ร็อตไวเลอร์หมานักล่า (ฆ่า) ย้อนคดีขย้ำโหด เรียนรู้วิธีเอาตัวรอด - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ร็อตไวเลอร์หมานักล่า (ฆ่า) ย้อนคดีขย้ำโหด เรียนรู้วิธีเอาตัวรอด

“สุนัข” คือเพื่อนที่ดีที่สุดของ “มนุษย์”

หลายครั้งที่มนุษย์ทำร้ายเพื่อนที่ดีที่สุดตัวนี้...

แต่บางคราวเพื่อน (บางตัว) ก็ทำร้ายมนุษย์ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวสุนัขพันธุ์ดุ ร็อตไวเลอร์ ที่ทำร้ายคนจนเสียชีวิต และที่ผ่านมา คดีในลักษณะดังกล่าวก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ และวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอย้อนคดีเกี่ยวกับสุนัขร็อตไวเลอร์ ที่เคยก่อเหตุทำร้ายคน พร้อมแนะนำวิธีการรับมือ ป้องกัน หากต้องเผชิญหน้ากับหมาดุร้าย และหมาหมู่ที่จะรุมกัด...

คมเขี้ยวสยอง 3 หมาพันธุ์ดุ รุมกัดชายสูงอายุ ออกมาหาหนูนา

ค่ำคืนดึกสงัด (5 มี.ค.60) นายสมหวัง ทองตัน ชายวัย 57 ปี เดินออกจากบ้านเพื่อหาหนูนา หมู่ 4 บ้านใหม่พัฒนา ต.ศรีวิไล อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ แต่แล้วใครจะคิดว่าบังเอิญ หรือโชคร้าย ที่ต้องไปเผชิญหน้ากับ หมาแม่ลูก 3 ตัว ที่หลุดออกจากกรงมา

ด้วยพละกำลังมหาศาล และการรุมกัดอย่างโหดเหี้ยม ชายวัย 57 ปี มีหรือจะสู้หมา “ร็อตไวเลอร์” 3 ตัว ได้ แม้เขาจะมีมีดแต่ก็หาได้ทำอันตรายกับหมาที่กำลังกัดทารุณได้ ยิ่งได้เลือด ยิ่งบ้าคลั่ง เสื้อผ้าถูกฉีกขาด แผลเหวอะหวะ ยิ่งดิ้นยิ่งถูกกัด ทำให้ นายสมหวัง นอนตายจมกองเลือดในสภาพไร้เสื้อผ้าคลุมร่าง

พล.ต.ต.ทิวา บุญดำเนิน ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ กล่าวว่า คดีนี้ไม่สลับซับซ้อน ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ต้องรอผลทางตรวจด้านนิติวิทยาศาสตร์เสียก่อน ว่าตายเนื่องจากบาดแผลสุนัข 3 ตัวนี้กัดหรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ความประมาทเกิดจากใคร ที่ปล่อยให้สุนัข 3 ตัว ออกจากกรงไปกัดคนตาย ซึ่ง นายสมชาย โพธิราช อายุ 44 ปี เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าและเป็นเจ้าของสุนัขทั้ง 3 ตัว ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ในคืนเกิดเหตุ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ว่า สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ที่เขาเลี้ยงไปกัดคนตาย โดยยินยอมจ่ายเงินค่าช่วยเหลืองานศพเบื้องต้นไป 4 หมื่นบาท

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาได้มีการเจรจาค่าเสียหาย โดยฝ่ายญาติผู้เสียชีวิต ได้เรียกเงินจำนวน 150,000 บาท แต่ก็ตกลงกันที่ 140,000 บาท โดยมีการมอบเงินเพิ่มเติมอีก 1 แสนบาททันที ส่วน 4 หมื่นบาทนั้นได้มีการจ่ายให้แล้วก่อนหน้านี้

ในส่วนของคดีนั้น พ.ต.อ.วินัย มหาผลศิริกุล ผกก.สภ.ศรีวิไล กล่าวว่า เบื้องต้น ได้ตั้งข้อหาเจ้าของสุนัขกระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และอีก 1 คดีลหุโทษ คือปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คดี “ร็อตไวเลอร์” ทำร้ายคนถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัสนั้นไม่ใช่คดีแรกที่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้มีเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2543 “ไอ้หมี” คือ ฆาตกร 4 ขา ได้หลุดออกจากกรงขัง จากนั้นก็พุ่งตรงเข้ากัดหนูน้อย 3 ขวบ 4 เดือน ที่กำลังยืนเล่นกับยาย โดยหันหลังให้กับกรงเหล็กซึ่งถูกกั้นเป็นพื้นที่เลี้ยงหมา ซึ่งมีหมาพันธุ์ร็อตไวเลอร์เลี้ยงไว้ 4 ตัว แต่แล้ว “ไอ้หมี” ก็หลุดออกมา พุ่งเข้ามาทำร้ายหนูน้อย กัดแล้วกัดอีก แม้จะมีคนห้ามแต่มันก็ไม่หยุด เด็กยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งบ้าคลั่ง กระทั่งยายวัย 65 ปี เอามือไปง้างปากลากร่างออกมาจนถูกกัดได้รับบาดเจ็บ เมื่อนำร่างส่งโรงพยาบาล ก็ไม่ทันเวลาเสียแล้ว เพราะเด็กถูกกัดในจุดสำคัญมากมาย

ซึ่งแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หัวหน้าแผนกนิติเวช รพ.รามาฯ (เวลานั้น) ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากแรงขย้ำและคมเขี้ยวที่ขบกัดลำคออย่างรุนแรง แล้วสะบัดทำให้หลอดลมขาด รอยเขี้ยวที่กัดจมเข้าที่เบ้าตากับรูจมูกทำให้เด็กขาดอากาศหายใจ ร่องรอยแผลแสดงให้เห็นว่าคมเขี้ยวของหมาเพชฌฆาตตัวนี้แหลมราวกับคมมีด

หลังเกิดเหตุ เจ้าของหมา กล่าวว่ารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจะมอบหมาตัวนี้ให้กับหน่วยงานตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไว้ใช้งาน ส่วนคดีความนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของ สน.พญาไท

สาวใหญ่ลำพูนถึงฆาต ถูกหมาที่เลี้ยงเนรคุณ รุมขย้ำเสียชีวิต

23 ม.ค.50 เศรษฐินีชาวลำพูน ก็เป็นเหยื่อคมเขี้ยวหมาที่ตัวเองเลี้ยง หลังจากพี่สาวพยายามโทรหาแต่ไม่มีใครรับจึงเข้ามาดูจึงพบร่างอันเปลือยเปล่า

“เมื่อกลับมาถึงบ้านได้มาดูพบสุนัขร็อตไวเลอร์ 3-4 ตัวกำลังแทะเนื้อผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าของ จึงให้คนงานเอาไม้ไล่ตีเพื่อต้อนเข้ากรง และเมื่อตรวจสอบพบว่าน้องสาวเสียชีวิตแล้ว” พี่สาวผู้ตายกล่าว

ทีแรกเข้าใจว่าถูกคนงานต่างด้าวลงมือฆ่าเพราะไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เมื่อชันสูตรจึงทราบผลว่า ถูกสุนัขล็อตไวเลอร์ทำร้าย และเมื่อตามคนงานดังกล่าวมาสอบสวนก็ให้การสอดคล้อง พี่สาวผู้ตายจึงไม่ติดใจ

นอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีอีกหลายคดีที่เกิดขึ้น ซึ่งเหยื่อเกือบทุกรายล้วนเป็นเด็ก หรือไม่ก็ผู้สูงอายุ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หรือเพราะมันเลือกเหยื่อ ที่จะทำร้ายอย่างนั้นหรือ...?

ทำความเข้าใจหมานักสู้ เดิมใช้อารักขา โจรผู้ร้ายต้องขยาด

เพื่อที่จะเข้าใจหมาพันธุ์นักสู้ให้มากขึ้น รวมถึงเคล็ดลับเอาตัวรอดเมื่อถูกหมาไล่กัด หรือรุมไล่...จะทำร้าย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง สพ.ญ.ปราณี พาณิชย์พงษ์ สัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ และ พ.ต.ท.ชัชชัย เศรษฐีพันล้าน รอง ผกก. กองกำกับการสุนัขและม้าตำรวจ

สพ.ญ.ปราณี เล่าประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของ “ร็อตไวเลอร์” ว่า ทราบว่าสุนัขพันธุ์นี้ได้มีการใช้งานตั้งแต่สมัยสงครามโรมัน โดยคนยุคนั้นใช้มันในการคุ้มครองเสบียงด้วยการต้อนวัวเป็นฝูงๆ เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีการเก็บรักษาเนื้อ ดังนั้น เขาจึงต้องเลี้ยงวัวไว้เพื่อรับประทาน วันหนึ่งเจ้าของได้เข้าไปพักอาศัยในเมือง และมีคนร้ายจะมาทำร้ายเจ้าของ เจ้าร็อตไวเลอร์จึงได้เข้าปกป้อง นี่เองทำให้คนเล็งเห็นว่ามันเป็นสุนัขที่มีพละกำลังมาก มีความดุร้าย และหวงเจ้าของ จึงเป็นที่มาของการนิยมนำมาเลี้ยง

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้พบว่ามีสุนัขพันธุ์นี้บางส่วนตกค้างอยู่ แคว้น Rottweiler ในเยอรมนี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่า จึงเป็นที่มาของชื่อพันธุ์ที่เรียกจนถึงปัจจุบัน

แท้ที่จริงแล้ว ร็อตไวเลอร์ นับเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ เพราะมีความจงรักภักดีต่อเจ้าของเป็นอย่างยิ่ง แต่เวลาเลี้ยงนั้น ก็ต้องมีความระมัดระวัง เนื่องจากมันมีพละกำลังมากและมีความหวงเจ้าของเป็นอย่างมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเวลาที่เจ้าของไม่อยู่

“หมาพันธุ์นี้เขาจะรู้สึกว่าเจ้าของที่มันเกรงนั้น จะเป็นเจ้าของที่มันคิดว่าแข็งแรง (กว่า) จะรู้สึกว่าเป็นจ่าฝูง และเมื่อใดเขาเห็นคนที่คิดว่าอ่อนแอกว่าและไม่น่าไว้ใจเขาก็จะเข้าไปทำร้าย ยิ่งแสดงออกว่าเรากลัวมันจะยิ่งเข้าโจมตี”

การเลี้ยงหมาไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินฝึกฝน

สอดคล้องกัน พ.ต.ท.ชัชชัย กล่าวว่า การเลี้ยงหมาพันธุ์ใหญ่นั้น ควรจะมีการเลี้ยงดูที่ดี มีอาณาเขต เพื่อให้เขาออกกำลังกายบ้าง เพื่อให้เขาได้ออกแรงเพื่อเป็นการลดความเครียด หากหมาพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็จะส่งผลให้เกิดความเครียด ก้าวร้าว แรงขับที่มีเยอะมันก็จะไปทำลายข้าวของหรือทำร้ายคน หากมันได้ออกแรง วิ่งจ๊อกกิ้งบ้างไรบ้าง ถึงเวลาก็จะพักผ่อนตามปกติ

“ที่สำคัญมันอยู่ที่การเลี้ยงดูและการฝึกฝน ซึ่งไม่ได้ยากอะไรเลย เพราะฝึกตอนที่เราให้อาหารมัน ด้วยการใช้จิตวิทยา พฤติกรรมการเรียนรู้ตอบสนองอย่างมีเงื่อนไข โดยมีสิ่งเร้า ซึ่งเป็นทฤษฎีของพาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov) ซึ่งอย่างที่เราเห็นการทดสอบว่า เวลาเราสั่นกระดิ่ง สุนัขจะน้ำลายไหล นี่คือการใช้ทฤษฎีดังกล่าว เวลาคุณจะให้อาหาร คุณสั่งให้มันนั่ง หรือทำอะไร หากมันทำตามแล้วถึงจะได้อาหาร จากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาไป ทำดี ก็ได้รางวัล หากทำไม่ดี ก็ไม่ให้ เป็นต้น

“ขอให้ศึกษาข้อมูลแต่ละสายพันธุ์ที่ตัวเองคิดจะเลี้ยง ที่สำคัญคือต้องตัดสินใจให้ดี เพราะคุณจะต้องรับผิดชอบชีวิตเขาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี”

เคล็ดลับเอาตัวรอด ห้ามวิ่ง จ้องตา ป้องกันตัวตามความเหมาะสม

รองผู้กำกับ หน่วย K9 แนะนำวิธีเอาตัวรอดเมื่อเผชิญหน้ากับ (อดีต) สัตว์นักล่า 4 ขาว่า พฤติกรรมของสุนัขนั้นเป็นสัตว์ไล่ล่า ถ้าคนหรือสัตว์เคลื่อนไหวแสดงว่า “เหยื่อ” ยังมีชีวิต และสัญชาตญาณของสุนัขทุกสายพันธุ์ก็จะวิ่งตาม ยิ่งถ้ามาเป็นฝูงก็จะยิ่งรุม

หากหยุดนิ่ง สุนัขก็จะคิดว่าเราตาย แม้กระทั่งเรายืนเฉยๆ ก็ตาม จากนั้นต้องสังเกตดูสุนัข จากนั้นหากเรามองแล้วเอื้อม หยิบ คว้าอะไรได้ก็ต้องนำมาใช้เพื่อเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือเพราะเราอาจจะต้องใช้เพื่อเป็นการป้องกันตัวและต่อสู้กับสุนัข

พ.ต.ท.ชัชชัย นิ่งสักครู่ก่อนอธิบายอย่างให้เห็นภาพว่า หากเราสังเกตดีๆ จะทราบว่า อย่างสุนัขจรจัดทั่วไป เวลาวิ่งไล่คน จักรยาน หรือ จักรยานยนต์นั้น เขาจะขับรถหนีหรือวิ่งหนี สุนัขก็จะเรียนรู้ว่าไล่ตามแล้วคนกลัว ซึ่งสุนัขเหล่านี้ก็จะได้ใจ เขาก็จะทำแบบนี้ตลอด กลับกัน หากคนหยุด หันหลังกลับมาแล้วทำท่าอะไรบางอย่าง สุนัขก็จะหยุด

สิ่งต้องห้ามคือ การจ้องสายตาสุนัข เพราะการจ้องคือการท้าทาย สังเกตว่าสุนัขที่เป็นจ่าฝูงจะจ้องคู่ต่อสู้ แต่ถ้าเราจ้องสุนัขแล้วเขารู้ว่าเรามีอำนาจเหนือกว่าเขาจะหลีกหนี ส่วนวิธีการสังเกตตัวที่เป็นจ่าฝูงนั้นก็ไม่ยาก ก็ตัวที่นำหน้าเข้ามาก่อน หากเราไล่ผู้นำได้ ไอ้ตัวผู้ตามมันก็จะหนีไป ตัวใหญ่ใช่ว่าเป็นผู้นำเสมอไป

“แรงกัดของสุนัขจะมากกว่าน้ำหนักตัว 8 เท่า เช่น สุนัขหนัก 20 กิโลกรัม แรงกัดก็เท่ากับ ของหนัก 160 กิโลกรัมมาทับที่แขนหรือขา ซึ่งนี่คือค่าเฉลี่ยของสุนัขทุกสายพันธุ์ แต่สำหรับ ร็อตไวเลอร์ หรือ พิตบูล นั้น จะมีแรงขบมากกว่าเพราะสังเกตปากจะเห็นว่ามีปากใหญ่กว่า หากมีแรงเหวี่ยงด้วยก็ยิ่งทำให้เนื้อฉีกขาด” พ.ต.ท.ชัชชัย กล่าว

5 สายพันธุ์หมาดุที่สุดในโลก

สัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เปิดเผย สุนัขที่ดุที่สุดในโลก ว่า อันดับ 1 คือ พันธุ์ ฟิล่า บราซิลเลียโร เขาใช้เลี้ยงในไร่ และใช้ล่าเนื้อ ด้วยเอกลักษณ์ที่เป็นสุนัขตัวใหญ่
2. อเมริกันพิตบูล เทอร์เรียร์ เป็นสุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขที่ใช้ล่าสัตว์โดยตรง
3. ร็อตไวเลอร์ คุ้มกันคาราวานสินค้า
4. สแตฟเฟอร์ดไชร์ บูล เทอร์เรียร์ พันธุ์นี้คล้ายๆ บูลเทอร์เรียร์ แต่มีหน้าตาที่ดุกว่า
5. บูล เทอร์เรียร์ ถือเป็นสุนัขอารักขา

นอกจากนี้ จะขอแถมให้ 1 พันธุ์นั่นก็คือ “บางแก้ว” สุนัขไทย เพราะบางครั้งเราก็เห็นข่าวมาแล้วหลายครั้ง บางครั้งก็กัดถึงตายก็มี โดยมีการสันนิษฐานว่าเป็นการผสมพันธุ์กับสุนัขจิ้งจอก มีถิ่นกำเนิดที่วัดบางแก้ว จ.พิษณุโลก สมัยก่อนแถวนั้นเป็นป่าและมีสุนัขจิ้งจอก หมาใน จึงมีการสันนิษฐานกันแบบนั้น

อย่างไรก็ดี รองผู้กำกับ หน่วย K9 กล่าวว่า สุนัขไม่ว่าพันธุ์อะไรก็ตาม ไม่ได้ดุทุกตัว ร็อตไวเลอร์บางตัวนิสัยดีก็มี หมาจะดุนั้นก็มีเหตุผลอยู่ เช่น ดุด้วยสายพันธุ์ นิสัยสันดาน ความเครียด หรือระแวง ซึ่งดุแต่ละอย่างจะแตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงต้องดูถึงพฤติกรรมของแต่ละตัว

เตะได้ ตีได้ ป้องกันตัว...ไม่ต้องห่วง พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์

หมาที่เคยกัดคนแล้ว จะก่อเหตุซ้ำหรือไม่ นายตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงสุนัข ตอบอย่างชัดเจนว่า พอมันได้กัด ได้กลิ่นเลือดแล้ว มันจะรู้ตัวว่ามันมีอาวุธ คนจะกลัวมัน เวลาคนที่โดนกัดจะมีการหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งหมามันจะรู้ว่าเรากลัว จากนั้นมันจะได้ใจและกัดคนอื่นๆ อีก”

เวลาเผชิญหน้า เราอย่าจ้องตามัน เราพยายามสังเกตดู หากมันเข้ามาก็ตั้งหลัก จะเตะ จะชก ไม้ตี หรือแม้กระทั่งยิง ซึ่งเราต้องดูว่านี่คือการป้องกันที่สมควรแก่เหตุ ตรงนี้ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ เพราะสัตว์เหล่านี้สามารถเข้ามาทำร้ายหรือกระทั่งฆ่าคุณได้

“ถ้ามันวิ่งมาพร้อมกัน 3 ตัว จะเข้ารุมกัด ถึงเวลายิงก็ต้องยิง ซึ่งถือว่ามีเหตุและผล” พ.ต.ท.ชัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน