‘หวังใหม่’ได้ประเดิม - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

‘หวังใหม่’ได้ประเดิม

เปิดซิงปรองดอง พท.-ปชป.-2กลุ่ม ปยป.ให้ถกเต็มที่

ได้ฤกษ์เหมาะคุยปรองดอง พรรคการเมือง เริ่มต้นด้วยวันแห่งความรัก “คงชีพ” เผย กก.ชุดปรองดอง เชิญพรรค การเมืองตั้งแต่ 14 ก.พ.เป็นต้นไป ประเดิมที่พรรค ความหวังใหม่ ตามด้วยชาติพัฒนา เผยคิวพรรคการเมืองเรียงตามตัวอักษร 70 พรรค กับอีก 2 กลุ่ม จัดหนักให้ พท.-ปชป.-กปปส.-นปช. ใช้เวลาเต็มที่ ด้าน พท.ยังไม่มั่นใจหวั่นเป็นเวทีปาหี่พิธีกรรม ชี้ยังมีฝ่าย คสช.นั่งเป็นกรรมการอื้อ อคติยังหนาแน่น เตือนอย่าตั้งโจทย์จี้ใจให้บางฝ่ายเป็นผู้แพ้ ปชป.ดักคออย่าตั้งธงล่วงหน้า หรือแสดงอาการข่มคนมาให้ความเห็น ขณะที่พลังชลวอนเลิกมองนักการเมืองเป็นผู้ร้าย ศอตช.ยันเอาจริง ไม่ลูบหน้าปะจมูกสินบนข้ามชาติ โพลชี้คนอยากให้ดอกไม้วาเลนไทน์ “บิ๊กตู่”

กระบวนการแสวงหาความสามัคคีปรองดองกลับคืนสู่ประเทศไทย ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รับหน้าเสื่อเป็นหัวจักรขับเคลื่อน ได้ฤกษ์ดีเริ่มต้นเชิญพรรค การเมืองเข้าร่วมพูดคุยในวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. เรื่อยไปจนถึงเดือน มี.ค. โดยมีสัญญาณที่ดี ยังไม่มีพรรคการเมืองใดปฏิเสธเข้าร่วม

ดีเดย์คุย ควม.พรรคแรก

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวว่า คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองได้ให้เกียรติเรียนเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมพูดคุยหารือกันตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.เป็นต้นไป ณ ศาลาว่าการกลาโหม โดยเวลา 09.00-12.00 น. พรรคความหวังใหม่ พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย และพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทยให้เกียรติเข้าร่วมพูดคุยพร้อมกัน โดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะให้การต้อนรับพูดคุย จากนั้นวันที่ 15 ก.พ. เวลา 13.30-16.30 น.พรรคชาติพัฒนาจะให้เกียรติเข้าพูดคุยในลำดับต่อมา โดยจะทยอยเชิญทุกพรรคการเมืองและภาคส่วนต่างๆ ในลำดับต่อไป คาดหวังว่าจะร่วมกันใช้โอกาสนี้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ต่อการเดินหน้ากระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในอนาคต

เปิดคิวถก “กปปส.–นปช.” วันสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อพรรค การเมือง และกลุ่มการเมือง ที่คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง เชิญร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นตามกรอบใน 10 ประเด็นหารือนั้น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. ไปจนถึงวันที่ 13 มี.ค.ประกอบด้วย 70 พรรคการเมืองและ 2 กลุ่มการเมือง เรียงตามตัวอักษร สำหรับกลุ่มการเมืองทั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คณะกรรมการฯกำหนดเชิญมาให้ความเห็นในวันสุดท้ายคือวันที่ 13 มี.ค. โดยช่วงเช้าเป็นคิวของ กปปส.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และช่วงบ่ายเป็นคิว นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง กปปส. และ นปช.ทางคณะกรรมการฯได้ให้เวลามากกว่าพรรคอื่นๆ โดยให้เวลาฝ่ายละครึ่งวัน คือช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. และบ่ายตั้งแต่เวลา 13.30-16.30 น.

พท.ขอความชัดเจนหวั่นแค่พิธีกรรม

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง จะเชิญพรรคการเมืองร่วมพูดคุยรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.ว่า เป็นเจตนาดีที่เริ่มต้นในวันแห่งความรัก สิ่งที่อยากรู้คือ คำถาม 10 คำถามที่จะถามพรรคการเมืองนั้น ใครเป็นคนตั้ง ผู้ตั้งมีเจตนาอย่างไร หากมุ่งเน้นแต่เรื่องปรองดองอย่างเดียว คำถามจะกว้างไปหรือไม่ และที่สำคัญคำถามอย่างเป็นทางการมีอะไรบ้าง เพื่อจะได้เตรียมตัวก่อนไปตอบคำถามเหล่านั้น เพราะพรรคเพื่อไทยยินดีให้ความร่วมมือในสิ่งที่จะนำไปสู่ทางออกของประเทศ ที่สำคัญการเชิญพรรคการเมือง 70 พรรคมาฟังความคิดเห็นนั้น แต่ละพรรคอาจมีข้อเสนอคนละทิศละทาง อยากรู้ว่าคนที่จะมารับฟังคำตอบเป็นใครบ้าง และจะนำคำตอบเหล่านั้นมาสกัดเป็นทางออกประเทศอย่างไร เพราะเราอยากให้การรับฟังความคิดเห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่พิธีกรรม

ติง กก.เป็นฝ่าย คสช.อื้อ–ยังมีอคติ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากดูจากองค์ประกอบของกรรมการและอนุกรรมการ ผู้ฟัง และผู้จัดทำความเห็นและข้อเสนอ ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ คสช. หรืออยู่ในแวดวงของผู้สนับสนุน คสช.มากเกินไป ขาดคนเป็นกลาง มีความรู้ความเชี่ยวชาญแก้ปัญหาความขัดแย้งและการปรองดอง ส่วนประเด็นคำถาม 10 หัวข้อ และหัวข้อย่อยนั้น หัวข้อที่เกี่ยวกับการปฏิรูปกว้างขวาง ครอบคลุมหลายด้าน คสช.ไม่ควรพยายามผลักดันมากเกินไป เพราะเป็นกระบวนการ ปิด มีผู้เข้าร่วมน้อย หากพยายามปฏิรูปมากไปจะกลายเป็นสะสมปัญหา ยากที่จะแก้ไขในอนาคต นอกจากนี้ หลายหัวข้อยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้ตั้งคำถามไม่มีความเข้าใจในหลักประชาธิปไตย มีอคติ เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป ทำให้การตอบคำถามถูกออกแบบให้แคบ จำกัดโอกาสในการแสดงความเห็น และผู้ตั้งคำถามเหมือนมีสมมติฐาน ว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ผ่านมาเกิดจาก นักการเมือง และพรรคการเมืองเท่านั้น

อย่าตั้งธงให้บางฝ่ายเป็นผู้แพ้

เมื่อถามว่า รูปแบบของการพูดคุยควรเป็นอย่างไร นายจาตุรนต์ตอบว่า ต้องมีคนกลางมากกว่านี้มาเป็นผู้ฟัง และในการพูดคุยกันต้องให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ จะต่อหน้ากัน หรือไม่พร้อมกันก็ได้ แต่ต้องพูดคุยกันอย่างเท่าเทียมในฐานะที่ทุกฝ่ายเป็นสมาชิกของสังคมไทย ไม่ใช่วางฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ แล้วมาคาดคั้นกับอีกฝ่ายหนึ่งว่าจะยอมหรือไม่ เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ย.ป.ได้เชิญหลายภาคส่วนเข้ามาร่วม แต่ส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธ ตรงนี้สะท้อนอะไร นายจาตุรนต์ตอบว่า หลายคนคงรู้สึกไม่สะดวก ถ้าจะให้คิดแทนอาจเป็นเพราะความไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการปรองดอง ผู้มีอำนาจยังไม่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อความหมายของการปรองดอง นอกจากนี้ การตั้งโครง ทั้งองค์ประกอบของการปรองดอง ทั้งคณะกรรมการ และคำถาม สะท้อนว่า กระบวนการนี้ไม่เปิดกว้างรับฟังความเห็นจริง ผู้ที่ได้รับเชิญบางส่วนก็อาจจะกลัวว่าจะเสียหายไปด้วย

เชียร์ “บิ๊กป้อม” ทำสำเร็จเป็นฮีโร่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนฝากความหวังไว้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่จะทำให้ประเทศปรองดอง เดินไปข้างหน้าลืมอดีตที่ผ่านมาให้ได้ อยากให้ทำสำเร็จ ชื่อของ พล.อ.ประวิตรจะได้ถูกจารึกไว้ในจิตใจคนไทย วันนี้ยาเข็มแรกที่จะฉีดเข้าไปเพื่อรักษาให้ประเทศหายป่วยได้ทันตาเห็นก็คือความเป็นประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม ขณะเดียวกันเราอยากเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนให้ดีกว่านี้ เพราะตลอดเวลา 2 ปีกว่าที่รัฐบาล คสช.บริหารประเทศมานั้น ต้องยอมรับว่าล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เพียงแต่การทำไอโอทุกวันของรัฐบาลทำได้ดีมาก จนคนส่วนใหญ่หลงคิดว่าเศรษฐกิจยังคงดีอยู่ ลองไปสอบถามนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงว่าเครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยเราที่มีอยู่ 4 เครื่องนั้น มันดับไปแล้วกี่เครื่อง และเศรษฐกิจของไทยเราเข้าขั้นโคม่าแล้วหรือยัง กำลังถูกเข็นเข้าไปอยู่ในห้องไอซียูแล้วหรือยัง

ปชป.ได้รับเชิญแล้วพร้อมร่วมวง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองเชิญพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการฯ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.เป็นต้นไปว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือเชิญให้ไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความสามัคคีปรองดองในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ.นี้ ขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังพิจารณาบุคลากรที่เหมาะสมของพรรคเพื่อเข้าร่วม เชื่อว่าความคิดเห็นของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการฯนำไปบูรณาการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เราอยากเห็นก้าวแรกของการเปิดเวทีเพื่อความสามัคคีปรองดอง

ดักคออย่าตั้งธง–ข่มผู้ให้ความเห็น

นายองอาจกล่าวว่า สำหรับคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองแม้จะแต่งตั้งโดย คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือก็ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า อำนาจที่เบ็ดเสร็จไม่ช่วยทำให้เกิดการปรองดองที่เบ็ดเสร็จได้ มีแต่การเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงจะช่วยทำให้การปรองดองมีความเป็นไปได้มากขึ้น ตนคิดว่าสิ่งที่จะทำให้การเดินหน้าสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นไปได้อย่างราบรื่นควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 1.เปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลรอบด้าน และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่การปรองดอง 2.ไม่มีการแสดงออกใดๆ ที่บ่งบอกว่ามีธงไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าประสงค์จะใช้วิธีการปรองดองแบบไหนอย่างไร 3.เปิดเวทีให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมตัดสินใจในกระบวนการของการปรองดอง 4.แสดงออกถึงความตั้งใจในการทำงานให้เกิดผลอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเต็มใจ และมั่นใจที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

อย่ามองแต่แง่ร้ายใส่นักการเมือง

นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวว่า พรรคยังไม่ได้รับการติดต่อประสานงานมา แต่เรื่องปรองดองเป็นเรื่องที่ดี พรรคพลังชลพร้อมให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ อยากให้สำเร็จลุล่วง อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ ป.ย.ป.มองความขัดแย้งว่ามาจากมิติการเมืองเพียงอย่างเดียว ควรมองในมิติอื่นด้วย อาทิ เรื่องกฎหมาย เรื่องความเป็นธรรม เรื่องการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ประเด็นเหล่านี้ควรจะมาหารือเพื่อวางแนวทางร่วมกัน ส่วนกระแสข่าวที่ ป.ย.ป.จะให้ทุกฝ่ายประกาศเป็นสัญญาประชาคมหลังจากรับฟังความคิดเห็นครบทุกฝ่ายนั้น เห็นว่าถ้าทุกฝ่ายเคารพกติกาเดียวกัน มันก็เดินไปได้อยู่แล้ว เราควรมาพิจารณาดูว่าแม้จะมีความเห็นแตกต่างกันทางการเมือง แต่ถ้ายังไม่ละเมิดสิทธิคนอื่นก็ยังไปด้วยกันได้ ควรมาหารือจุดนี้ว่าจะทำอย่างไร

แนะ ป.ย.ป.แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง

นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตกรรมาธิการศึกษาเรื่องการปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า เวทีปรองดองของ ป.ย.ป.ที่เปิดพื้นที่ให้กับองค์กรและบุคคลในภาคส่วนต่างๆเข้าร่วมแสดงความเห็นเพื่อการปรองดอง ผู้เข้าร่วมเวทีทุกฝ่ายควรใช้หัวใจเมตตาธรรมเป็นเครื่องนำทาง ไม่ควรใช้ทิฐิเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง การหยิบยกเอาจุดต่างมาเป็นประเด็นถกเถียง จะสร้างความขัดแย้งไม่รู้จบ จะทำวงแตกได้โดยง่าย เวทีดังกล่าวไม่ควรมีการชี้ถูกชี้ผิด เช่น ใครฆ่าหกศพที่วัดปทุมวนาราม มีหรือไม่มีชายชุดดำในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ศาลได้ทำหน้าที่อยู่แล้ว เวทีการสนทนาจึงควรก้าวข้ามประเด็นแตกต่างที่แต่ละฝ่ายมีจุดยืนแข็งขันของตนเอง แล้วมุ่งไปสู่ประเด็นที่คาดว่าจะมีความเห็นร่วมกันได้ เช่น จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมกันอย่างไร จะปฏิรูประบบราชการอย่างไร จะกำจัดทุจริตอย่างไร จะปฏิรูปการศึกษาอย่างไร โดยทุกคนหมายเอาปัญหาของบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้การปรองดองดำเนินไปได้

เชิญผู้ทรงคุณวุฒิคุยเป้าหมาย ป.ย.ป.

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป) เปิดเผยว่า สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใน ป.ย.ป. 39 คนนั้น ขณะนี้ถือว่าตกผลึกแล้ว รอเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธาน ป.ย.ป.ลงนามในคำสั่งนายกฯแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยนายกฯอยากให้จัดประชุมร่วมกันระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. เพื่อเป็นการขอบคุณ และซักซ้อมความเข้าใจจุดมุ่งหมายของ ป.ย.ป. เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการทราบจากสื่อเท่านั้น อีกทั้งเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน โดยสัปดาห์นี้ตนจะเริ่มประสาน ส่วนจะเป็นวันไหนนั้นต้องรอนายกฯพิจารณา

เวิร์กช็อปแผนพัฒนาภาคระดมปัญหา

วันเดียวกันที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทำแผนพัฒนาพื้นที่ระดับภาค 6 ภาค โดยมีนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด และภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานประชารัฐจังหวัด สำหรับส่วนกลางมีผู้แทนจาก 20 กระทรวง ประธานหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้กำกับดูแลยุทธศาสตร์ภาค คือ 1.ภาคตะวันออก นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย 2.ภาคกลาง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 4.ภาคใต้ นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 5.สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงจังหวัดสตูลและสงขลา นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ 6.ภาคเหนือ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน โดยนายกฤษฎา

กล่าวว่า ในการประชุมระหว่างวันที่ 13-15 ก.พ.นี้ จะแบ่งเป็น 6 กลุ่ม 6 ภาค แต่ละภาคจะนำเสนอสิ่งที่ต้องการในพื้นที่ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน การคมนาคม ท่องเที่ยว และบริการ รวมถึงด้านสังคม โดยสิ่งที่เสนอจะต้องมีผลต่อการแก้ปัญหา และเพิ่มศักยภาพของภาคนั้น

ศอตช.ยันเอาจริงสินบนข้ามชาติ

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขาฯศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงกรณี ศอตช.มีมติให้อัยการขอข้อมูลการรับสินบนจากหน่วยงานต่างประเทศว่า ถ้าเราจะเอาหลักฐานมาดำเนินคดี ต้องผ่านช่องทางของอัยการตามความร่วมมือคดีอาญาระหว่างประเทศว่าด้วยคดีอาญา ส่วนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอไปนั้น เป็นการประสานขอข้อมูลมาเพื่อมาสืบสวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น เพื่อนำคนผิดมาลงโทษ แต่ ป.ป.ช.อยู่ใน ศอตช.จึงสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันได้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมได้พูดคุยกับอัยการสูงสุดแล้ว คาดว่าอัยการสูงสุดน่าจะทำคำขอได้ภายในสัปดาห์หน้า ยืนยันศอตช.จริงจังและจริงใจที่จะดำเนินการเรื่องนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตลอด ต้องเอาผิดให้ได้ เพียงแต่ไม่ได้ออกข่าว เพราะบางเรื่องก็พูดไม่ได้ และถึงอย่างไรก็ไม่รอดกฎหมายฟอกเงินไปได้ เพราะกฎหมายฟอกเงินเป็นการดำเนินการทางแพ่งซึ่งไม่มีอายุความ ปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่เคยปล่อยผ่าน นายกฯได้สั่งการตั้งแต่เกิดปัญหาขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาในบ้านเราที่เกิดขึ้นก็เพราะกลไกของรัฐไม่เดินมาเป็นสิบๆปีแล้ว ไม่มีการป้องกันในหน่วยงานของตัวเองเลย

อดีต ป.ป.ช.ข้องใจสินบนสุราอืด

นายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา เผยแพร่การดำเนินคดีกับบริษัทผู้ผลิตสุรารายใหญ่ของอังกฤษ แต่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ได้ละเมิดกฎหมายเอฟพีซีเอของสหรัฐอเมริกา ด้วยการติดสินบนหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยว่า ในฐานะที่เป็นผู้ประสานข้อมูลมารู้สึกไม่สบายใจ ในชั้น ป.ป.ช.ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เพราะควรจบนานแล้ว ได้รับข้อมูลมา 5-6 ปีแล้ว ไม่ทราบติดขัดประการใด ข้อมูลก็ระบุชื่อทั้งหมดว่าใครรับสินบนบ้าง เมื่อถามว่า เหตุใดจึงมีการหลบเลี่ยงภาษีได้ เพราะในอดีตก็มี พ.ร.บ.สุราฯควบคุม นายเมธีตอบว่า บางครั้งมีช่องโหว่ในการกำหนดขนาดดีกรีและส่วนผสมของสุรา ซึ่งผู้มีอำนาจในรัฐบาลสามารถเอื้อประโยชน์ตามกฎหมายได้ แต่ต้องออกแรงมากหน่อย เมื่อถามว่า ล่าสุดมีการนำ พ.ร.บ.สุราฯไปรวมอยู่ใน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯฉบับใหม่ ทำให้กังวลว่าการกำหนดพิกัดภาษีของสุราต่ำกว่าเบียร์หรือไวน์ถึง 3 เท่าตัว อาจเปิดช่องเรียกสินบนจากส่วนต่างภาษีกับสินค้าประเภทเบียร์และไวน์ได้ นายเมธีตอบว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เจ้าหน้าที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้ได้ถ้าเขาอยากทำ ดีที่สุดคือเจ้าหน้าที่ต้องซื่อสัตย์

กกต.ขานรับยุทธศาสตร์ปราบโกง

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาการแทนเลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า สำนักงาน กกต.ตระหนักถึงความสำคัญเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและต่อต้านการทุจริตตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2560-2564 จึงได้ประกาศเจตจำนงในการบริหารงานองค์กรด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานและสาธารณชนภายนอกหน่วยงาน โดยได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาองค์กร 6 ด้าน คือ 1.ด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงาน 2.ด้านความพร้อมรับผิด มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพันธกิจ โดยยึดหลักความถูกต้องอย่างเคร่งครัด 3.ด้านความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน ไม่รับสินบนและการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์ 4.ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร สร้างวัฒนธรรมให้ไม่ทนต่อการทุจริต อายและเกรงกลัวต่อการทุจริต 5.ด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน 6.ด้านการสื่อสารภายในหน่วยงาน ถ่ายทอดนโยบายทั้ง 5 ด้าน เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญ

คนอยากให้ดอกไม้วาเลนไทน์ “บิ๊กตู่”

วันเดียวกัน ชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจ เรื่อง วาเลนไทน์การเมือง ประชาชนอยากมอบดอกไม้ให้ใคร สำรวจจากประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6-12 ก.พ. พบว่า ร้อยละ 58.6 อยากมอบดอกไม้แห่งความรักให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ส่วนอดีตนายกฯที่อยากมอบดอกไม้ให้ ร้อยละ 12.0 นายทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 7.1 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ 6.9 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และร้อยละ 6.9 นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ เมื่อถามว่า รัฐบาลและ คสช. ควรจัดพื้นที่สร้างความปรองดองของคนในชาติขึ้นในวันวาเลนไทน์ พบว่า ร้อยละ 67.0 เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 33.0 ไม่เห็นด้วย โดยร้อยละ 77.1 เห็นควรทำปรองดองให้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง ส่วนร้อยละ 22.9 ควรเลือกตั้งก่อนทำปรองดอง เมื่อถามถึงสิ่งที่จะทำให้การปรองดองของคนในชาติประสบความสำเร็จ ร้อยละ 48.1 ระบุพลังความรัก ความสามัคคีของคนส่วนใหญ่ในชาติ ร้อยละ 22.8 การลดความเหลื่อมล้ำ ความอยู่ดีกินดี ร้อยละ 17.1 การไม่เลือกปฏิบัติ ความยุติธรรม และร้อยละ 2.3 นักการเมือง

ป.ป.ช.ยันเดินต่อได้คดีลูก “บิ๊กติ๊ก”

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงการตรวจสอบ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ที่มีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นคู่สัญญากับภาครัฐหลายแห่ง รวมวงเงินกว่า 155 ล้านบาท แต่ติดปัญหาสะดุดเพื่อรอการแก้ไขระเบียบ ป.ป.ช.ให้สอดรับกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ว่า หลังจากที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2559 ประกาศใช้แล้ว ป.ป.ช.ต้องแก้ไขระเบียบ ป.ป.ช.ให้สอดคล้องกับกฎหมาย ป.ป.ช. โดยเฉพาะเรื่องการแสวงหาข้อเท็จจริง จากเดิมเป็นอำนาจเลขาธิการ ป.ป.ช.สามารถมอบให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที แต่ในกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้การแสวงหาข้อเท็จจริงต้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้มอบอำนาจการแสวงหาข้อเท็จจริง ดังนั้นจึงต้องแก้ระเบียบภายใน ป.ป.ช. เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้มอบอำนาจเฉพาะ ซึ่งในวันที่ 14 ก.พ.นี้จะให้ประธาน ป.ป.ช.ลงนามแก้ระเบียบดังกล่าว และส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยืนยันว่าไม่ได้สะดุดเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีลูก พล.อ.ปรีชาเท่านั้น แต่รวมถึงทุกคดีที่ต้องชะลอเป็นเวลา 2 เดือนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อแก้ระเบียบภายในให้สอดรับกับขั้นตอนกฎหมายใหญ่ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่างานจะชะงักทั้งหมด เจ้าหน้าที่ยังเดินหน้าทำงานอยู่ต่อไป เมื่อแก้ระเบียบเสร็จแล้ว งานแสวงหาข้อมูลก็เดินต่อไปได้ คาดว่าสัปดาห์หน้าปัญหาคงจบ

“ยิ่งลักษณ์” ทำบุญเชียงใหม่บ้านเกิด

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาในช่วงวันหยุดเดินทางมาทำบุญที่บ้านเกิดร่วมกับเพื่อนๆสมัยมัธยม ที่วัดพระป้าน พระนอนแม่ปู๋คา ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านที่พ่อและแม่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยเดินทางมาทำบุญเป็นประจำ และเป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาได้มาสร้างไว้ โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาขอถ่ายรูปกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมบอกว่าดีใจที่ได้เห็นตัวจริงอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย


advertisement