ข่าว
100 year

พลิกวิกฤตมาบตาพุด โรงงานสีเขียวคู่ชุมชน

8 มิ.ย. 2553 05:00 น.
SHARE

วิกฤติ! มาบตาพุด วิบากกรรมของใครเป็นเรื่อง ยาวเหมือนมหากาพย์ สะสมปัญหาเรื้อรังมานานเกือบ 30 ปี ปัญหาหลักๆมีอยู่ว่า...เมื่อโรงงานพัฒนาขยายพื้นที่ขึ้นเรื่อยๆ บัฟเฟอร์โซนที่เป็นปอดฟอกอากาศก็ลดลง

ในแง่ความโชติช่วงชัชวาลนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถือว่าเดินมาได้ตามเป้า  จากดั้งเดิมที่ต้องการเป็นแค่ฐานปิโตรเคมีที่สำคัญ  วันนี้ก็เติบใหญ่ระดับโลก  ติดอันดับ  1  ใน  5

ฐานปิโตรเคมีมาบตาพุดไม่เพียงผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ยังผลิตเพื่อส่งออกไปขาย  กลายเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ  กลางน้ำ  และปลายน้ำ

สภาพปัญหาช่วงปี 2543-2546 กลิ่นรบกวนจากโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่น กระทบชุมชนใกล้ๆกับโรงงาน เมื่อมีปัญหาก็ถือเป็นจุดเริ่มการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ผู้ประกอบการ ท้องถิ่น ชุมชน

วันเวลาผ่านไป...ปี 2548 ก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้น ภาคตะวันออกประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ  เกิดวิกฤติน้ำ  ปัญหาภัยแล้ง มีการกระทบกระทั่งระหว่างชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม แย่งน้ำกันใช้

แล้วก็มาถึงช่วงปี 2549-ปัจจุบัน พบปัญหาหนักหนาหลายประการ


สารประกอบอินทรีย์ระเหย  (VOCs)  สูงเกินกว่าค่าเฝ้าระวัง  ปัญหาสุขภาพอนามัยที่เชื่อมโยง  คิดกันว่าเกิดจากการสูดดมสารที่ว่านี้ทุกวัน... จนทำให้เกิดเป็นมะเร็ง?

สุดท้าย มีคำถามว่า...ศักยภาพรองรับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดวันนี้ เต็มพิกัดแล้วหรือยัง

ปีที่แล้ว...เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งระงับชั่วคราว 76 โครงการ จากสาเหตุที่ยังไม่สามารถดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 67 วรรค 2 ได้

ชาวบ้าน 43 รายร่วมกับสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่  ส่งผลให้  76  โครงการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้งไทยและเทศ ดำเนินการอะไรต่อไปไม่ได้

มีเพียงบางรายเท่านั้นที่ศาลยกเว้นคำสั่งระงับชั่วคราว ได้รับการผ่อนผัน... กระนั้นทุกโครงการก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการของมาตรา  67  วรรค  2  ไม่มีเปลี่ยนแปลง

อุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ต้องติดหล่มครั้งนี้ยังไม่ถึงกับลงหลุม รัฐบาลเห็นใจในความเดือดร้อน แต่งตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย หรือที่เรียกว่าคณะกรรมการแก้ไขการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาช่วยคลี่คลายปัญหา

คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเข้ามาช่วยเร่งรัดให้ข้อกำหนดของมาตรา 67 วรรค 2 ในเรื่องของการประเมินผลกระทบสุขภาพหรือ HIA และองค์กรอิสระเป็นไปได้ รวดเร็วขึ้น เพื่อที่ผู้ประกอบการก็จะได้เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมกันต่อไป

กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (เครือซิเมนต์ไทย) มีแนวคิดพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส บอกว่า วันนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีความมุ่งมั่นดูแลสิ่งแวดล้อม อย่าง ปตท. ต้องมาร่วมมือกันทำงานในลักษณะของ...Partnership Model

"ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยพัฒนา ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม...

ร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมให้เกิดโรงงานสีเขียวในมาบตาพุด"

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนรอบข้างที่เป็นเสมือนญาติพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน

และยิ่งไปกว่านั้น ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชน เอ็นจีโอ...เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบโรงงาน

โดยที่อุตสาหกรรมเองก็ต้องยินดีเปิดโรงงานให้ชุมชนตรวจสอบอย่างโปร่งใส รวมไปถึงสื่อสารให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับชุมชน  เพื่อให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องในการดำเนินการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

กานต์ ย้ำว่า ที่ว่า...โรงงานต้องเป็นมิตรกับชุมชน ทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR นั้น ไม่ใช่ทำไปตามกระแสสังคม หรือสร้างภาพความเป็นคนดี แต่ต้องทำอย่างจริงใจ เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมกันจริงๆ

"โรงงานต้องตอบความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ให้เกิดประโยชน์ ต่อชุมชนอย่างเกินความคาดหมาย"

ยกตัวอย่าง หากชุมชนได้รับผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม เช่น มีน้ำเสียเกิดขึ้น ไม่ต้องโทษกันไปมา หรือมองหาคนทำผิด โรงงานต้องมีจิตอาสาออกมาช่วย เหลือชาวบ้าน เข้าไปแก้ไขปัญหาก่อน แม้จะไม่ได้เป็นต้นเหตุของน้ำเสียนั้นก็ตาม

กานต์เชื่อว่า ภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนไม่ได้อยู่คนละฝั่งกัน เอ็นจีโอก็ไม่ได้ คิดว่าอุตสาหกรรมต้องหมดไปจากประเทศ แต่อยากให้อุตสาหกรรมดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงชุมชนด้วย

"ชุมชนที่มีอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่ เทียบกับชุมชนที่ไม่มี...ย่อมมีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรต้องมีมาตรการชดเชยกลับคืนให้กับชุมชนที่มีอุตสาหกรรมอยู่ร่วมด้วย"

แนวคิดนี้คือ การนำภาษีจากภาคอุตสาหกรรมกลับคืนสู่ท้องถิ่น

ขณะนี้ภาษีเงินได้  และ  VAT  ของภาคอุตสาหกรรมถูกนำส่งกลับมาที่ส่วนกลาง   ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อคนในท้องถิ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรม

ชุมชนในท้องถิ่นควรได้รับประโยชน์จากการที่ภาคอุตสาหกรรมเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน ภาษีจากภาคอุตสาหกรรมนี้ควรจะได้นำไปใช้สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น

"ต้องยอมรับว่า  ชุมชนที่มีโรงงานตั้งอยู่เสียประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมไปบ้าง  แต่ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจกลับไปที่ชุมชนน้อยมาก"

หากสามารถจัดสรรภาษีจากโรงงานและจากพนักงานในโรงงานกลับคืนสู่ชุมชนในสัดส่วนที่เหมาะสม นำไปพัฒนาท้องถิ่นนั้นอย่างเต็มที่และจริงจัง โดยที่โรงงานอุตสาหกรรมก็ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ให้ดีกว่ามาตรฐาน น่าจะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างโรงงานกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

งบประมาณที่จะสร้างสรรค์ที่ว่านี้ต้องเริ่มแบบครบวงจร ทำให้เกิดโรงเรียนที่ดี ครูอาจารย์ที่เก่ง โรงพยาบาลที่ทันสมัย หมอพยาบาลที่มีคุณภาพ รวมไปถึงสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน
"หากคุณภาพชีวิตคนในชุมชนที่อยู่ร่วมกับโรงงานดี ชุมชนย่อมยินดีอ้าแขนต้อนรับโรงงานที่มีการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ดีกว่านั้น...ชุมชนอาจจะยกมือขอให้โรงงานมาตั้งอยู่ในพื้นที่ เพื่อจะได้ชักนำคุณภาพชีวิตที่ดีให้เดินทางมาสู่ชุมชน"

พื้นที่มาบตาพุดมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่มากมาย หากรวมภาษีที่จัดเก็บเข้ารัฐ ตัวเลขคงนับเป็นหลายหมื่นล้าน...ปัญหาในมาบตาพุดที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพราะมีการทุจริต ไม่ทำตามกฎหมาย ทุจริตจากราชการ และความมักง่ายของเอกชน ทำให้ชุมชนไม่เกิดความเชื่อมั่น

ดังนั้น วิกฤติมาบตาพุดจะพลิกเป็นโอกาสได้ ทุกภาคส่วนต้องปรับเปลี่ยน ต้องสร้างให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

"อุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบ"

ที่ผ่านมา...อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันโดยไม่มีการแยกแยะโรงงานดีหรือไม่ดี แต่ต่อไปสังคมจะไม่ยอมรับลักษณะเช่นนี้ ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ทำถูกกฎหมายไม่เพียงพอ ต้องตรวจสอบดูแลตัวเอง มุ่งปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

เปลี่ยนมุมมาที่ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เข้มงวดขึ้น ควบคุมกฎข้อบังคับให้เป็นไปตามระเบียบ  ลงโทษผู้ทำผิด  ส่งเสริมผู้ทำดี  จริงใจในการแก้ปัญหา  เพื่อพลิกฟื้นความศรัทธาและความเชื่อมั่น

สำหรับชุมชน...เอ็นจีโอ ขยายวงกว้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่อยู่รอบโรงงาน แต่เป็นชุมชนที่อยู่ห่างออกไป...นอกพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับการเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความเห็นต่อผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นกับชุมชน ซึ่งภาครัฐ ผู้ประกอบการ ต้องรับฟังเสียงเหล่านี้

"หากทุกฝ่ายร่วมกันเปลี่ยนวิกฤติมาบตาพุดได้เช่นนี้  ความไว้เนื้อ เชื่อใจจะค่อยๆกลับคืนมา  เมื่อนั้น...อุตสาหกรรมและชุมชนก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข  สร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง"

กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวทิ้งท้าย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้