บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กป้อม' ไฟเขียวกลุ่ม นศ.ร่วมวงถกปรองดองเวทีกองทัพภาค

"ประวิตร" ยันสหรัฐฯ เข้าใจ "รบ.-คสช." ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศแน่นปึ้กกว่า 180 ปี เผย ผบ.กองกำลังภาคพื้นแปซิฟิก จ่อพบ "บิ๊กตู่" พร้อมระบุเปิดทางให้กลุ่มนักศึกษา ร่วมวงคุยปรองดองกับเวทีกองทัพภาค

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการที่ พล.ร.อ.แฮร์รี บิงค์ลีย์ แฮร์ริส (Harry Binkley Harris,Jr.) ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold 17) พร้อมหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทย-สหรัฐฯ ว่า ตนเคยพบกับ พล.ร.อ.แฮร์รี เมื่อครั้งเดินทางเยือนมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้เชิญมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วงเช้า พล.ร.อ. แฮร์รี ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 2017 ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และช่วงบ่ายได้เดินทางมาพบตนก่อนจะไปเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยตนคิดว่าทางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการศึกษาและการแลกเปลี่ยนทางทหาร เพราะเรามีความร่วมมือและมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมานานกว่า 180 ปี รวมทั้งมีความเข้าใจประเทศไทย แม้ว่าประเทศสหรัฐฯ มีกฎหมายของเขา แต่เข้าใจรัฐบาลและคสช.ทำงาน ซึ่งทางรัฐบาลและประชาชนชาวสหรัฐฯ ก็ให้ความร่วมมือตลอด

เมื่อถามว่า สหรัฐฯ เข้าใจมีความสัมพันธ์ที่ดี เป็นเพราะจีนมีบทบาทกับไทยมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ย้ำว่าไทยไม่ใกล้ชิดกับใคร เพราะเราใกล้ชิดทั้งหมดแบบเท่าเทียมกัน อีกทั้งร่วมมือกับทุกฝ่าย ซึ่งสื่ออย่าพยายามทำให้แตกแยก เพราะเราอยู่ในภูมิภาคเอเชียก็คบกับทุกประเทศเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสื่ออย่ามาถามให้เกิดความเสียหาย

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงบรรยากาศเทศกาลวันวาเลนไทน์ปี 2560 ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เพราะคนไทยหัวใจเดียวกัน รู้รักสามัคคี และดำเนินการสร้างความปรองดองให้เรียบร้อย ซึ่งตนเชื่อว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าไม่ได้รับหนังสือเชิญจากคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ตนยืนยันว่าได้ลงนามหนังสือเชิญทุกพรรคการเมืองแล้วกว่า 70 พรรคการเมือง แต่ขั้นตอนอาจช้าเล็กน้อย ขณะที่ระยะเวลาการพูดคุยขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง เพราะคณะกรรมการฯ ให้เวลาเต็มที่ หากมีเหตุผลข้อเสนอแนะต่างๆ ทุกคนจะนำพาไปสู่ความปรองดอง แต่ไม่อยากให้นำเอาปัญหาความแตกแยกเกี่ยวกับนิรโทษกรรมและอภัยโทษ

"ผมคิดว่าตอนนี้เราต้องทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคตต่อไปได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินได้ เพื่อให้ทุกคนมีความเป็นอยู่อย่างดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งกระบวนการกฎหมายต่างๆ ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของพรรคการเมือง และข้อเสนอแนะของทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน รวมทั้งผู้สื่อข่าวด้วย" พล.อ.ประวิตรกล่าว และระบุต่อว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานการพูดคุยวันนี้ แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีหัวข้อการพูดคุยชัดเจนแล้ว

เมื่อถามว่า หากพูดคุยเสร็จจะมีการพูดคุยกับพรรคการเมืองครั้งใหญ่อีกหรือไม่ รองนายกฯ ประวิตร กล่าวว่า เรามีคณะอนุกรรมการ 4 คณะ โดยคณะอนุกรรมการที่ 1 จะดำเนินการรับฟัง แล้วคณะอนุกรรมการที่ 2 จะบูรณาการ และคณะอนุกรรมการที่ 3 จะจัดทำข้อตกลง จากนั้นจะดูว่าอาจจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาอีกพรรคละ 1-3 คน มาหารือว่าอะไรคือความขัดแย้งที่ต้องดำเนินการแก้ไข ถือเป็นขั้นตอนประชาสังคม แต่ไม่ได้นำตัวแทนพรรคการเมืองมาเถียงกัน

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะเชิญตัวแทนภาคธุรกิจ กลุ่มการเมืองทั้งหมดมาพูดคุยกัน โดยคณะอนุกรรมการรับฟังฯ จะพยายามให้ได้มากที่สุดในเวลาที่เรามีอยู่ ส่วนกลุ่มนักศึกษาหากจะร่วมการปรองดองครั้งนี้ก็สามารถไปแสดงความคิดเห็นได้ในเวทีระดับกองทัพภาคที่มีแม่ทัพภาค และผู้ว่าราชการจังหวัด และตำรวจภูธรจังหวัด ดูแลอยู่ ซึ่งตนย้ำว่าเวทีดังกล่าวไม่จำกัด เราเปิดกว้าง แต่ระดับพรรคการเมืองเราจะมีหนังสือเชิญมาแสดงความคิดเห็นที่กระทรวงกลาโหม