บริการข่าวไทยรัฐ

เสนอถวายมหาราช ในหลวงร.9

มูลนิธิ5ธันวาฯเล็ง ขอมติจากที่ประชุม ให้‘รัฐบาล’พิจารณา

กรมศิลปากรแจงความคืบหน้า เทปูนฐานรากตัวอาคารพระเมรุมาศเสร็จแล้วเตรียมวางโครงเหล็กรองรับเสาเอก ที่จะมีพิธีตามฤกษ์ 10.01 น. วันที่ 27 ก.พ.นี้ พร้อมเร่งขยายลายของตัวอาคารพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ขณะที่ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช แล้วกว่า 4.3 ล้านคน ด้านมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช เล็งเสนอรัฐบาลอีกครั้ง ถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช” แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังเคยทำประชามติเสนอกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2532

เป็นเวลาร่วม 4 เดือนแล้วที่ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ซึ่งคนไทยทั้งผองได้ร่วมแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยการเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย โดยในวันที่ 13 ก.พ.พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วสารทิศของประเทศไทย อาทิ จากจังหวัดปัตตานี ภูเก็ต นครราชสีมา ราชบุรี กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฯลฯ เดินทางมารอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ตั้งแต่เช้ามืด ทั้งนี้ น.ส.ประภัสสร มาวงษ์นอก วัย 29 ปี ที่ขับรถพาพ่อและแม่มาจาก จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ตนกับพ่อและแม่มากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก พวกเรารู้สึกประทับใจและปลาบปลื้มในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างมาก เมื่อก่อนครอบครัวไม่ได้มีฐานะดีมากนัก แต่หลังจากพ่อได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ทำสวน นำผลผลิตที่ได้ ขายบ้าง แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้าง โดยนอกจากปลูกทุเรียนแล้ว ยังมีพืชผักสวนครัวต่างๆ อีกหลายอย่างตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานคำแนะนำ ทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวได้มีกินมีใช้อย่างพอเพียง พ่อจึงบอกตลอดว่าที่ครอบครัวเรามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงใส่พระราชหฤทัยดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชาชน และทรงแก้ปัญหาด้วยพระอัจฉริยภาพ นอกจากนี้พ่อยังสอนให้รู้คุณค่าของเงิน ทุกบาทที่หามาได้ต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนใช้

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. มีจำนวนทั้งสิ้น 40,866 คน รวม 102 วัน มี 4,353,293 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,452,622.25 บาท รวม 102 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 366,116,677.59 บาท

ส่วนที่อาคารนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ในท้องสนามหลวง ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าชมนิทรรศการกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งผู้ที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพเสร็จแล้วและประชาชนที่ตั้งใจมาเข้าชมนิทรรศการโดยเฉพาะ โดยทุกคนจะต้องเข้าไปนั่งคอยในเต็นท์ ซ. ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่นำชมเป็นรอบ รอบละราว 100 คน ใช้เวลาประมาณรอบละ 30 นาที

ด้าน พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ รอง ผอ. กอร.รส. กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีประชาชนหนาแน่นกว่าในวันธรรมดามาก โดยการอำนวยความสะดวกยังคงเหมือนเดิมในทุกระบบ แต่ได้ปิดจุดคัดกรองประชาชน 2 จุด เพื่อไม่ให้ไปกระทบกับการก่อสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งก็จะมีจุดทางด้านวัดมหาธาตุเป็นจุดสำหรับรถขนส่งอุปกรณ์การก่อสร้าง และอีกหนึ่งจุดด้านสะพานผ่านพิภพ ทำให้ตอนนี้จุดคัดกรองประชาชนเหลือเพียง 6 จุด ส่วนการรณรงค์ให้ประชาชนนำภาชนะมาใส่น้ำดื่มเองตามจุดบริการที่ กอร.รส.จัดไว้ให้นั้น ทำให้ ขณะนี้ปริมาณขยะในสนามหลวงลดลงเป็นจำนวนมาก

รอง ผอ.กอร.รส.กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการสำหรับการดูแลประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” นั้น การดำเนินการจะพยายามหมุนเวียนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพ กับประชาชนที่จะเข้าชมนิทรรศการ ซึ่งจะแยกให้เป็นสัดส่วน ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่จะเข้าชมนิทรรศการเป็นหมู่คณะ ท่านสามารถติดต่อได้ที่ 1899 หรือ 1555 ส่วนระยะเวลาที่จะเปิดให้รับชมนิทรรศการนั้น จะต้องดูความต้องการใช้พื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศของกรมศิลปากรเป็นหลัก

ด้านความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้คณะช่างวิศวกรรมได้เทปูนฐานรากตัวอาคารพระเมรุมาศเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังวางโครงเหล็กรองรับเสาเอกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ตามฤกษ์มงคล 10.01 น. นอกจากนี้ในส่วนของเจ้าหน้าที่สถาปัตยกรรม ได้เร่งขยายลายของตัวอาคารพระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม และอาคารประกอบอื่นๆ ส่วนความคืบหน้าการจัดสร้างประติมากรรมพระเมรุมาศนั้น กลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ ถอดแบบแม่พิมพ์ของประติมากรรมมหาเทพ องค์พระพรหม ซึ่งการจัดสร้างประติมากรรมจะปั้นขึ้นรูปที่สำนักช่างสิบหมู่ เนื่องจากหุ่นปั้นต่างๆ มีขนาดสูง เช่น องค์มหาเทพ มีขนาดสูงกว่า 3 เมตร แต่เมื่อปั้นเสร็จก็จะขนย้ายมาโรงหล่อประติมากรรม ที่ท้องสนามหลวง เพื่อจัดทำแบบแม่พิมพ์ หล่อไฟเบอร์และลงสีต่อไป

นอกจากนี้ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายจรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช เผยว่า เป็นเวลากว่า 43 ปี แล้ว ที่มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช ร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกวันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่ พ.ศ.2518 เป็นต้นมา กระทั่งประมาณปี 2532 มูลนิธิฯ มีมติเห็นว่า การจัดงาน 5 ธ.ค.เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของในหลวงรัชกาล 9 ดำเนินการมาพอสมควรแล้ว เห็นว่ามีคนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก และมาด้วยความศรัทธาทั้งสิ้น จึงเห็นพ้องว่าสมควรแก่เวลาที่จะถวายพระราชสมัญญานามมหาราช ให้กับพระองค์ มูลนิธิฯ จึงร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำรวจความเห็นคนไทย โดยส่งเอกสารไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อสอบถามว่า เห็นสมควรจะถวายพระราชสมัญญานามใด ปรากฏว่าคนไทยทั่วประเทศ 34 ล้านคน เห็นสมควรถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” อีก 6 ล้านคน เห็นว่า สมควรถวายพระราชสมัญญานาม “สมเด็จภัทรมหาราช” จากนั้นได้เสนอเรื่องนี้กับรัฐบาล ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ทั้งมีการเสนอเป็นการภายใน แต่ทราบมาว่าขณะนั้นพระองค์ยังไม่รับ โครงการนี้จึงยุติลง คงเหลือแต่เอกสารหลักฐานแห่งความภักดีของคนไทยในครั้งนั้น ที่กระทรวงมหาดไทยได้รวบรวม และแยกเป็นเล่มแต่ละจังหวัด เป็นจำนวนถึง 12,000 เล่ม จึงนำมาจัดเก็บไว้หอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช อยู่ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ มาจนถึงทุกวันนี้

“การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังความเศร้าโศกให้คนไทยทั่วทั้งประเทศ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา มีคนไทยหลายล้านคน เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพของพระองค์ด้วยความอาลัย เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ของผู้ที่ได้พบเห็น ซึ่งล้วนมาจากความรักและความภักดีต่อเหนือหัวรัชกาลที่ 9 อย่างสุดที่จะพรรณนา มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช จึงเห็นว่าเมื่อครั้งหนึ่งเคยร่วมกันทำประชามติประชาชนทั่วประเทศเก็บเป็นข้อมูลไปแล้วว่าราษฎรอยากให้ถวายพระราชสมัญญานาม สมเด็จพระภูมิพลมหาราช แต่ขณะนั้นพระองค์ยังครองราชย์อยู่จึงต้องยุติไป จึงตัดสินใจว่าจะนำเสนอเรื่องนี้กลับสู่สังคมให้ร่วมกันลงความเห็นอีกครั้ง โดยในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิฯวาระที่จะถึง จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเพื่อขอมติเห็นชอบ จากนั้นจะนำเสนอต่อไปยังรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาร่วมกันว่าจะทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญานามมหาราช ให้พระองค์ได้ด้วยวิธีการใด หากจำเป็นต้องสอบถามประชาชนเหมือนกับเมื่อสมัยปี 2532 อีกครั้ง ทางมูลนิธิฯก็ยินดี เพื่อให้การถวายพระราชสมัญญานาม มหาราชได้เกิดขึ้น เผยแพร่พระเกียรติยศของพระองค์ให้ขจรไกลไปทั่วทั้งโลกตลอดไป” นายจรินทร์กล่าว