บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบงก์เอสเอ็มอีโชว์ฐานะแกร่ง

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการนโยบายรัฐผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ PSA โดย ธพว.สนับสนุนสินเชื่อโครงการภาครัฐ ณ 31 ธ.ค.59 มียอดสินเชื่อคงค้าง 25,691 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก่อนปี 58 ในช่วงวิกฤติต่างๆ อาทิ สินเชื่อโครงการที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง สินเชื่อที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น ทั้งนี้ ธนาคารได้รับการชดเชยความเสียหาย ชดเชยดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่เข้าโครงการบางส่วนมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ในกรณีนี้ธนาคารได้ติดตามให้ชำระหนี้ และบางรายอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมากกว่า 80% และยังเป็นลูกหนี้ที่ชำระหนี้ต่อเนื่อง 100% โดยธนาคารมีมาตรการดูแลใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันมีสินเชื่อ PSA ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 5,651 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่รัฐบาลชดเชยความเสียหาย 2,803 ล้านบาท 2.กลุ่มที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 2,775 ล้านบาท 3.กลุ่มที่ไม่ได้รับการชดเชย 73 ล้านบาท ซึ่ง ธพว.ได้กันสำรองหนี้ตามเกณฑ์ไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นสินเชื่อที่เกิดก่อนปี 58 จึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของ ธพว.

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 58 ธพว.ได้ปรับมาตรฐานกระบวนการบริหารจัดการหนี้ โดยปรับกระบวนการอำนวยสินเชื่อให้มีมาตรฐาน แบ่งหน้าที่หน่วยงานด้านการตลาดสินเชื่อและวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจและยังได้ตั้งหน่วยงานควบคุมคุณภาพสินเชื่อ ทำให้สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ปี 58-59 รวม 66,000 ล้านบาท มีการตกชั้นหนี้เพียง 2.30% หรือ 1,315 ล้านบาท และเฉพาะสินเชื่อปล่อยใหม่ปี 59 มีตกชั้นเพียง 0.15% หรือ 51 ล้านบาท ส่วนเอ็นพีแอลมี 17,822 ล้านบาท คิดเป็น 19.02% ส่วนใหญ่เป็นเอ็นพีแอลก่อนปี 58 และปัจจุบันไม่มีโครงการที่ขอชดเชยความเสียหายจากรัฐเพิ่มเติมแล้ว “ตั้งแต่ปี 58 ที่ ธพว.ได้ฟื้นฟูกิจการจนดีขึ้น ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,235 ล้านบาท และปี 59 มีกำไรอีก 1,681 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะการเงินของ ธพว. แข็งแกร่งรองรับพันธกิจสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ และปี 60 ธพว.จะคุมเอ็นพีแอลที่เกิดใหม่ไม่ให้เกิน 0.25% และทั้งปีไม่เกิน 5%.