วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทร.จัดพิธีต้อนรับกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจ เรือผลักดันน้ำ หลังเสร็จภารกิจ

กองทัพเรือ จัดพิธีต้อนรับกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจเรือผลักดันน้ำ กองทัพเรือ หลังกลับจากภารกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันที่ 14 ก.พ. กองทัพเรือจัดพิธีต้อนรับกำลังพลในหน่วยเฉพาะกิจเรือผลักดันน้ำกองทัพเรือ หลังกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ตั้งแต่ต้นเดือน มกราคม 2560 เป็นต้นมา โดยมี พล.ร.ท.สุทธินันท์ สกุลภุชพงษ์ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) ร่วมพิธีฯ

ทั้งนี้ พล.ร.ต.ธีระพงษ์ มูลละ รองผู้อำนวยการอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้าฯ ในฐานะหัวหน้าชุดเฉพาะกิจเรือผลักดันน้ำเป็นผู้แทนกำลังพล กล่าวขอบคุณความห่วงใยของผู้บังคับบัญชา ณ ลานหน้ากองบังคับการอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ การติดตั้งเรือผลักดันน้ำในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมด 7 จุด ตามการร้องขอของจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ดังนี้

8 ม.ค.60

- จุดที่ 1 บริเวณสะพานคลองระบายน้ำ ชะอวด-แพรกเมือง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 30 ลำ
- จุดที่ 2 บริเวณสะพานคลองระบายน้ำฉุกเฉิน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 20 ลำ
- จุดที่ 5 บริเวณคลองพระราชดำริหน้าโกฏิ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 20 ลำ

12 ม.ค.60
- จุดที่ 3 บริเวณสะพานพระจุลจอมเกล้าฯ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 10 ลำ
- จุดที่ 4 บริเวณสะพานข้ามคลองพุนพิน ศรีวิชัย-บางโพธิ์ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 10 ลำ

19 ม.ค.60
- จุดที่ 6 บริเวณประตูน้ำปากระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา จำนวน 15 ลำ
- จุดที่ 7 บริเวณคลองปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลา จำนวน 10 ลำ

ปริมาตรน้ำที่วัดได้บริเวณจุดติดตั้งเรือผลักดันน้ำ

- ในวันที่ 20 ม.ค.60 จุดติดตั้งที่ 6 ประตูน้ำปากระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา จำนวน 15 ลำ การเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำตั้งแต่ วันที่ 19 ม.ค.60 เวลา 20.18 น. ถึงวันที่ 20 ม.ค.60 เวลา 18.00 น. ระยะเวลาในการเดินเครื่อง 22 ชม. มีปริมาตรส่งผ่านเครื่องวอเตอร์เจ็ท จำนวน 261,360 ลบ.ม. สามารถผลักดันน้ำได้ จำนวน 784,080 ลบ.ม. โดยประมาณ

- ในวันที่ 28 ม.ค.60 จุดติดตั้งที่ 7 คลองปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลา จำนวน 10 ลำ การเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำตั้งแต่ วันที่ 28 ม.ค.60 เวลา 16.00 - 18.00 น. ระยะเวลาในการเดินเครื่อง 2 ชม. มีปริมาตรส่งผ่านเครื่องวอเตอร์เจ็ท จำนวน 29,040 ลบ.ม. สามารถผลักดันน้ำได้ จำนวน 87,120 ลบ.ม. โดยประมาณ

สำหรับขีดความสามารถของเครื่องผลักดันน้ำที่สร้างโดยกรมอู่ทหารเรือสามารถผลักดันน้ำและสูบน้ำได้ดังนี้

​​​​1. สามารถผลักดันน้ำต่อเครื่องได้ 24.2 ลูกบาศก์เมตร/นาที จะสามารถดึงน้ำรอบๆ ตัวไปได้อีก 1:3 หรือประมาณ 72.7 ลูกบาศก์เมตร/นาที หรือ 104,660 ลูกบาศก์เมตร/วัน

​​​​2. สามารถนำมาสูบน้ำได้ 24.2 ลูกบาศก์เมตร/นาที
​​

ทั้งนี้ เรือผลักดันน้ำนับว่า เป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและคอขวด เนื่องจากเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลได้ไม่เร็ว เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานเพื่อเป็นแนวทางในการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากอุทกภัย

ความเป็นมาของเรือผลักดันน้ำ สืบเนื่องมาจาก ในเดือนสิงหาคม 2538 กรุงเทพมหานคร ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบปัญหาและความเสียหายที่เกิดขึ้น ด้วยพระเมตตาที่ทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ จึงทรงมีพระราชดำริว่า ทหารเรือ มีรถสายพานลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก (AAV) และเรือลาดตระเวนลำน้ำ (PBR) ที่มีระบบขับเคลื่อนแบบวอเตอร์เจ็ท จะช่วยเร่งน้ำให้ไหลเร็วขึ้นจะทำให้น้ำไหลไปสถานีสูบน้ำที่ปลายคลองต่างๆ ได้ปริมาณมากขึ้น

ผู้บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้น จึงสนองพระราชดำริ โดยสั่งการให้หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นำรถสะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 2 คัน ไปช่วยเหลือผลักดันน้ำในวันที่ 12 ตุลาคม 2538 และปฏิบัติภารกิจผลักดันน้ำตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ผลจากการผลักดันน้ำของกองทัพเรือในครั้งนั้น ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ.2541 ตามพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา ให้กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งเป็นหน่วยหลักในการซ่อมสร้างเรือของกองทัพเรือ ดำเนินการออกแบบและสร้างเรือผลักดันน้ำชุดแรกขึ้นทั้งหมด 9 ลำ เมื่อแล้วเสร็จกองทัพเรือได้น้อมเกล้าฯ ถวาย ผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งปัจจุบันเรือชุดดังกล่าวกรมชลประทานเป็นผู้รับผิดชอบดูแลใช้งาน

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2554 รัฐบาลได้มีหนังสือถึงกรมอู่ทหารเรือ แต่งตั้งให้ นาวาเอก ดอกเตอร์ สมัย ใจอินทร์ โฆษกกรมอู่ทหารเรือ (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น ปัจจุบัน ได้รับพระราชทานยศพลเรือตรี) เข้าเป็นคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง

โดย พลเรือตรี สมัย ใจอินทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายผลิต อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้ากรมอู่ทหารเรือ (ยศและตำแหน่งปัจจุบัน) เปิดเผยว่า เรื่อง เรือผลักดันน้ำนั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำหลากมาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งแนวความคิดนี้ ปัจจุบันกรมชลประทาน ได้นำไปดัดแปลงระบบ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาระบบน้ำทั่วประเทศ และวันนี้ก็ได้นำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร และจากองค์ความรู้ ในการสร้างเรือผลักดันน้ำ ที่คงมีอยู่ทำให้กองทัพเรือโดยอู่ทหารเรือธนบุรี อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า และอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช ระดมสรรพกำลังสร้างเรือผลักดันน้ำขึ้นใหม่ เพื่อให้ทันต่อการนำไปใช้ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ในปี 2554 ทั้งยังสนองต่อพระราชดำริแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการนำอุปกรณ์ เครื่องยนต์ที่มีอยู่เดิมมาผลิตและพัฒนาขึ้นใหม่เป็น 3 ขนาด คือขนาด 320 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 150,000 ลูกบาศก์เมตร ขนาด 220 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 100,000 ลูกบาศก์เมตร และขนาด 120 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม เรือผลักดันน้ำนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและคอขวด เนื่องจากเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลได้ไม่เร็ว