บริการข่าวไทยรัฐ

ครั้งแรกในโลก WHO ขึ้นบัญชี 12 'ซุปเปอร์บัก' เป็นภัยต่อมนุษย์มากที่สุด

WHO เปิดเผยรายชื่อ 12 เชื้อแบคทีเรียดื้อยา หรือ ‘ซุปเปอร์บัก’ ที่เป็นอันตรายต่อโลกมากที่สุดในขณะนี้ฉบับแรกออกมาเมื่อวันจันทร์ เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ เห็นความสำคัญของการพัฒนายาปฏิชีวนะ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดเผยรายชื่อ 12 เชื้อแบคทีเรียดื้อยา หรือ ‘ซุปเปอร์บัก’ ที่เป็นอันตรายต่อโลกมากที่สุดในขณะนี้ ฉบับแรกออกมาแล้ว เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนายาปฏิชีวนะใหม่ๆ เพราะจำนวนยาที่สามารถใช้รักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพกำลังลดลงเรื่อยๆ

วิกฤติเชื้อดื้อยา

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มียาปฏิชีวนะชนิดใหม่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพียงไม่กี่ชนิด และองค์กรสาธารณสุขหลายกลุ่มต่างแสดงความกังวลว่ากระบวนการพัฒนายาหลังจากนี้จะเกิดขึ้นได้ยากจนน่าเป็นกังวล เนื่องจากผู้ผลิตยาหลายกลุ่มลังเลที่จะลงทุนเม็ดเงินในการวิจัยยาปฏิชีวนะ เพราะให้ผลตอบแทนน้อย ต่างจากยาโรคเรื้อรัง

ขณะที่มีหลายกลุ่มระบุว่าการเก็บรักษายาปฏิชีวนะที่เรามีอยู่แล้วเป็นเรื่องสำคัญเท่า หรืออาจจะมากกว่าการออกยาตัวใหม่ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโลกกำลังต้องการยาต้านจุลชีพชนิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อดูจากสถิติ แค่ในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวก็มีผู้เสียชีวิตเพราะเชื้อดื้อยามากถึง 23,000 คน และมีผู้ป่วยกว่า 2 ล้านคนทุกปี โรคอย่างหนองใน หรือเชื้อวงศ์ เอนเทอโรแบคทีเรียซีอี ไม่ตอบสนองต่อยาที่มีอยู่ในสหรัฐฯ แล้ว

หลายองค์กรรวมทั้งองค์การอนามัยโลก จึงรณรงค์เรื่องการวิจัยยาใหม่มาโดยตลอด และการกระตุ้นล่าสุดคือการออกรายชื่อแบคทีเรียที่เป็นภัยคุกคามต่อโลกมากที่สุดนั่นเอง

12 ซุปเปอร์บักที่ต้องการยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ในการรักษาโดยเร็วที่สุด

องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า รายชื่อเชื้อดื้อยาทั้ง 12 ตัวนี้ เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์ และส่วนใหญ่ในนี้เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งวิวัฒนาารเพื่อต่อสู้กับยาปฏิชีวนะหลายชนิดโดยถูกจะเป็นเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความเร่งด่วนของความต้องการยาใหม่ ได้แก่

-กลุ่มความเร่งด่วน ‘วิกฤติ’

1. เชื้อ อะซินีโตแบ็กเตอร์ บอมมานนิไอ ดื้อยาในกลุ่ม คาร์บาเพเนม (Acinetobacter baumannii, carbapenem-resistant) เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งแพร่ระบาดในโรงพยาบาลทั่วโลก ด้วยความที่สามารถดื้อยาได้ง่าย สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในปอด, กระเพาะปัสสาวะ, ผิวหนัง, กระแสเลือดและอื่นๆ จากการปนเปื้อนเชื้อที่มาจากผู้ป่วย, บุคลากร, เครื่องมือทางการแพทย์, หรือสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาล การดื้อยากลุ่มคาร์บาเพเนม ซึ่งถือเป็นยาที่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อยาต้านแบคทีเรียกลุ่มอื่นไม่ได้ผล ทำให้การรักษาและควบคุมการติดต่อทำได้ยาก

2. เชื้อ ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา ดื้อยาในกลุ่ม คาร์บาเพเนม (Pseudomonas aeruginosa, carbapenem-resistant) เป็นแบคทีเรียประเภทเชื้อฉวยโอกาสชนิดหนึ่ง (ทำให้เกิดโรคในคนที่สุขภาพไม่ได้) เป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรคปอดบวมในโรงพยาบาล และในห้องไอซียู นับเป็นปัญหาใหญ่ที่โรงพยาบาลหลายแห่งเผชิญ นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้หลายส่วน ทั้ง หัวใจ, กระแสเลือด, ระบบประสาท, ตาและหู, ทางเดินปัสสาวะ, ปอด หรือผิวหนัง เป็นต้น โดยความเสี่ยงต่อชีวิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ตำแหน่งของการติดเชื้อ เช่น หากติดเชื้อที่หัวใจห้องล่างซ้ายจะมีอัตราเสียชีวิตถึง 89% หากติดที่หูจะอยู่ที่ 15-20%

3. แบคทีเรียในวงศ์ เอนเทอโรแบคทีเรียซีอี ดื้อยาในกลุ่ม คาร์บาเพเนม และสร้างเอนไซม์ดื้อยา ESBL (Enterobacteriaceae, carbapenem-resistant, ESBL-producing) แบคทีเรียในวงศ์นี้มาหลายชนิดเช่น เชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ ซัลโมเนลลา, อี.โคไล ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องร่วง และเคลบเซลลา ที่ทำให้ปอดอักเสบ และเมื่อพบว่ามีแบคทีเรียชนิดนี้ดื้อยา คาร์บาเพเนม ที่เป็นทางเลือกสุดท้าย ก็ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกลัวว่ามันจะกลายเป็นซุปเปอร์บักชนิดใหม่ที่ไม่มีทางรักษา ขณะที่ ทอม ฟรีเดน อดีตหัวหน้าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ขนานนามมันว่าเป็น แบคทีเรียแห่งฝันร้าย หลังจากเมื่อปีก่อน มีหญิงอเมริกันคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยเชื้อ เคลบเซลลา ที่ดื้อยาปฏิชีวนะทั้ง 26 ชนิดที่มีอยู่ในสหรัฐฯ มาแล้ว

-กลุ่มความเร่งด่วน ‘สูง’

1. เชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ฟีเซียม ดื้อยา แวนโคมัยซิน (Enterococcus faecium, vancomycin-resistant) เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั่วโลกรวมทั้งในไทย เช่น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคติดเชื้อในช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อของบาดแผลและเน้ือเยื่ออ่อน โรคติดเชื้อในกระแสเลือด และ โรคลิ้นหัวใจอักเสบ โดยอี.ฟีเซียมมีการต่อต้านยาปฏิชีวนะอื่นๆ อีกหลายชนิด ยกเว้นยาราคาแพงบางประเทศ จนเกิดข้อจำกัดในการใช้ยา ทำให้การรักษายุ่งยาก เสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ บางพันธ์ุยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังเชื้ออื่นๆ ได้อีกด้วย

2. เชื้อ สแตฟฟิโลคอกคัส ออเรียส ดื้อยา เมธิซิลิน และ แวนโคมัยซิน (Staphylococcus aureus, methicillin-resistant, vancomycin-intermediate resistant) แบคทีเรียสายพันธ์ุนี้พบได้ทั่วไป โดยปกติแล้วจะพบได้บริเวณผิวหนังและโพรงจมูกของมนุษย์ โดยที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ แต่มันสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อ เช่น อาการปวดแสบ, ผิวหนังอักเสบ หรือ ฝี โดยเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส ออเรียส ที่ดื้อยาเมธิซิลิน จะมีความยุ่งยากในการรักษา ความเสี่ยงคือ อาจจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการรักษาให้กลับอาการดีขึ้น และยาปฏิชีวนะที่นำมาใช้ในการรักษา อาจทำให้ให้เกิดผลข้างเคียงมากกว่า และมีความเสี่ยงที่เชื้อจะกระจายไปสู่บุคคลอื่นที่ร่างกายอ่อนแอด้วย

3. เชื้อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลรี ดื้อยา คลาริโธรมัยซิน (Helicobacter pylori, clarithromycin-resistant) เป็นแบคทีเรียที่เติบโตในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือชื้นแฉะ ก่อโรคทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร โดยประชากรกว่าครึ่งโลกถูกตรวจพบว่ามีเชื้อชนิดนี้ในกระเพาะอาหาร แต่ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการป่วย การกำจัดเชื้อตัวนี้จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวินะ 3 ตัวร่วมกัน โดยมียาคลาริโธรมัยซิน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้มานานถึง 15 ปี แต่การที่เชื้อ เอช.ไพโลรี ดื้อยาคลาริโธรมัยซิน ทำให้วิธีการนี้ไม่ได้ผลดีเท่าที่เคยเป็น

4. แบคทีเรียสปีชีส์ แคมไพโลแบคเตอร์ ดื้อยากลุ่ม ฟลูออโรควิโนโลน (Campylobacter spp., fluoroquinolone-resistant) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษชนิดหนึ่ง ส่วนมากพบในทางเดินทางอาหารของปศุสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อไก่ ซึ่งร่างกายมีอุณหภูมิพอเหมาะ (42 องศาเซลเซียส) ให้พวกมันเจริญเติบโต เชื้อเข้าสู่คนที่ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เมื่อล้มป่วยสามารถหายเอง แต่บางรายก็ป่วนนานเป็นเดือนจนต้องใช้ยาปฏิชีวนะช่วย ซึ่งยากลุ่ม ฟลูออโรควิโนโลน ก็เป็นหนึ่งในยาที่ใช้กำจัดแบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้ยากลุ่มนี้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลและชุมชน ทำให้มีเชื้อดื้อยากลุ่มนี้มากขึ้น

5. เชื้อสกุล ซัลโมเนลลา ดื้อยากลุ่ม ฟลูออโรควิโนโลน (Salmonellae, fluoroquinolone-resistant) เป็นเชื้อที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษในคนบ่อยที่สุด แม้จำนวนแบคทีเรียชนิดนี้ในอาหารเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ สามารถเติบโตได้ที่อุณหภูมิในขอบเขตระหว่าง 8-45 องศาเซลเซียส ในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เชื้อยังสามารถส่งผ่านระหว่างคน และระหว่างคนกับสัตว์ได้ และเช่นเดียวกับ เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เชื้อซัลโมเนลลา สามารถกำจัดได้ด้วยยากลุ่ม ฟลูออโรควิโนโลน แต่การดื้อยาทำให้กำจัดเชื้อชนิดนี้ได้ยากขึ้น และประมาณ 5% ผู้ป่วยที่หายจากโรคจะมีเชื้อนี้หลงเหลืออยู่ในตัว และกลายเป็นพาหะนำโรคต่อไป

6. เชื้อ ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย ดื้อยากลุ่ม เซฟาโลสปอริน และกลุ่ม ฟลูออโรควิโนโลน (Neisseria gonorrhoeae, cephalosporin-resistant, fluoroquinolone-resistant) เป็นแบคทีเรียก่อโรคหนองใน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยกว่ากามโรคชนิดอื่นๆ โดยในปี 2015 สหรัฐฯ พบผู้ป่วยหนองในถึง 395,000 ราย โดยเชื่อ เอ็น.โกโนร์เรีย ถูกพบเมื่อกว่า 100 ปีก่อน และนักวิจัยก็พบแบคทีเรียชีวิตนี้ที่ต่อต้านยาปฏิชีวนะต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้ง เชื้อที่ต้านยาปฏิชีวนะได้หลายชนิดในตัวเดียวด้วย จนกระทั่งเหลือยาในกลุ่ม เซฟาโลสปอริน เพียงกลุ่มเดียวที่ยังใช้ได้ผล

-กลุ่มความเร่งด่วน ‘ปานกลาง’

1. เชื้อ สเตรปโตคอกคัส นิวโมเนีย ที่ไม่ตอบสนองต่อยา เพนิซิลิน (Streptococcus pneumoniae, penicillin-non-susceptible) เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ พบบ่อยในปาก จมูก และคอ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันจากเชื้อแบคทีเรียด้วย โดยเฉพาะในเด็ก, ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และคนชรา โดยเชื้อสเตรปโตคอกคัส นิวโมเนีย เริ่มไม่ตอบสนองต่อยาเพนิซิลินมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1987 และเริ่มตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ น้อยลงเช่นกัน ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างยากลำบาก จนต้องมีการเปลี่ยนยาสำหรับรักษาอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อตัวนี้เป็นแวนโคมัยซิน

2. เชื้อ ฮีโมฟิลัส อินฟลูเอนซาอี ดื้อยา แอมพิซิลลิน (Haemophilus influenzae, ampicillin-resistant) เป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุใหญ่ของการเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะเลือดมีแบคทีเรีย และทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะเชื้อชนิด บี (type b) ส่วนชนิดอื่นๆ มักเป็นสาเหตุของโรคหูชั้นกลางอักเสบ, โพรงจมูกอักเสบ และปอดบวมอีกด้วย โดยยาแอมพิซิลลิน เป็นหนึ่งในยาได้รับการรับรองให้เป็นยามาตรฐานสำหรับกำจัดเชื้อตัวนี้ แต่ในปัจจุบัน เริ่มมีเชื้อ ฮีโมฟิลัส อินฟลูเอนซาอี ที่ดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

3. เชื้อสปีชีส์ ชิเจลลา ดื้อยากลุ่ม ฟลูออโรควิโนโลน (Shigella spp., fluoroquinolone-resistant) เป็นสาเหตุของโรคบิดชิเกลโลซิส หรือโรคบิดไม่มีตัว เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียร่วมกับอาการไข้สูง ซึ่งปัญหาต่างๆ รวมทั้งการดื้อยาปฏิชีวนะ ทำให้มีอัตราผู้ป่วยเสียชีวิตจากเชื้อ ชิเจลลา สายพันธ์ุไดเซนเทอเรีย ไทป์ 1 สูง