บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กตู่' ลั่นปรองดองไม่เกี๊ยะเซี้ยะ 'นิรโทษฯ' นักการเมือง

นายกฯ ลั่นปรองดองไม่มีนิรโทษฯ ทำตามกฎหมาย ยึดถือหิริโอตตัปปะ ไม่โกหก-ปากใจตรงกัน กร้าวอย่ามาจับทหารเซ็น MOU ชี้ รบ.แก้ปัญหาได้ก็ไม่เข้ามาเสี่ยง วอนสื่ออย่าเป็นปากเสียงให้คนไม่หวังดีต่อประเทศ

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยเฉพาะการเตรียมการสร้างความปรองดองว่า อย่าไปกังวลกันมาก ผลงานทั้งหมดต้องออกมาสู่รัฐบาล ครม.และคสช.อยู่แล้ว เพราะป.ย.ป.ก็คือ ครม.เพียงแต่มีการรับฟังความคิดเห็นจากข้างนอกด้วย ซึ่งมีประเด็นจากหลายกลุ่มหลายฝ่ายที่จะต้องมาเพิ่มเติมในคณะกรรมการทั้ง 4 คณะ ซึ่งจะมีข้อสรุปมาก โดยจะต้องลงในรายละเอียดว่าสิ่งที่พูดมาจะทำอย่างไร ในส่วนของรัฐบาลทำอยู่แล้วหลายประเด็น ซึ่งหลายปัญหาที่ซ้ำซ้อน ทั้งความขัดแย้ง กฎหมายที่ไม่ทันสมัย ต้องแก้กันทั้งชุด เช่น ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย แค่เรื่องเดียวก็ต้องออกกฎหมาย 90 ฉบับ ยังมีเรื่องที่ดิน เศรษฐกิจ การยกระดับอาชีพและรายได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลทุกภาคส่วน อย่าไปรู้ลอยๆ ไม่เช่นนั้นก็จะถามลอยๆ กันทั้งวัน ตนก็ตอบได้ทั้งวัน ท่านต้องรู้ให้ลึก และดูปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้าคิดแบบนี้ก็จะตอบได้มาก แต่ถ้าถามลอยๆ ตนก็ตอบลอยๆ เพราะไม่ลงรายละเอียดมาก ซึ่งมันไม่ได้ มันต้องไปด้วยกัน ช่วยตนในการปฏิรูปเดินยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้มีกระทบต่อทุกคน

"วันหน้ารัฐบาลไหนจะเข้ามาผมก็ยังไม่รู้ ใครจะเป็นรัฐบาล นักการเมืองคนไหนจะเข้ามาไม่มีใครรู้ ผมอยากให้ใช้โอกาสนี้ในการรับฟังว่าข้อสรุปของแต่ละคณะเขาว่าอย่างไร โดยเฉพาะคณะปรองดองซึ่งไม่ใช่มีแค่นักการเมือง สื่อหลายสื่อมัวแต่นั่งมองเอาแต่ประเด็นความขัดแย้ง เรื่องการเมือง นิรโทษกรรม ผมยังไม่เคยพูดเรื่องนี้สักคำ อย่าไปหวาดระแวงตรงนั้น ผมถามว่าถ้าตกลงเกี๊ยะเซี้ยะอย่างที่ว่า มันทำได้ไหม สื่อยอมเหรอ ใครยอมไม่รู้แต่ขอให้ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย ผมก็รู้ยืนยันไปแล้ว ไม่มีการพูดเรื่องนิรโทษกรรม กฎหมาย ขณะที่ฝ่ายการเมืองบอกถ้าไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรมก็ปรองดองไม่ได้ ท่านคิดว่าจะช่วยใคร จะอยู่ข้างใคร ถ้าจะอยู่ข้างที่เขาพูดแบบนั้นผมก็จนใจ จนด้วยเกล้า ประเทศไทยก็อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะไม่มีประเทศอยู่ ในการทำงานผมมีเหตุผลทุกประการอยู่แล้ว ข้อสำคัญผมมีหิริโอตตัปปะ ศีลธรรม สังคมต้องมีคำนี้ ไม่ใช่เพียงแต่นับถือศาสนาพุทธ เข้าวัดทำบุญ ไหว้พระ แต่ไม่ปฏิบัติ มันต้องมีทั้งสองอย่าง ปฏิบัติทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งใจถือว่าสำคัญเพราะไม่มีใครรู้ว่าคิดอะไร แต่ปากกับใจผมตรงกัน ไม่เคยโกหก ถือโอกาสศึกษาธรรมะไปด้วยแล้วกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนเป็นหลายอย่าง หากเป็นครูก็หาว่าเป็นอาจารย์ที่พูดมาก ขี้บ่น วันนี้ก็ไปเป็นพระอีกแล้ว ขอให้ลองคิดว่าทำไมตนพูดได้หลายเรื่อง เพราะเข้าใจปัญหาว่ามีอะไรบ้าง ประชาธิปไตยถ้าไร้กรอบ ไร้วินัย ถามว่าใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ เมืองนอกเขามีหรือไม่ ประเทศมหาอำนาจเดินขบวน โดยกฎหมายไม่อนุญาตเขาจับหรือไม่ ต้องคิดเพราะข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ ถามว่าคนสองคนที่ว่านี้ทำให้คนอื่นแห่ตามกันออกมาหรือเปล่า ถ้าไม่ปลุกระดมคนอื่นตนก็ปล่อย อยากจะพูดอะไรก็พูด แต่นี่ยุคนอื่นด้วยมันทำให้เกิดความไม่มั่นคง สิ่งที่พูดมาทั้งหมดเกิดประโยชน์กับใครบ้าง ขอให้คิดตรงนี้

"ฉะนั้นอย่าไปเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่ได้หวังดีกับชาติบ้านเมือง ผมขอสื่อแค่นี้ ถ้าทำได้คงไม่ต้องไปคิดกฎหมายอะไรออกมา และสื่อคุมกันได้หรือไม่ก็ไปหาวิธีการมาเสนอ ไม่เสนอจะคุมกันเองแต่คุมไม่ได้ พอมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลรับผิดชอบอีก วันหน้าก็ไล่รัฐบาลอีก ทหารก็ออกมาควบคุมอำนาจอีก มันก็วนอยู่แค่นี้แหละประเทศไทย ฉะนั้นเมื่อไรก็ตามที่มีปัญหาขึ้นมาแล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน กลุ่มเกษตร ยาง ข้าว เดินทีละกลุ่ม แล้วแต่จังหวะ ถ้ามีคนมารวมกลุ่มเหล่านี้ขนาดก็กว้างใหญ่ขึ้น และมีคนเห็นชอบคล้อยตามอีกก็เดินขบวนกันเกลื่อน ผมถามว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ไหม ก็แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้กลายเป็นแหกกฎหมายทุกฉบับ ผมถามว่าปล่อยได้ไหม ถ้ารัฐบาลทำไม่ได้แล้วใครจะทำ ถ้ารัฐบาลทำได้ก็จบ ไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี รัฐสภา ครม. ไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ก็จบแค่นั้น กลับมาสู่ทหารอีก ฉะนั้นไม่ต้องมาจับทหารไปทำสัญญาอะไรกับใคร ท่านทำสัญญากับตัวเองและประชาชนให้ได้ก็แล้วกัน ว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายอีก ผมไม่ได้หมายความว่าจะมีหรือไม่มี ท่านพูดถึงทหารมาหลายครั้งผมยังไม่ได้ตอบโต้ วันนี้ผมยืนยันว่าไม่มีใครอยากทำ เสี่ยงอันตรายทุกอย่าง ถ้าไม่สำเร็จก็เดือดร้อนกันหมด ต้องนึกถึงว่าเขาทำกันเพื่ออะไร ผมไม่ได้พูดถึงครั้งอื่น แต่พูดถึงครั้งนี้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 มาแล้วเกิดอะไรขึ้นก็คิดกันเอง มีอาวุธสงครามรัฐบาลทำอะไรกันไม่ได้ งบประมาณจ่ายไม่ได้ คิดตรงนั้นหรือเปล่า สับสนอลหม่านไปหมด บ้านเมืองไร้ขื่อแปยิงกันไปมา เขาเรียกว่าอนาธิปไตย ขณะที่อยากเป็นประชาธิปไตย โดยอ้างประชาชนแบบนั้นมันอนาธิปไตยหรือเปล่า แยกให้ออกจะอยู่อย่างไรกันต่อไป นั่นแหละประเด็นของตน การปรองดองไม่ใช่เรื่องนิรโทษกรรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ต้องดูว่าสาเหตุมาจากไหน ต้องแก้ปรองดองตรงนั้น ไม่ใช่มาแก้ที่ปลายเหตุ ทุกคนมองปลายเหตุหมด ต้องดูว่าปลายเหตุที่ทำให้ทหารปฏิวัติเกิดจากอะไร ดูตรงโน้นแก้ตรงโน้นเขาจึงเรียกว่าการปฏิรูปเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ เป็นการปรองดองทุกมิติ ปรองดองที่ต้นเหตุคือกระบวนการประชาธิปไตยที่มีปัญหา ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาที่ไม่มีหลักคิด นายกฯ กล่าวตอนท้ายว่า ตนได้อ่านหนังสือที่มีคนให้ใส่ถุงไว้บนโต๊ะทำงานว่างก็เปิดอ่าน ซึ่งก็เหมือนสิ่งที่เราคิด ก็เลยนำมาแจกให้ ครม.ไปดู หนังสือหลักคิดในการปฏิรูปประเทศไทย ของ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต อายุ 80 กว่า เขียนเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2553 ตนอ่านทุกวัน รวมถึงของหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส งานของนายคณิต ณ นคร รวมถึง นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ และอีกหลายคณะ ซึ่งสรุปออกมาคนละ 6-7 หัวข้อ

"ปัญหาบ้านเราคือการปรองดอง มันยากสำหรับประเทศเรา เพราะปรองดองในขณะที่เรามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เขาบอกว่ามันค่อนข้างยาก แต่ผมจะทำให้ได้ แต่ผมก็ละเว้นกฎหมายไม่ได้ หรือทุกคนอยากให้ปรองดองโดยการละเว้นกฎหมาย ถ้าทำอย่างนั้นกฎหมายจะเสียหายหลายฉบับ คนอื่นก็จะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมได้อ่านหนังสือนี้แล้วเรียบเรียงออกมา ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมคิด และผมก็เติมไปนิดหน่อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น สรุปได้มา 13 ข้อ ถือเป็นการที่คณะทำงานทั้ง 4 คณะ จะนำไปใช้เป็นแนวคิด จะถูกหรือผิดไปคิดเอาเอง และสร้างความรับรู้กับประชาชนด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว