ไม่ยึดติดตัวบุคคล "ดิ เอราวัณ กรุ๊ป" มาถึงวันนี้ เน้นบริหารเป็นระบบ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ไม่ยึดติดตัวบุคคล "ดิ เอราวัณ กรุ๊ป" มาถึงวันนี้ เน้นบริหารเป็นระบบ

เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป นับเป็นผู้พัฒนา ลงทุน ตลอดจนให้บริการด้านโรงแรมและรีสอร์ตรายใหญ่ในประเทศ โดยมีเครือข่ายโรงแรมหลายแบรนด์หลายระดับราคาและอยู่ในเส้นทางธุรกิจนี้ มายาวนาน  ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงนับได้ว่า เป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจหนึ่งช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

อะไรทำให้เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป ประสบความสำเร็จในธุรกิจยืนหยัดอยู่ในเส้นทางมาได้ยาวนานถึง 35 ปี มีหลักการดำเนินธุรกิจอย่างไรตลอดจนมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ในวันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" จะพาไปหาคำตอบจาก "นางกมลวรรณ วิปุลากร" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

กว่า 35 ปี ในธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ต

บริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2525 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537 จนปัจจุบันเป็นผู้นำธุรกิจการพัฒนาและการลงทุนโรงแรม ตลอดจนรีสอร์ตในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายโรงแรมและรีสอร์ตระดับราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ 5 ดาว ไปจนถึงระดับกลาง ระดับชั้นประหยัด และระดับบัดเจ็ท ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

ทำงานเป็นระบบสู่ความสำเร็จยั่งยืน

เราจะเน้นการบริหารจัดการทุกอย่างเป็นระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ยึดติดกับตัวบุคคล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญให้มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วย

แนวโน้มดี อุตฯ ท่องเที่ยวยังโตได้!

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2560 จำนวนจะมากกว่า 9,000,000 คน อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีต่อธุรกิจบริษัทฯ หลังจากที่เมื่อช่วงปลายปี 2559 มีการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ไม่ปกติของประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงผลในระยะสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าของโรงแรมในเครือบริษัทฯ ไม่ใช่กลุ่มทัวร์จีนอยู่แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบ

ขยายธุรกิจ 5 ปี ทุ่มลงทุนหมื่นล้าน

สำหรับแผนธุรกิจช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2559-2563 นั้น บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 10,000,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายธุรกิจโรงแรมในเครือให้เพิ่มจำนวนเป็น 95 แห่ง จากสิ้นปี 2559 ที่มีจำนวน 41 แห่ง โดยในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดโรงแรมแบรนด์ฮ็อปอินน์ทั้งหมด 9 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศ 8 แห่ง และอีก 1 แห่ง ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้นเป็น 7,153 ห้อง จากในปัจจุบัน 6,385 ห้อง

หวังธุรกิจโตตามนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะเติบโต 10% จากปี 2559 ที่มีรายได้ประมาณ 5,663.95 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งจากธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม โดยวางเป้าหมายผลักดันอัตราการเข้าพักให้เพิ่มขึ้นเป็น 80% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 79% และมีอัตราค่าห้องพักเติบโตขึ้นประมาณ 7% จากปีก่อน ภายใต้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่ 34.4 ล้านคน หรือเติบโต 6% จากปีก่อน

มองไกลสยายปีกลงทุนประเทศ AEC

หลังจากบริษัทฯ ได้เริ่มไปขยายธุรกิจโรงแรมไปในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศต่อไปที่บริษัทฯ ได้มองโอกาสไว้นั่นคือ เวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แต่การจะเข้าไปลงทุนนั้นคงจะไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้คงต้องรอระยะเวลาที่เหมาะสมก่อน

เชื่อมั่นศักยภาพท่องเที่ยวประเทศไทย

ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านการเดินทางและท่องเที่ยว รวมทั้งเชื่อมั่นในตัวเรา เองที่จะมุ่งการขยายงาน เพื่อคงความเป็นผู้นำในการเป็นผู้พัฒนาและผู้ลงทุนในกิจการโรงแรมของประเทศไทยและอาเซียนพร้อมตอบสนองลูกค้าในทุกระดับ.

เรื่องเล่าความสำเร็จ