Star Topic : เมื่อคนดังถูกโยงในด้านเสียหายเพราะรูปถ่ายเป็นเหตุ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

Star Topic : เมื่อคนดังถูกโยงในด้านเสียหายเพราะรูปถ่ายเป็นเหตุ

กลายเป็นประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับกรณีภาพหลุด 2 พระเอกหนุ่มจากวิกหมอชิต อ๋อม อรรคพันธ์ นะมาตร์ และ อานัส ฬาพานิช ถ่ายรูปสนิทสนมกับบุคคลหน้าคล้ายกับ ไซซะนะ แก้วพิมพา ไฮโซหนุ่มชาวลาวที่ตกเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งในภายหลังทั้ง อ๋อม-อานัส ออกมาบอกว่าบุคคลในภาพไม่ใช่ไซซะนะ แต่ยอมรับว่ารู้จักไซซะนะจริงเมื่อครั้งไปทำงานที่ สปป.ลาว แต่ไม่ได้สนิทสนม และไม่ทราบมาก่อนว่าอีกฝ่ายค้ายาเสพติด ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวทำให้หลายคนมองว่าแค่เหล่าคนดังถ่ายรูปกับคนทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ถูกโยงไปในด้านเสียหายซะแล้ว แล้วบรรดาคนดังทั้งหลายจะรู้สึกยังไง “Star Topic” อังคารนี้ ตามไปถามความคิดเห็นจากพวกเขามาฝาก

อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ : บางทีเราเจอคนเยอะ คนเข้ามาในหลายๆ ทาง เราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เขาเป็นใคร เบื้องลึกเบื้องหลังเขาเป็นยังไง
“บางทีมีข่าวออกมาคนก็จะจับโยงไปหมดเลย เล็กว่าบางคนจะเหมารวมดาราหรือไฮโซทั้งหมด แต่ถ้าพูดถึงในมุมที่ตัวเองเป็นดารานักแสดง บางทีเราเจอคนเยอะ คนเข้ามาในหลายๆ ทาง เราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เขาเป็นใคร เบื้องลึกเบื้องหลังเขาเป็นยังไง บางทีแค่มีรูปก็ถูกโยงไปได้แล้ว บางทีเราไปออกงาน เขาจ้างเราไป เราก็มีหน้าที่ทำงานของเรา ก็ไม่อยากให้มองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นครับผม ถามว่าต้องระวังการถ่ายรูปไหมไม่นะครับ ใครขอถ่ายรูปด้วยเราก็ให้ถ่าย เล็กไปที่ไหนคนขอถ่ายรูปเล็กก็ให้อยู่แล้ว มันเป็นธรรมดาของเราอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ระวังอะไรแบบนั้น ถามว่าเคยถ่ายรูปกับใครแล้วโดนโยงไปโน่นนี่ไหมไม่เคยครับ ส่วนเพื่อนดาราที่รู้จักกันก็ไม่เคยโดนนะ อย่างเวลาที่อ่านข่าวดาราที่ถ่ายรูปกับคนทำผิดแล้วโดนโยงไปในด้านไม่ดีผมก็สงสารเห็นใจคนเหล่านั้นนะครับ เพราะว่าบางทีอาจจะไม่เกี่ยวก็ได้ครับ ก็อยากบอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นจริงๆ เล็กว่าอย่าไปสนใจครับ เล็กเชื่อว่าถ้าเกิดเราทำดีแล้ว ไม่มีใครมาว่าเราได้ครับ ถึงแม้ว่าวันนี้เขาว่าเรา แต่วันนึงความจริงก็ต้องออกมาว่าเราไม่เกี่ยวครับ”

โบว์ เมลดา สุศรี : เวลาเห็นข่าวทำนองนี้แล้วรู้สึกว่าเขางานเข้า ก็โชคร้ายไปนิดนึง ถ้าเราบริสุทธิ์ใจแล้วมันไม่มีอะไรจริงๆ ก็ไม่ต้องคิดมาก
“จริงๆ หนูก็ไม่ค่อยได้อ่านข่าวหรือรู้เรื่องเท่าไหร่เพราะอยู่บ้านก็ดูการ์ตูน (ยิ้ม) แต่สำหรับหนู ถ้าเราไม่ได้ทำผิดอะไรก็ไม่ต้องไปกลัวค่ะ เวลาเห็นข่าวทำนองนี้แล้วรู้สึกว่าเขางานเข้า ก็โชคร้ายไปนิดนึง แต่ก่อนหน้านี้เราก็คงไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรยังไง ส่วนตัวถ้าเราบริสุทธิ์ใจแล้วมันไม่มีอะไรจริงๆ ก็ไม่ต้องคิดมากค่ะ ถามว่าส่วนตัวเคยถ่ายรูปแล้วถูกโยงไปในทางไม่ดีไหม ก็มีเคยถูกโยงแต่จะเป็นเรื่องชู้สาวมากกว่าว่ากิ๊กคนโน้นคนนี้ แต่เราก็ไม่ได้ไปทำอย่างนั้นจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องจริง คือเราก็ไม่ได้ไปสนใจมาก เขาก็คงเข้าใจว่าโบว์คงไม่น่าจะไปเป็นกิ๊กใครนะ (หัวเราะ) ถามว่าเซ็งไหมเวลาถ่ายรูปกับใครแล้วโดนโยงไปในด้านไม่ดีก็มีเซ็งบ้างค่ะ แต่มันไม่ใช่ความจริง เราสามารถอธิบายได้ก็อธิบายไปค่ะ ก็อยากบอกพี่ๆ ที่เป็นข่าวในตอนนี้ว่าสู้ๆ ค่ะ ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ เหมือนที่เขาพูดก็ไม่ต้องคิดมากเนอะ”

หลุยส์ สก๊อต : อยากให้เขาเสพข่าวในทางที่ถูก บางครั้งคนถ่ายรูปกับเรา เราก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาเป็นใคร แล้วพอไปโพสต์แล้วเราโดนเหมารวมไปด้วย
“ก็อยากบอกว่าความจริงแล้วมันแล้วแต่คนด้วย ถ้าเสพข่าวก็อย่าเหมารวม ถ้าเขาถึงขั้นขึ้นศาลมีหลักฐานทุกอย่างก็ว่ากันไป แต่ไม่อยากให้ตีความว่าทุกคนจะเป็นแบบนั้น ดาราในวงการบ้านเราก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีเหมือนกัน อยากให้เขาเสพข่าวในทางที่ถูก บางครั้งคนถ่ายรูปกับเรา เราก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาเป็นใคร แล้วพอไปโพสต์แล้วเราโดนเหมารวมไปด้วย ผมเองก็ถ่ายรูปกับคนเยอะเหมือนกันครับ ถามว่ารู้สึกยังไงพอเห็นข่าวทำนองนี้ ผมว่ารู้สึกเสียหายนะครับ ผมว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขานะครับที่เขาจะออกมาพูดได้ ออกมาตอบคนที่พยายามจะยัดข้อหาให้กับเขา ผมว่าเขามีสิทธิ์ที่จะออกมาพูดในส่วนของเขาไป ก็เป็นไปตามกระบวนการอยู่แล้วเนอะ ถ้าคนไหนคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็ออกมาป้องกันตัวเองครับ ถามว่ามีเพื่อนๆ โดนโยงอะไรแบบนี้ไหมไม่มีเลยครับ อย่างถ้าช่วงไหนผมถ่ายละครกับใครก็เจอกัน อยู่กับเขาบ่อย แต่ถ้าเราไม่ได้ไปถ่ายละครด้วยกันก็จะเริ่มห่าง เพราะเวลาที่มีให้กันก็น้อยลง ถามว่าตัวผมเองเคยโดนแบบนี้ไหมไม่มีเลยครับ คนที่อยู่รอบด้านผมเนี่ยสำคัญมาก คือคนที่ผมสนิท คบเป็นเพื่อนหรือทำงานด้วย ผมจะมีสกรีนนิ่งของเราที่ควรมีเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ผมว่าคนที่โดนโยงไปในทางไม่ดีและรู้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ผมว่าก็ออกมาพูดและมาชี้ให้ชัดเจนดีกว่าว่าถ้าเราบริสุทธิ์จริงมันก็ไม่มีอะไรจริงๆ เราไม่ต้องไปกลัวอะไร เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะป้องกันตัวเองอยู่แล้วและชี้แจงว่าโอเคเป็นเพราะอะไร ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น เขาไม่สามารถที่จะพูดออกมาโดยไม่มีหลักฐาน มันก็ต้องมีเหตุมีมูลครับ”

นุ่น รมิดา ประภาสโนบล : คำพูดสามารถฆ่าคนคนนึงได้ทั้งเป็นโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดอะไรหรือพิมพ์อะไรออกไป คิดให้ดีๆ ว่าเขาจะรู้สึกยังไง
“สำหรับนุ่นมองว่าไม่ว่าจะอาชีพอะไรมันก็ไม่ใครวิเศษไปกว่าใคร มันขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นเป็นแบบไหนมากกว่า อย่างคนบางกลุ่มก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยากรู้จักดาราหรือไฮโซเสมอไป แต่บางทีเรารู้จักเขาก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปเฮฮาปาร์ตี้กับเขาตลอด คือชีวิตเรารู้จักคนเยอะๆ ไว้ก็ดี แต่บางทีไม่ได้ว่ารู้จักกันแล้วจะต้องใช้ชีวิตแบบนั้น อย่างไลฟ์สไตล์นุ่นก็ไม่ได้มีเพื่อนไฮโซนะ เพราะเราก็เหนื่อยที่ต้องไปทำตัวตามในสิ่งที่เขามีอยู่แล้วน่ะ แล้วเราต้องไปหาให้มีเท่าเขา แต่ไม่ได้บอกว่านุ่นจะไม่คบไฮโซ เราก็มีเพื่อนที่รวยๆ ก็เยอะ แต่ไลฟ์สไตล์เราไม่ใช่ฟีลลิ่งนั้นค่ะ เราก็จะแค่เป็นคนรู้จักกัน แฮงเอาต์กันได้บ้าง แต่ไม่ใช่อยู่ในสังคมขนาดนั้น เวลาที่เห็นข่าวทำนองนี้รู้สึกยังไง คือด้วยอาชีพเราอยู่ในจุดที่เวลาเดินไปไหนใครก็รู้จัก แต่พอเวลาทำอะไรผิดนิดเดียว ช่วงหลังๆ คนก็จะมาเล่นกับนักแสดงหรือคนมีชื่อเสียงเยอะเวลาทำผิด บางทีนุ่นก็ไม่เข้าใจว่าเราทำผิดไม่ได้เหรอ นุ่นมองว่าถ้าผิดจริงก็รับสภาพตามความผิด มันไม่ได้หมายความว่าเราเป็นอย่างนี้แล้วเรารอดจากกฎหมายได้ ถ้าทำผิดจริงก็ชดใช้กรรมไป แต่ถ้าไม่ผิดก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรค่ะ

ถามว่าเคยถ่ายรูปกับใครแล้วโดนโยงไปในทางไม่ดีไหมยังไม่เคยโดนนะ ก็อยากให้กำลังใจคนที่ตกอยู่ในกระแสข่าวแบบนี้ อยากให้ทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในมุมที่เป็นคนชอบโซเชียลแต่คอมเมนต์เขาแบบเจ็บปวดได้ แค่อยากบอกว่าให้ระวังคำพูดหน่อย คือคำพูดเนี่ยสามารถฆ่าคนคนนึงได้ทั้งเป็นโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดอะไรหรือพิมพ์อะไรออกไป คิดให้ดีๆ ว่าเขาจะรู้สึกยังไง บางครั้งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นหรือทำอะไรขนาดนั้นเสมอไป แต่บางครั้งด้วยสถานการณ์อาจจะกดดันให้เราดูเป็นแบบนั้นค่ะ เปิดใจให้กว้าง อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเราก็อย่าไปหมกมุ่นกับมันมาก ไม่ใช่เรื่องของเราก็ไม่ใช่เรื่องของเราค่ะ อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอค่ะ”

ส้ม ธัญสินี พรมสุทธิ์ : เราไม่จำเป็นจะต้องรู้ว่าทุกคนแบ็กกราวนด์เป็นยังไง แม้กระทั่งเพื่อนกลุ่มเดียวกันบางทีชีวิตส่วนตัวหรือการทำงานของเขาเราก็ยังไม่รู้เลย
“พูดในฐานะที่เราเป็นนักแสดงคนนึง เวลาที่เราไปร่วมงาน เราไม่สามารถรู้ได้หรอกค่ะว่าจริงๆ แบ็กกราวนด์ของแต่ละคนเป็นยังไง ถ้าใครขอถ่ายรูปก็ต้องถ่าย ถ้าเราไม่ถ่ายก็อาจจะโดนเขียนว่าหยิ่งก็ได้นะ บางทีมันเป็นเรื่องที่เราไม่จำเป็นจะต้องรู้ว่าทุกคนแบ็กกราวนด์เป็นยังไง แม้กระทั่งเพื่อนกลุ่มเดียวกันบางทีชีวิตส่วนตัวหรือการทำงานของเขาเราก็ยังไม่รู้เลยค่ะ แล้วการถ่ายรูปมันไม่ได้บ่งบอกว่าเราต้องไปเกี่ยวพันอะไรแบบนั้นน่ะ เวลาเห็นข่าวแบบนี้ก็เฉยๆ เพราะเราอาชีพเดียวกันน่ะ เราสามารถถ่ายรูปกับใครก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องรู้แบ็กกราวนด์เขาไหม (หัวเราะ) ไม่ใช่ว่าเวลาเราถ่ายรูปแล้วต้องถามว่าเขาทำงานอะไรยังไง หรือเรารับจ๊อบก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่จ้างงานเราแบ็กกราวนด์อะไรยังไง เพราะไม่มีใครรู้ขนาดนั้นหรอกค่ะ ถามว่าทำให้ต้องระวังในการถ่ายรูปไหม คือเราเป็นคนของประชาชนอยู่แล้ว ใครที่เรียกถ่ายรูปก็ถ่ายนะ ต่อให้มองยังไงก็ไม่สามารถรู้ได้หมดอยู่ดี เราก็ทำหน้าที่ในฐานะนักแสดง ใครขอถ่ายรูปก็ถ่ายปกติไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงค่ะ

ถามว่าเคยถ่ายรูปกับใครแล้วถูกโยงไปในด้านไม่ดีไหม ส่วนตัวก็ยังไม่เคยโดนอย่างนี้ แต่เราจะเจอลักษณะว่าเวลาเราติดงาน เราไม่ได้ตั้งใจ เรากลับโดนว่าหยิ่งอีกต่างหาก (หัวเราะ) มันก็คนละมุมค่ะ แต่ถ้าสมมติถ่ายรูปแล้วถูกโยงไปด้านไม่ดีจริงๆ ส้มว่ามันก็อธิบายกันได้แหละ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ เราก็ชี้แจงได้อยู่แล้วว่าเราไปงานไหน หรือเรารู้จักเขาในฐานะเพื่อนฝูง คือเมื่อบริสุทธิ์ใจ ทุกคนสามารถอธิบายในมุมมองของตัวเองได้ค่ะ แต่ถ้าเจอตอนแรกก็คงตกใจ แต่คงไม่รู้สึกแย่ขนาดนั้น เมื่อเรารู้ว่าความจริงคืออะไรเราก็อธิบายมากกว่า ส้มว่าทุกคนรู้แหละว่ามันอธิบายได้ ก็เป็นกำลังใจให้คนที่เจอข่าวแบบนี้มากกว่าว่าพูดความจริงไปก็แค่นั้นค่ะ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าแบ็กกราวนด์คนที่มาถ่ายรูปกับเราหรือคนที่มาติดต่องานกับเราว่าเป็นยังไง ทุกสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี ฉะนั้นอย่าไปเหมารวมดีกว่า เอาเป็นว่าถ้าความจริงเป็นยังไงมันก็จะปรากฏออกมาเองค่ะ”.