วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อุเทน' ลั่นพร้อมร่วมวงคุยปรองดอง แนะใจกว้าง แก้มาตรฐานบังคับใช้ ก.ม.

พรรคคนไทยพร้อมร่วมวงปรองดอง แนะกรรมการเปิดใจกว้าง ฟังความเห็นที่กลั่นมาจากความเป็นจริง ดักคอตั้งประเด็นคำถามไว้แค่เป็นพิธี แต่ล็อกคำตอบไว้แล้วหรือเปล่า ชี้แก้เรื่องมาตรฐานการบังคับใช้ ก.ม.ไม่ได้ ก็หมดทางปรองดอง เตือน คสช.มีอำนาจ-เวลาล้น แต่บางปัญหาล่าช้ามาก แก้ไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ปล่อยไว้จะยิ่งเสียหายกว่านี้

เมื่อวันที่ 13 ก.พ.60 นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น ในคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการปรองดองจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเรียงตามตัวอักษรเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดอง ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ว่า ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคน ต้องการเห็นความสมัครสมานสามัคคีเกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างแน่นอน พรรคคนไทยเองก็พร้อมที่จะไปร่วมพูดคุย และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความปรองดอง หากแต่ยังกังวลว่าการกำหนด 10 หรือ 11 ประเด็นหัวข้อไว้ล่วงหน้า โดยห้ามพูดนอกเหนือจากที่กำหนดนั้น ก็เหมือนกับเลี่ยงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นในหัวข้ออื่น ซึ่งบางความเห็นอาจมาจากบริบทความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม อีกทั้งยังอาจถูกมองว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า จนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นเพียงพิธีกรรม เพื่อให้กระบวนการนี้เกิดความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าหากไม่สามารถแก้ไขการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักสากล ยังมีหลายมาตรฐานอยู่เช่นนี้ เราคงต้องยอมรับว่าการปรองดองของคนในชาติจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้

"เมื่อเปิดเวทีพูดคุยแล้ว ก็ต้องรับฟังและให้น้ำหนักผู้แสดงความคิดเห็นทุกคน ทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ฟังหรือให้ความสำคัญแต่พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งจะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เกณฑ์ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ไปเข้าฉาก แต่พอบทสรุปออกมา ก็เป็นไปตามบทที่ผู้กำกับเขียนไว้" นายอุเทน กล่าว

นายอุเทน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีอำนาจที่เหลือล้น มีเวลาที่เหลือเฟือ ก็ควรคิด ตระหนักถึงปัญหาของชาติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจของคนรากหญ้า ที่ตนได้เตือนไปแล้วหลายครั้งว่า จะเกิดวิกฤติความเหลื่อมล้ำ หากเสียเวลามากไปกว่านี้ เศรษฐกิจบ้านเมืองจะยิ่งเสียหายและหมดหนทางที่จะฟื้นตัว จนอาจเกิดวิกฤติเหมือนเมื่อปี 2540 ที่จำเป็นต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ต้องไม่ลืมว่า วิกฤติเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นจากคนรวย ซึ่งรัฐบาลตอนนั้นแค่เข้าไปช่วยให้เกิดการเจรจาประนอมหนี้ปัญหาก็คลี่คลายลง แตกต่างจากในตอนนี้ ที่วิกฤติเกิดจากปัญหาปากท้อง คนจนจึงเหนื่อยและลำบาก การที่ใช้นโยบายโยนเงินให้เพียง 2-3 พันบาท เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เหตุเพราะปัญหาหมักหมมมานาน จากการใช้จ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย ไร้ประสิทธิภาพ เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน จนภาระหนี้ตกอยู่กับส่วนรวม โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีการใช้งบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่ายขาดการตรวจสอบ ส่งผลให้เศรษฐกิจของชาติฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนส่วนใหญ่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทั้งนี้ขอเตือนว่าถ้าวันหนึ่งคนจนเกิดอิจฉาคนรวย อิจฉาข้าราชการ อิจฉาที่รัฐบาลเอาใจแต่คนกลุ่มนี้ขึ้นมา วันนั้นก็คงถึงคราวกลียุคแน่