วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไร้เงา 'ธัมมชโย' ค้นถึง 'ห้องอาพาธ'

ดีเอสไอ-ทหาร-ตร.ขึงพืด ปิดพื้นที่ปูพรม‘ธรรมกาย’ ล่าไม่เลิก-ยังกบดานในวัด

ดีเอสไอสนธิกำลังทหาร ตำรวจ ปูพรมค้นวัดพระธรรมกาย 5 ชั่วโมง 19 จุดใน 3 โซน ไฮไลต์ตรวจค้นอยู่ที่อาคารดาวดึงส์ ที่พักพระธัมมชโย ที่เคยรักษาอาการอาพาธ กลุ่มพระสงฆ์ตั้งกำแพงสวดมนต์ขวาง มีถูกเนื้อต้องตัวกันเล็กน้อย ก่อนเปิดทางเข้าตรวจสอบแต่ไร้เงา เหลือแค่เตียง แว่นตา และอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์บางส่วน รวมทั้งข้อความเขียนไว้ “ใจไม่สงบ อยู่จักรวาลไหนมันก็ไม่สงบ” ขณะที่ดีเอสไอแถลง วันนี้ค้นไปได้ 15 % จากพื้นที่ทั้งหมด พรุ่งนี้เช้าจะเข้าค้นใหม่อีกครั้ง ไพสิฐตั้งกฎเหล็ก 9 ข้อ หลัง ม.44 ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม ใครขัดขวางฝ่าฝืน คุก 1 ปี ปรับอีก 2 หมื่นบาท

ตำรวจ ทหาร ดีเอสไอ สนธิกำลังร่วม 4,000 นาย เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกายตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร หลังนายกรัฐมนตรีไฟเขียวใช้ ม.44 ประกาศพื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม ห้ามบุคคลเข้า-ออก และห้ามบุคคลขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ศิษยานุศิษย์แห่กันเดินทางมาเพื่อปกป้อง ท่ามกลางสื่อมวลชนเกาะติดปักหลักเสนอข่าวเช่นกัน โดยครั้งนี้ถือเป็นการเข้าค้นครั้งที่ 3

คสช.สั่งคุมพื้นที่รอบวัด

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 16 ก.พ. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 5/2560 ลงวันที่ 15 ก.พ.2560 เรื่องมาตรการใช้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ กฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกำหนดพื้นที่หมู่ที่ 7-หมู่ที่ 13 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และพื้นที่หมู่ที่ 7- หมู่ที่ 11 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุม และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหาร ตำรวจ ที่ได้รับ การร้องขอจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลัง สนับสนุนช่วยเหลือในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ห้ามบุคคลเข้า-ออกพื้นที่ และห้ามบุคคลใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่

ทหารปืนใหญ่ปิดการจราจร

ต่อมาเวลา 02.00 น. มีความเคลื่อนไหวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน. 2 รอ.) ประมาณ 1 กองร้อยเข้าตั้งด่านตรวจ และปิดการจราจรรอบพื้นที่วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ถนนคลองหลวง ถนนเลียบคลองสอง ถนนเลียบคลองสาม และซอยเอราวัณ 2 ที่อยู่ด้านทิศเหนือของวัด ไม่อนุญาตให้รถยนต์ที่ไม่ใช่ของชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่โดยเด็ดขาด

พระ-เณร-ศิษย์รวมพลคึก

ขณะเดียวกัน ที่ลานสภาธรรมกายสากล มีความเคลื่อนไหวของคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายกันอย่างคึกคัก จากนั้นเวลา 03.00 น. คณะศิษยานุศิษย์ ที่พักอยู่โดยรอบสภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย ได้ทยอยเดินเท้าออกจากสภาธรรมกายสากล ไปประตู 5 เพื่อเข้าประตู 6 มีเจ้าหน้าที่ของวัดตรวจบัตรประจำตัวที่วัดออกให้อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ กลุ่มศิษยานุศิษย์ได้ใช้หอฉันคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นจุดรวมพล ร่วมกับพระภิกษุ-สามเณร ในวัด เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายไปร่วมสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ที่อาจจะบุกเข้ามาในวัดตามจุดทางเข้าต่างๆของวัด

ติดป้ายคำสั่ง คสช. ขัดขวางมีความผิด

ต่อมาเวลา 05.10 น. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้นำป้ายประกาศหมายจับ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และป้ายคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 5/2560 ประกาศควบคุมพื้นที่และห้ามบุคคลใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายจับ มาติดที่แผงเหล็กบริเวณหน้าประตูทางเข้าวัด ประตูที่ 7 ด้านถนนคลองหลวง โดยระบุว่า ถ้าผู้ใดขัดขวางจะมีความผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 138 และมาตรา 189 รวมทั้งมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 5/2560 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตำรวจทหารตั้ง 7 ด่านรอบวัด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ แบ่งกำลังตั้งด่านตรวจ 7 จุด บนถนนรอบวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะถนนเลียบคลอง 3 ทางเข้าประตู 1 ประตู4 พื้นที่ 196 ไร่ของวัด ไม่อนุญาตให้บุคคลเข้าไปยังพื้นที่ที่มีประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่อนุญาตให้เดินทางออกจากพื้นที่ได้ เช่นเดียวกันกับประตู 5 และประตู 6 เลียบคลองแอล ที่มีเจ้าหน้าที่ทหารตั้งด่านสกัด ขณะที่กำลังตำรวจตั้งด่านตรวจค้นบนถนนคลองหลวง และเส้นทางรอบวัด ควบคู่ไปกับด่านตรวจของทหาร

สตช.แจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทาง

มีรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าปฏิบัติการในพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย เพื่อความสะดวก แจ้งให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรดังนี้ 1.ถนนบางขันธ์-คลองห้า (ถนนคลองหลวง) ตั้งแต่บริเวณที่ตัดกับถนนเลียบคลองแอล 3-4 ไปจนถึงบริเวณที่ตัดกับถนนเลียบคลองแอล 1-2 ปากซอยทางเข้าหมู่บ้านพรทวีวัฒน์ 2.ถนนเลียบคลองแอล 1-2 (ถนนเทพกุญชร 2) ตั้งแต่บริเวณที่ตัดกับถนนคลองหลวงไปจนถึงบริเวณซอยไอยรา 6/1 3.ถนนเลียบคลองสามตั้งแต่บริเวณสะพานข้ามคลองสามตัดกับถนนคลองหลวงไปจนถึงบริเวณซอยคลองสาม 11/1 4.ถนนเลียบคลองแอล 3-4 ตั้งแต่บริเวณที่ตัดกับถนนคลองหลวงไปจนถึงซอยคลองสาม 11/8 5.ถนนเลียบคลองสองตั้งแต่บริเวณสะพานข้ามคลองสองที่ตัดกับถนนคลองหลวงไปจนถึงบริเวณสี่แยกจุดตัดกับถนนเอราวัณ 1 กับซอยเอราวัณ 2 6.ถนนเลียบคลองแอล 2-3 ตั้งแต่บริเวณจุดตัดกับถนนคลองหลวงไปจนถึงบริเวณท้ายซอยเอราวัณ 2 แนะนำให้หลีกเลี่ยงถนนคลองหลวงไปใช้ถนนรังสิตนครนายก

เปิดทาง 3 บิ๊กดีเอสไอเข้าเจรจา

กระทั่งเวลา 07.00 น. ร.ต.อ.ธรรศ์ เลาห์ทวี รอง ผบ.สำนักปฏิบัติการพิเศษดีเอสไอ เข้าประสานกับเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูวัด ขอพูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจของวัด เพื่อจะขอให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นหาพระธัมมชโย โดยพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ยินยอมให้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.ประวุฒิ วงศ์สีนิล ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และ ร.ต.อ.ธรรศ์ เลาห์ทวี รอง ผบ.สำนักปฏิบัติการพิเศษฯ เข้าไปเจรจาภายในวัด ผ่านทางประตู 7 โดยไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องติดตามเข้าไป ท่ามกลางคณะลูกศิษย์จำนวนหนึ่งสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าดูแลความเรียบร้อย

ลูกศิษย์นั่งสวดมนต์กลางถนน

ส่วนที่ประตู 5 เป็นประตูที่ติดอยู่กับอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และหอฉัน เป็นประตูที่สามารถผ่านถึงอาคารดาวดึงส์ คาดว่าน่าจะเป็นที่พักรักษาอาการอาพาธของพระธัมมชโย มีคณะศิษย์วัดพระธรรมกายประมาณ 100 คน แต่งกายชุดขาว สวมผ้าและหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า และสวมหมวกปีกกว้าง ทยอยกันมายืนรอบริเวณหน้าประตู 5 เพื่อจะเข้าไปภายในวัด แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต ศิษย์วัดบางส่วนได้นั่งสวดมนต์อย่างสงบอยู่หน้าประตู ขณะที่บางส่วนเมื่อรู้ว่าเข้าไปไม่ได้ ต่างแยกย้ายกันกลับ อย่างไรก็ตาม มีศิษย์วัดบางส่วนใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเหตุการณ์และไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ให้เครือข่ายได้รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนทางวัดประกาศให้ศิษย์ทั้งหลายตั้งใจสวดบทธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้ครบ 30 ล้านจบ ตามที่ตั้งใจไว้ด้วย ส่วนบริเวณประตู 8 เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเครื่องตัดถ่าง 1 ตัว วางอยู่หน้าประตูเพื่อรอเปิดประตูหากมีคำสั่ง

คุย 3 ชม.ยอมให้เข้าตรวจค้น

หลังการเจรจาผ่านไปเกือบ 3 ชม. วัดพระธรรมกายยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น โดยพระมหานพพน ปุญญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าคุยชี้แจงถึงสาเหตุที่เข้าตรวจค้นครั้งนี้ว่าจะตรวจค้นอะไร อย่างไร และกรอบระเบียบกฎหมายที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ หลังจากนั้นจะกำหนดกรอบการเข้าตรวจค้น จะใช้วิธีอย่างไร ในกรอบเวลาเท่าไหร่ ในช่วงนี้เป็นช่วงการหารือ และกำหนดข้อตกลงออกเป็นข้อๆ โดยยืนยันว่าทางวัดยินยอมให้เข้าตรวจค้น แต่ไม่เปิดเผยว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดหรือไม่

ไม่กำหนดวันจนกว่าเสร็จภารกิจ

กระทั่งเวลา 11.00 น. ที่หน้าประตู 7 วัดพระธรรมกาย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเข้าตรวจค้นพื้นที่ของวัดพระธรรมกาย จะมีการตรวจค้นทั้งหมด 2,000 ไร่ เริ่มที่ประตู 8 เป็นประตูแรก เป้าหมายการเข้าตรวจค้นในวันนี้นำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี โดยเฉพาะพระธัมมชโย แม้ไม่ได้รับคำยืนยันว่ายังอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือไม่ แต่จำเป็นต้องเข้าตรวจค้นทั้งหมด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนระยะเวลาการเข้าตรวจค้นจะดำเนินการทั้งกลางวัน และกลางคืน ไม่กำหนดวันที่ตรวจค้น จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้นทั้ง 2,000 ไร่ ทั้งนี้ส่วนตัวยังเชื่อว่าพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังคงจำวัดอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจค้นจากประตู 8 และ จะขยายการตรวจค้นไปยังบริเวณอื่นๆจนครบตามเป้าหมาย คาดว่าเจ้าหน้าที่จะใช้ประตู 8 เป็นทางเข้าหลักในการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายครั้งนี้

เปลี่ยนเข้าประตู 1 ใกล้รังธัมมชโย

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พร้อมกำลังตำรวจ 2 กองร้อยมาที่ประตู 1 เพื่อเจรจาขอเข้าไปตรวจค้น โดย พ.ต.อ.ไพสิฐเปิดเผยว่า ประตู 7 คนเยอะเลยมาประตู 1 แทน เนื่องจากมีคนสวดมนต์อยู่ไม่มากนัก ทั้งนี้ได้ประสานกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าตรวจค้นด้วย เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบบังคับของสิทธิมนุษยชน แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าการค้นครั้งนี้เป็นไปด้วยบริสุทธิ์ ขณะที่ พล.ต.ต.สมบัติระบุว่า การเข้าตรวจพื้นที่ประตู 1 เพราะใกล้ที่พักพระธัมมชัยโย มีคนสวดมนต์อยู่น้อย คาดว่าจะง่ายกว่าการเข้าประตู 7 โดยนำกำลังประมาณ 2 กองร้อย เข้าไปตรวจค้น หากเจ้าหน้าที่ของวัดไม่ยินยอมเปิดประตูให้ จะใช้เครื่องตัดถ่างประตูเข้าไป

ต้องออกแรงตัดแม่กุญแจ

เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยใช้เวลาเจรจากับทนายวัดพระธรรมกายขอให้เปิดประตูกว่า 10 นาทีแต่ทางวัดไม่ยอมเปิดให้ พ.ต.อ.ไพสิฐสั่งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอใช้คีมตัดแม่กุญแจที่ล็อกประตู จนสามารถเปิดประตูได้ก่อนให้กำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจ และที่เกี่ยวข้องเข้าไปค้น และมีผู้บังคับบัญชาทั้งหมดตามเข้าไปควบคุมสั่งการด้วย ขณะเดียวกัน ทางเข้าประตู 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถขยายเสียง และใช้โดรนตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ส่วนบรรยากาศภายในวัดก็มีศิษยานุศิษย์ของวัดจำนวนหนึ่งได้สวดมนต์อยู่บริเวณประตูเข้าออก โดยศิษยานุศิษย์ส่วนใหญ่จะสวมหมวกและแว่นตาหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า แต่ก็ไม่มีการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด

เจ้าคณะจังหวัดร่วมตรวจค้นด้วย

หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าประตู 1 ได้แล้ว พล.ต.ท.ชาญเทพ พ.ต.อ.ไพสิฐ พร้อมเจ้าหน้าที่กระจายกำลังกันค้น 19 จุด รอบๆมหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยมีพระสนิทวงศ์ วุฑิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กรและพระลูกวัดคอยนำการตรวจค้น ท่ามกลางพระลูกวัดกว่า 20 รูปยืนพนมมือสวดมนต์ บางรูปใช้หน้ากากอนามัยปิดปาก พร้อมใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพด้วย ขณะเดียวกัน พระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ ได้เข้าร่วมเข้าตรวจค้นภายในจุดนี้ด้วย

ลุยค้น 19 จุด เน้นที่พักธัมมชโย

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และตำรวจ สนธิกำลัง 300 นาย เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย โดยแบ่งออกเป็น 19 ชุด ลุยค้น 19 จุดในโซน A ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้แบ่งพื้นที่การค้นวัดพระธรรมกาย ออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ประกอบด้วยโซน A B และ C โซน A มีพื้นที่ 196 ไร่ เป็นเป้าหมายหลักในการค้น เนื่องจากตรงกลางพื้นที่มี “มหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง” “อุโบสถ” และ “อาคารดาวดึงส์” ที่คาดว่าเป็นที่พักพระธัมมชโย ส่วนโซน B มีพื้นที่ 130 ไร่ เป็นส่วนอาคารที่พักศิษยานุศิษย์ และกุฏิพระลูกวัด และ โซน C มีพื้นที่ 2,000 ไร่ เป็นส่วนอาคารศูนย์ปฏิบัติธรรม ศูนย์ฝึกอบรมพระธรรมทายาท จุดพักคอยของประชาชนที่เข้ามาทำบุญในวัด และสำนักงานใหญ่มูลนิธิธรรมกาย

ปะทะเล็กน้อยที่อาคารดาวดึงส์

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าค้นถึงอาคารดาวดึงส์ ในจุดที่ 8 ของพื้นที่โซน A ห่างจากประตู 1 ประมาณ 800 เมตร พบว่ามีการล้อมรั้วด้วยแผ่นสังกะสี มีกลุ่มพระสงฆ์ กับศิษยานุศิษย์ กว่า 30 คน โดยพระภิกษุบางส่วนได้มีการใส่หน้ากากอนามัยปิดหน้ามายืนกั้นเป็นกำแพงมวลชน ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น และมีการกระทบกระทั่ง ฉุดกระชากลากถูกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายกลุ่มพระสงฆ์ก็ยินยอมให้เจ้าหน้าที่รื้อรั้วสังกะสีออก เข้าไปตรวจค้นได้ แต่ก็ไม่พบตัวพระธัมมชโย นอกจากข้าวของเครื่องใช้ที่เคยนอนรักษาตัวอยู่

พบเตียงผู้ป่วย-อุปกรณ์กายภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเข้าตรวจค้นภายในห้องที่เคยเป็นห้องพักรักษาอาการอาพาธของพระธัมมชโย เจ้าหน้าที่พบเตียงผู้ป่วยคลุมด้วยผ้าสีเหลือง พร้อมอุปกรณ์ทำกายภาพบำบัด เครื่องนวดกล้ามเนื้อ ลูกประคบ นอกจากนี้ยังพบกล่องแว่นตายี่ห้อดันฮิล 2 อัน เอกสารเขียนด้วยลายมือ มีข้อความบางส่วนเขียนบนกระดาษ เอ4 ใส่ซองพลาสติก ว่า “ใจไม่สงบ อยู่จักรวาลไหนมันก็ไม่สงบ” และ “ใจที่ไม่ขึ้นไม่ลง จะทำให้เซลล์เจริญ และคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ อายุขัยจะยืนยาว เป็นหนุ่มสาว ไม่แก่ไม่เฒ่า” นอกจากนี้ยังมีข้อความบอกถึงที่เก็บพระเครื่อง “พระผงของขวัญ รุ่น 1 จำนวน 18 องค์ ใส่ไว้ในผอบแก้ว และพระผงของขวัญ รุ่น 3 จำนวน 194 องค์ ใส่ไว้ในกล่องไม้” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันว่าลายมือที่ปรากฏบนเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือของพระธัมมชโยหรือไม่ และเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด

บิ๊กหยมชี้วันนี้ไม่พบ พรุ่งนี้ค้นใหม่

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ประตู 1 วัดพระธรรมกาย พระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ได้ทยอยเดินทางออกมาจากวัด โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวแต่อย่างใด จากนั้นเวลา 16.45 น. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 พร้อมคณะได้เดินออกมาจากประตู 5 วัดพระธรรมกาย มีเหล่าศิษยานุศิษย์และพระสงฆ์นั่งปักหลักสวดมนต์กัน โดย พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า จากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ที่เข้ามาจากประตู 1 ของวัดพระธรรมกาย เป้าหมายหลักวันนี้ที่คาดว่าพระธัมมชโย จะอาศัยอยู่นั้นยังไม่พบตัว เพียงแต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถค้นได้หมดทุกจุด แต่ส่วนใหญ่ค้นไปเกือบหมดแล้ว ได้สั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรึงกำลังไว้อีกสองจุด ในช่วงเช้าวันที่ 17 ก.พ.นี้ จะได้เข้าตรวจค้นอีกครั้ง ส่วนที่มีการปะทะกับพระสงฆ์ของทางวัดนั้น เป็นการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย ไม่มีอะไรมาก ส่วนรายละเอียดทั้งหมดของการเข้าค้น ถือว่าเป็นไปด้วยดีไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าเป็นห่วง และเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

แบ่งผังการค้นเป็น 3 โซน

ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการร่วมข้าง สภ.คลองหลวง พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษก ดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. นายธันว์ พีรวุฒิ ผู้ช่วยโฆษก (ฝ่าย ต่างประเทศ) ดีเอสไอ ร่วมแถลงผลการตรวจค้น โดย พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า การสนธิกำลัง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทหาร ทั้งหมด 4,240 นาย มีการเชิญท่านเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีเข้ามาร่วมในการตรวจค้นด้วย โดยแผนปฏิบัติการนั้นแบ่งเป็น 3 โซน มีโซน A B และ C แต่มุ่งเน้นตรวจค้นที่โซน A เนื่องจากการข่าวที่ได้รับแจ้งว่า พระธัมมชโยพักอาศัยอยู่พื้นที่ส่วนนี้ ได้ตรวจค้นพื้นที่โซน A ทั้งหมดแล้ว และมีโซน B บางส่วน กระทั่งยุติการตรวจค้นในเวลา 16.00 น. พร้อมได้ทิ้งกำลังเจ้าหน้าที่บางส่วนตรึงกำลังไว้ในพื้นที่ และจะเริ่มตรวจค้นใหม่ในเวลา 08.00 น. วันที่ 17 ก.พ.นี้

ยังเชื่อหลบซ่อนอยู่ในวัด

“ตรวจค้นวันนี้ไม่พบพระธัมมชโย แต่เจ้าหน้าที่ยังเชื่อการข่าวว่ายังอยู่ในวัด เนื่องจากเพิ่งค้นไป 15% จากพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังไม่มีกลุ่มพระและลูกศิษย์ขัดขืน หรือขัดขวางเจ้าหน้าที่อย่างมีนัย ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นได้อย่างรวดเร็ว แต่หากมีการขัดขวาง เจ้าหน้าที่จะจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง โดยมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ในส่วนกรณีนายองอาจ โฆษกวัดพระธรรมกาย มามอบตัวกับตำรวจกองปราบ และได้ประกันตัวไปแล้ว ยังไม่มีข้อมูล แต่เบื้องต้นภาพรวมวันนี้เป็นไปได้ด้วยดี หลังจากนี้จะมีการรายงานผลการตรวจค้นให้ศาลทราบต่อไป ส่วนเรื่องการอาพาธของพระธัมมชโยจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายเข้ามอบตัวได้นั้น เป็นเพียงการให้ข้อมูลของทนายความ ยังไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ” พ.ต.ต.วรณันกล่าวก่อนเดินออกมาชี้ที่แผนที่บริเวณจุดโซน A และอาคารดาวดึงส์ ที่การข่าวว่าเป็นที่พักของพระธัมมชโย ให้สื่อมวลชนให้เห็นภาพ และจะมีการตรวจค้นโซน B และ C ต่อในวันพรุ่งนี้

ศรีวราห์มาประชุมช่วงค่ำ

ค่ำวันเดียวกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางเข้ามาที่ สภ.คลองหลวง เพื่อประชุมร่วมกับพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการประชุม จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้มาตรวจสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดีวัดพระธรรมกาย หลังจาก คสช.ได้ประกาศใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่รอบวัดพระธรรมกาย ในวันนี้ยังไม่พบว่ามีการกระทำความผิดในการขัดขวางเจ้าหน้าที่เข้าค้นวัด มีเพียงรายงานว่า พบมีการขุดบ่อบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่วัดพระธรรมกายเพิ่มเติมอีก แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ

บิ๊กดีเอสไอ–ตร.แถลงร่วม

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ ร่วมกันแถลงการลงพื้นที่ปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ในคดีพิเศษที่ 27/2559 เพื่อจับกุมพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

หวั่นมือที่ 3 เพราะ จนท.ไม่ติดอาวุธ

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า จากการข่าวยังพบว่าพระธัมมชโยยังคงอยู่ภายในวัด เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ 196 ไร่ และจะดำเนินการตามกฎหมายหลีกเลี่ยงความรุนแรง ทั้งนี้ การตรวจค้นในวันนี้ปราศจากอาวุธ โดยร่วมตรวจค้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปกครอง ดีเอสไอ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเรื่องมือที่ 3 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้พกพาอาวุธ ก็ไม่ประมาท และขอนิมนต์หลวงพ่อธัมมชโย ถ้าคิดว่าบริสุทธิ์ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ศาลอนุมัติหมายค้นต่อเนื่อง

“การดำเนินการตรวจค้นครั้งนี้ศาลได้อนุมัติหมายค้นข้ามวันข้ามคืนแบบต่อเนื่องหลายวัน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ากี่วัน โดยใช้หลักฐานภาพเหตุการณ์ขัดขวางของกลุ่มศิษย์มายืนกับศาลในการขอหมายค้นครั้งนี้ แต่ยืนยันจะเข้าดำเนินการตรวจค้นทุกจุด และใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ต้องประเมินสถานการณ์ต่อเนื่องในการเข้าตรวจค้น พร้อมกับขออภัยประชาชนในความไม่สะดวกในเรื่องการจราจรบริเวณโดยรอบวัดด้วย” พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

บิ๊กหยมยันค้นจนกว่าจะได้ตัว

ขณะที่ พล.ต.ท.ชาญเทพเผยว่า การเข้าดำเนินการครั้งนี้ใช้กำลังตำรวจของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และภาค 7 และทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่วัด พร้อมกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากวัด และห้ามคนนอกเข้า ส่วนใครจะกลับภูมิลำเนา เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมรถอำนวยความสะดวกให้เช่นกัน ในการตรวจค้นครั้งนี้จะทำจนกว่าจะได้ตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แม้ถ้าหมายศาลหมดอายุ ยังมีกฎหมายมาตรา 44 สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ทราบมาว่านายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจกองปราบปรามเมื่อคืนแล้ว ก่อนพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวไปแล้ว พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศและยุยงปลุกปั่น ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า การดำเนินคดีกับพระธัมมชโยทั้งหมด 300 กว่าคดี 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยโดยตรง

ตั้ง 9 กฎเหล็กในพื้นที่ควบคุม

มีรายงานด้วยว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 ที่ 1/2560 เรื่อง การปฏิบัติการภายในเขตพื้นที่ควบคุม ระบุว่าเพื่อให้การปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่ควบคุมเป็นไปโดยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายบริเวณพื้นที่วัดพระธรรมกาย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงออกคำสั่งดังต่อไปนี้

ห้ามยุยงปลุกปั่นป่วนเจ้าหน้าที่

1.ห้ามผู้ใดที่มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าหรือออกในพื้นที่วัดพระธรรมกายหรือมูลนิธิธรรมกายโดยเด็ดขาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 2.ห้ามผู้ใดที่มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่พกพาอาวุธ เครื่องกระสุนหรือวัตถุระเบิด 3.ห้ามผู้ใดที่มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องขยายเสียงหรือกระจายเสียงในพื้นที่ควบคุม 4.ห้ามผู้ใดขัดขวาง ก่อกวน ยั่วยุ หรือกระทำการประการใดๆให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติการโดยสะดวก 5.ห้ามผู้กระทำการลักษณะปลุกระดม ปลุกปั่นหรือชักจูงมวลชนให้พฤติกรรมที่เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นการขัดขวางหรือก่อกวนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ 6.ห้ามผู้ใดที่มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่นำอากาศยานไร้คนขับหรืออากาศยานบังคับด้วยคลื่นสัญญาณหรือบังคับด้วยลักษณะทำนองเดียวกันขึ้นบินในเขตพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ขัดขืนคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่น

7.ห้ามผู้ใดใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ส่งคลื่นสัญญาณหรือลำแสงหรือวิธีการใดที่เป็นการขัดขวาง หรือรบกวนการทำงานของอากาศยานไร้คนขับ หรือวิทยุสื่อสารของพนักงานเจ้าหน้าที่ 8.ห้ามผู้ใดที่มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่จอดรถ หรือยานพาหนะ หรือสิ่งใดๆบนเส้นทางสาธารณะที่อยู่ในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 9.ห้ามผู้ใดถ่ายภาพ หรือบันทึกภาพและเสียง เกี่ยวกับการปฏิบัติการพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนการขอเข้าพื้นที่และได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ใดขัดขวางหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งนี้ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ สั่ง ณ วันที่ 16 ก.พ.60

องอาจมอบตัวก่อนได้ประกัน

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปราม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน กก.2.บก.ป. ได้รับการประสานจาก สภ.คลองหลวง ว่า นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังถูกนายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน ผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรม อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และอดีตรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แจ้งความดำเนินคดี เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 ภายหลังมีการมอบตัว พนักงานสอบสวน กก.2.บก.ป.ได้เดินทางไปทำเรื่องอายัดตัวนายองอาจในคดียุยง ปลุกปั่น ที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอแจ้งความไว้ที่กองบังคับการปราบปราม จากนั้นได้นำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนที่จะพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ห้ามสร้างความวุ่นวาย หรือยุยงปลุกปั่นอีก หลังทำข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อย พนักงานสอบสวนอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว

ดีเอสไอแจ้ง ป.ปีที่แล้ว

สำหรับคดีที่กองบังคับการปราบปรามอายัดตัวครั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.59 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยทีมกฎหมาย เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ศรสุพรรณ อดทนศรีอนันต์ รอง สว. (สอบสวน) กก.2 บก.ป.ให้ดำเนินคดี นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กับพวก ในข้อหาผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต โดยยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้าง กระเดื่อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบให้กับพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.59 หลังนายองอาจได้แถลงจุดยืนของคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย 9 ข้อ เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) ยุยงด้วยวาจา จึงมากล่าวโทษนายองอาจ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวน บก.ป.กระทั่งศาลอาญา รัชดาฯ อนุมัติหมายจับในข้อหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.59

ตร.ส่ง 23 กองร้อยเสริมดีเอสไอ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอเป็นเจ้าภาพในการเข้าปิดล้อมตรวจค้นวัดพระธรรมกาย และจับกุมผู้ต้องหา มีตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เป็นผู้สนับสนุนตามที่ดีเอสไอร้องขอในการเข้าปฏิบัติงาน ในส่วนของตำรวจมอบให้ ผบช.ภ.1 รับผิดชอบกำลังในการปฏิบัติ มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดควบคุมฝูงชน 23 กองร้อย เข้าร่วมสนธิกำลังฝ่ายทหารและฝ่ายปกครอง และประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจผู้คนในวัดพระธรรมกายในเรื่องของคำสั่ง มาตรา 44 ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ในส่วนการปฏิบัติยึดกฎหมาย และหลักสากล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ทั้งหมด ในช่วงเช้าได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมชุดควบคุมฝูงชนและกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกรอบกฏหมาย ตามคำสั่งมาตรา 44

พศ.ชี้ วัดต้องปฏิบัติตาม ม.44

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า กรณีวัดพระธรรมกาย ขณะนี้ทางส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาของ พศ. พร้อมด้วยพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้เข้าเจรจากับวัดพระธรรมกาย ให้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว ในเวลานี้ยังคงใช้การเจรจากับทางวัดก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้มาตรา 44 ให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม ทางวัดก็ต้องปฏิบัติตาม หากวัดใดถูกประกาศใช้มาตรา 44 เช่นนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อถามว่า จากนี้จะกราบทูลปัญหาวัดพระธรรมกายต่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) และพระองค์จะมีพระบัญชาหรือพระลิขิตใดๆออกมาหรือไม่ นายบุญเชิดกล่าวว่า คงต้องให้เป็นเรื่องของกฎหมายบ้านเมืองก่อน ขณะนี้ สมเด็จพระสังฆราชยังไม่มีพระลิขิตหรือพระบัญชาใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา

“บิ๊กป้อม” ชี้ทำตามกฎหมาย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจค้นวัดพระธรรมกายว่า ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร การข่าวด้านความมั่นคงยังไม่มีความคืบหน้า เมื่อถามว่า การที่นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย เข้ามอบตัว เป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างจะคลี่คลายใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องคลี่คลาย บอกไปแล้วว่าการที่เข้าไป เพราะต้องการให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมาย เขาจะอยู่หรือไม่อยู่เป็นเรื่องของเขา เพราะมีหมายจับอยู่แล้ว ไม่เจอคือไม่เจอ เจอก็คือเจอ เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้วัดพระธรรมกายมีสัญญาณให้เข้าตรวจค้นได้ แต่จะต้องพูดคุยถึงเงื่อนไขก่อน พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีเงื่อนไขอะไร ทำตามกฎหมาย ยังไม่มีความคืบหน้าและยังไม่กำหนดกรอบเวลา เมื่อถามว่า การใช้มาตรา 44 ต้องขอหมายค้นอีกรอบหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขามีหมายค้นของทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจอยู่แล้ว

“ผบ.ทบ.” หนุนกำลังค้นธรรมกาย

ด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงการใช้กำลังทหารสนับสนุนการตรวจค้นวัดพระ ธรรมกายว่า ได้รับการร้องขอให้ดูแลสถานการณ์เพียงบริเวณรอบนอกวัด โดยใช้กองกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 แบ่งเป็นวงใน 2 กองร้อย ดูแลรอบรั้ววัด และวงนอก 4 กองร้อย ดูแลบริเวณถนน ส่วนจะขอกำลังเสริมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นกำลังหลักในการตรวจค้น

ทหารดูแลพื้นที่รอบนอก

มีรายงานจากกองบัญชาการกองทัพบก หลัง จากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเริ่มปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อเข้าจับกุมพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กองทัพบกมอบหมายให้ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้แทนกองทัพบก ในการดูแลภาพรวมการปฏิบัติงานของทหาร โดยมอบให้ พล.ต.พัลลภ เฟื่องฟู ผบ.กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ฝ่ายทหาร ภารกิจหลักคือ ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณรอบนอก และเน้นป้องกันกลุ่มบุคคลที่พกพาอาวุธเข้าไปในพื้นที่ควบคุม ส่วนการตรวจสอบภายในวัดพระธรรมกาย เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเท่านั้น โดยฝ่ายทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ทั้งนี้ พล.ต.ธรรมนูญ จะเป็นผู้รายงานสถานการณ์ภาพรวมกับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อรายงานต่อให้กับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ตามลำดับ

ไก่อูแจงเหตุใช้คำสั่ง ม.44

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 5/2560 ออกคำสั่งมาตรา 44 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย บริเวณวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี และพื้นที่โดยรอบนั้น เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายในการเข้าตรวจค้น จับกุมผู้กระทำผิด รวมทั้งปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ จากผู้ไม่หวังดีที่อาจก่อความรุนแรงได้ และเนื่องจากที่ผ่านมาผู้กระทำผิดไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ ขัดขวาง ปิดบัง ซ่อนเร้น และปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานได้ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถฝ่าโล่มนุษย์เข้าไปในพื้นที่ได้ เกรงประชาชนได้รับอันตราย การปฏิบัติงานมีความซับซ้อนเพราะเกี่ยวกับกฎหมายหลายฉบับ คำสั่งดังกล่าวจะช่วยลดอุปสรรคการทำงาน และดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ พิจารณารอบคอบแล้ว รัฐบาลขอวิงวอนพระภิกษุและประชาชน ทั้งที่อยู่ในบริเวณวัดและใกล้เคียงให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ รัดกุม ตามขั้นตอนของกฎหมายและหลักสากล เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

สุวพันธุ์ระบุจะไม่มีการเจรจาใดอีก

ที่กระทรวงยุติธรรม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะจะไม่มีการเจรจาใดๆอีก เจ้าหน้าที่พร้อมบังคับใช้กฎหมายในการจับกุมผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม การออกคำสั่งมาตรา 44 นั้น รัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกิดความรุนแรง แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานเท่านั้น ข้อมูลของดีเอสไอ ระบุว่า ยังมีประชาชนและลูกศิษย์อยู่ในวัดพระธรรมกายประมาณ 1,000 คน รวมถึงพระธัมมชโยที่เชื่อว่ายังอยู่ในวัดเช่นกัน ส่วนขั้นตอนหลังการเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้วจะดำเนินการอย่างไร ยังตอบไม่ได้เพราะคดีของวัดพระธรรมกายมีหลายงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นศาลอนุมัติหมายค้นแบบต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ ส่วนจะตัดน้ำ ตัดไฟหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และ ผบ.เหตุการณ์จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์อีกครั้ง