยอด S-Cruve อุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่เช่น การลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ในอนาคตจะมีการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรองรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และใน 5 ปีข้างหน้ามีความเป็นไปได้สูงที่รถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาถูกกว่ารถยนต์แบบเดิม

ดังนั้น ทางบีโอไอจะให้การส่งเสริมบริษัทระดับโลกที่มีเทคโนโลยีมอเตอร์และแบตเตอรี่ไฟฟ้าให้เข้ามาลงทุนใน EEC ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ได้หารือกับบริษัทรถยนต์ชั้นนำ อย่างบริษัท บีเอ็ม ดับเบิลยู ของเยอรมนี และได้ชักชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว

ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นอนาคต เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ ทางบริษัท ฟูจิ ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเทคโนโลยีการแพทย์ของญี่ปุ่น ได้เข้าพบ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในอีอีซี เช่นเดียวกับบริษัท อาลีบาบา ของแจ๊ค หม่า ที่มีการซื้อกิจการค้าปลีกออนไลน์เพิ่มเติมก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนสร้างคลังสินค้าในพื้นที่ EEC เพื่อกระจายสินค้าในไทย และในภูมิภาค CLMV เช่นกัน

นอกจากนั้น ธุรกิจการบินซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการ EEC ได้วางแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาสู่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบรองรับการเป็น “Aeropolis” หรือเมืองอุตสาหกรรมการบินเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการบินในภูมิภาค โดยล่าสุดนี้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท แอร์บัส กรุ๊ป ผู้นำอุตสาหกรรมการบินจากฝรั่งเศส เพื่อร่วมกันพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานขนาดใหญ่บริเวณสนามบินอู่ตะเภาด้วย
ดังนั้น อนาคตบริเวณรอบสนามบินอู่ตะเภาจะมีพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็นพื้นที่ปลอดภาษีเพื่อรองรับการท่องเที่ยว มีสถาบันฝึกการบินครบวงจร และโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานโดยตรงด้วย

โครงการลงทุนเหล่านี้จะพลิกโฉมหน้าประเทศไทยสู่รูปธรรมตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างแท้จริง!!!

ทีมเศรษฐกิจ