วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตัวชี้วัดรัฐบาลถังแตก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นข่าวใหญ่ที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงเศรษฐกิจคงหนีไม่พ้นเรื่อง “รัฐบาลถังแตก” โดยชี้เหตุไปที่เงินคงคลังของรัฐบาล ลดเหลือ 74,904 ล้านบาท จากการเปิดประเด็นผ่าน “Facebook” ส่วนตัวชื่อ Decharut Sukkumnoed หรือ “เดชรัต สุขกำเนิด” ตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดยมีผู้เข้าไปให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ลุกลามบานปลายถึงขั้นว่าจะเกิดผลกระทบขั้นวิกฤติ โดยระบุว่าสิ้นเดือน ก.พ. รัฐบาลจะไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการแล้ว

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “เงินคงคลัง” ที่พูดถึงนั้น แท้ที่จริงแล้วคืออะไร?

สำหรับ “เงินคงคลัง” หากนำมาเปรียบเทียบกับบริษัทเอกชนแล้ว แท้ที่จริงก็คือ “Cash on hand” หรือ “เงินสดในมือ” ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว ไม่ได้มีความหมาย หรือบ่งบอกว่าบริษัทมีกำไรมาก หรือกำไรน้อย

โดยเงินคงคลัง ณ เดือน ธ.ค.2559 ที่ลดลงเหลือ 74,904 ล้านบาท ทางกระทรวงการคลังชี้แจงว่า ต้องการบริหารเงินที่ไม่ได้ใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เสียดอกเบี้ยมากเกินไป เพราะประเทศไทยยังต้องกู้เงินมาใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการบริหารเงินที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับ 50,000-100,000 ล้านบาท เช่น ในช่วงกลางเดือนรัฐบาลไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมากนัก เงินคงคลังที่เหมาะสมคือประมาณ 50,000 ล้านบาท

แต่ในช่วงปลายเดือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายมาก เช่น เงินเดือนข้าราชการ ระดับเงินคงคลังก็จะสูงขึ้นอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมเงินเอาไว้ไม่ให้การใช้จ่ายของรัฐบาลเกิดภาวะสะดุด

ดังนั้น เงินคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ใช่ปัญหา เพราะหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถกู้เงินได้ โดยในปีงบรายจ่ายประมาณ 2560 รัฐบาลสามารถกู้เงินชดเชยการขาดดุลได้ 390,000 ล้านบาท

ด้วยเหตุที่คำว่า “เงินคงคลัง” อาจจะสร้างให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นเงินที่เหลืออยู่ในคลัง หรือมีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่านั้นแล้วจริงๆ จึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนการเรียก “เงินคงคลัง” เป็น “เงินสดคงเหลือ” ซึ่งฟังแล้วน่าจะรื่นหูมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ในช่วงเวลาใดที่ถือว่าฐานะการคลังของประเทศไทยเรานั้นใกล้ถึงขั้นวิกฤติ หรือเข้าสู่ภาวะอันตรายแล้วนั้น มีหลักการตรวจสอบได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

สำหรับการพิจารณาว่าฐานะการคลังของประเทศไทยเป็นอย่างไรในช่วงเวลานี้ สามารถตรวจสอบได้จากความมีวินัยการเงินการคลังของรัฐบาล ภายใต้กรอบการคลังที่ยั่งยืน โดยมีตัวชี้วัด 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ยอดหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต้องไม่เกิน 60% 2.ภาระหนี้ต่องบประมาณต้องไม่เกิน 15% 3.งบประมาณสมดุล และ 4.รายจ่ายลงทุนต่องบประมาณไม่ต่ำกว่า 25%

ซึ่งหากพิจารณาตามแนวทางนี้แล้ว พบว่า รัฐบาลสามารถสอบผ่าน 3 เรื่อง สอบตก 1 เรื่องคือการจัดทำงบประมาณสมดุล เพราะในช่วงหลายปีที่แล้วรัฐบาลสามารถทำงบประมาณสมดุลได้สำเร็จในปี 2548 และปี 2549 หรือเพียง 2 ปีเท่านั้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจหลายๆด้านทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดหนักลงไปอีก ด้วยการตั้งงบประมาณขาดดุล

ดังนั้น การกำหนดเป้าหมายของวินัยการเงินการคลังโดยนำ 4 ประเด็นข้างต้นมาเป็นเครื่องมือในการวัดฐานะการคลังของประเทศก็คือ แบบจำลองความยั่งยืนการคลังที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นำมาใช้เพื่อสะท้อนให้เห็นองค์ประกอบที่สำคัญคือ 1.รายได้ของรัฐบาล 2.รายจ่ายของรัฐบาลที่มาจากงบประมาณ 3.ดุลงบประมาณและดุลเงินสด และ 4.การกู้ยืมและหนี้สาธารณะคงค้างของรัฐบาลนั่นเอง

สถานการณ์ทางด้านการคลังของประเทศไทยในขณะนี้จึงถือว่า “รัฐบาลถังไม่แตก” เพราะการจัดทำงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลยังอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ลดผล กระทบจากปัญหาการเมือง และผลกระทบจากต่างประเทศที่ไม่อาจคาดคะเนได้

การที่รัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุล ทำให้ต้องกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลทุกปีก็ตาม แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ยังสามารถรักษาเป้าหมายหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 60% เอาไว้ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะไม่ก่อหนี้จนเกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้

เงินคงคลังที่ลดลง จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดที่จะบอกว่าเป็นวิกฤติทางด้านการคลังแต่อย่างใด.

วรรณกิจ ตันติฉันทะวงศ์