บริการข่าวไทยรัฐ

มั่นใจโปร่งใส ยึดทรัพย์ทุจริตขายข้าว ซุกไว้ไหนตามได้หมด ไม่ปล่อยล่าช้า

ตู่ยํ้าผ่านไก่อู งานไม่ล่าช้าไปซุกที่ไหนตามได้หมด

มทภ.3 ไม่รู้ป.ป.ช.บุกถึงค่ายพระเอกาทศรถ คุ้ยข้อมูลบริษัท “ลูกบิ๊กติ๊ก” แจงยังทำงานที่ประมูลมาได้ แต่ช่วงหลังไม่เห็นได้รับงานอะไรต่อ ยัน ทภ.3 มีคณะกรรมการตรวจรับงานละเอียดถี่ถ้วน “บิ๊กตู่” ขอให้เชื่อมั่นยึดทรัพย์โกงขายข้าวจีทูจี โปร่งใส ยักย้ายถ่ายเทไปไหนก็ไม่รอด ยธ.รอข้อมูลคลัง ก่อนชงแก้ ก.ม.ติดสินบน “วัชระ” ถาม รมว.คลังรับใบสั่งใคร “องอาจ” หนุนขจัดให้สิ้นสินบนข้ามชาติ “เรืองไกร” จ่อร้อง สตง.สอบ อผศ.จ้างช่วงวิธีพิเศษลักษณะนิติกรรมอำพราง โพลชี้กระทรวงยุติธรรมต้นแบบซื่อสัตย์ สนช.ย้ำต้องแยกคู่ขัดแย้งไม่ให้เผชิญหน้า ศปป.เดินตามยุทธศาสตร์สร้างคนรุ่นใหม่หลังจากคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบข้อมูล หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ที่มีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม เป็นคู่สัญญากับภาครัฐหลายแห่ง ถึงค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก พบว่าเข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปรับงานของรัฐนั้น

มทภ.3 ไม่รู้ ป.ป.ช.บุกถึงค่ายทหาร

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงกรณีคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ที่มีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นคู่สัญญากับภาครัฐหลายแห่ง ถึงในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก โดยพบข้อมูลเบื้องต้นคือ หจก.คอนเทมโพรารีฯอาจเข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปรับงานของรัฐหลายงาน เพราะไม่มีความชำนาญในการก่อสร้าง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์อาจไม่เพียงพอต่อการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง

แจงบริษัท “ลูกบิ๊กติ๊ก” ยังทำต่อ

พล.ท.วิจักขฐ์กล่าวต่อว่า แต่ที่เห็นปัจจุบันก็เป็นตัวบริษัทเดิม แต่ช่วงหลังมานี้บริษัทดังกล่าวยังไม่เห็นได้รับงานอะไรต่อ คงทำงานที่ประมูลมาให้แล้วเสร็จ ซึ่งงานที่ทำอยู่ไม่ได้สะดุดหรือหยุดชะงักอะไร ทางบริษัทยังทำงานต่อ กองทัพภาคที่ 3 มีคณะกรรมการตรวจรับงานอยู่ ซึ่งทางบริษัท หจก.คอนเทมโพรารีฯได้จัดสร้างตามแบบและมาตรฐานที่กำหนดไว้ทุกขั้นตอน ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางการช่าง คณะกรรมการทุกคนมีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่แล้วในเรื่องนี้

นายกฯให้เชื่อยึดทรัพย์โปร่งใส

ส่วนกรณีกรมการค้าต่างประเทศเตรียมส่งเรื่องให้กรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์เรียกค่าเสียหายคดีทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 รายนั้น พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้มาตลอดขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ละหน่วยงานรู้หน้าที่ของตนและทำงานเต็มที่อยู่แล้ว ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการ หลังวันที่ 14 ก.พ. เมื่อกรมการค้าต่างประเทศส่งเรื่องให้กรมบังคับคดีดำเนินการ เชื่อมั่นว่าการทำงานจะไม่ล่าช้า ทั้งเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินและการยึดทรัพย์ นายกฯยังให้นโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ชี้แจงความคืบหน้ากับประชาชนต่อเนื่อง ขณะเดียวกันหน่วยงานที่รับผิดชอบก็มีวิธีการนำทรัพย์สินมาได้ ไม่ว่าจะถูกยักย้ายถ่ายเทไปที่ใด ภายใต้อายุความ 10 ปี จึงขอให้สังคมหรือผู้ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงเกิดความสบายใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม และโปร่งใส

ยธ.รอข้อมูลคลังก่อนชงแก้ ก.ม.

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยใช้มาตรา 44 ลดโทษอาญาคนให้สินบนว่า ได้ให้ทีมงานนำตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาศึกษาแล้ว รวมถึงประสานขอข้อมูลไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อเตรียมการไว้รอการสั่งการอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป) ส่วนการประชุม ป.ย.ป.วงใน หรือมินิคาบิเนตครั้งที่ 3 วันที่ 20 ก.พ. ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงกฎหมาย

หนุนขจัดให้สิ้นสินบนข้ามชาติ

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เรียกประชุมตัวแทน ป.ป.ช.สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามกรณีทุจริตและสินบนข้ามชาติว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลโดดลงมาบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ เพราะหน่วยงานต่างๆยังทำงานซ้ำซ้อนต่างคนต่างทำ ไร้เอกภาพ เมื่อรัฐบาลเข้ามาจะช่วยให้การทำคดีเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ 1.ป้องกันปัญหาแต่ละองค์กรทำงานซ้ำซ้อนกัน 2.ช่วยให้เกิดการบูรณาการข้อมูล นำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.ร่วมกันหาวิธีการที่ดีที่สุดให้แต่ละหน่วยงาน สามารถเปิดโปงผู้กระทำผิดคดีสินบนข้ามชาติในไทยได้

จี้รัฐเร่งทำเชิงรุกจัดการคนงาบ

นายองอาจกล่าวต่อว่า เห็นด้วยที่มอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุดใช้อำนาจผ่าน พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา ประสานขอข้อมูลกับผู้ประสานงานกลางของสหรัฐ-อเมริกาและอังกฤษ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสืบสวนคดี และเป็นข้อมูลที่เป็นทางการสามารถใช้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทันที และในโอกาสที่มีการเปิดเผยคดีสินบนข้ามชาติที่เกี่ยวพันกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจในไทยจำนวนมากขณะนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยนำประสบการณ์การทำงานของหน่วยงานต่างๆ มาหาวิธีการป้องกันปราบปรามการทุจริตภาครัฐและรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“วัชระ” ถาม รมว.คลังรับใบสั่งใคร

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เสนอให้แก้กฎหมายไม่เอาผิดทางอาญากับบริษัทเอกชนที่ติดสินบน ที่ยอมสารภาพและจ่ายค่าปรับแทนว่า ข้อเสนอนายอภิศักดิ์ซึ่งเป็น ทีมงานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นการเปิดช่องให้เอกชนได้รับยกเว้นโทษทางอาญาจากการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ขอถามว่า รับใบสั่งจากใครมาหรือไม่ เพราะเป็นการเปิดช่องหรือส่งเสริมให้มีการทุจริตอย่างชัดเจน ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย นายอภิศักดิ์ไม่อาจนั่งในตำแหน่ง รมว.คลังได้อีก เพราะไม่อาจไว้วางใจให้ ดูแลงบประมาณแผ่นดินได้ หากมีความคิดเช่นนี้

บี้ปธ.สปท.แก้กฎหมายคุมสื่อ

นายวัชระยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยกำหนดให้มีปลัดกระทรวง 4 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการในสภาวิชาชีพ ว่า เป็นกฎหมายควบคุมสื่อ ดังนั้นวันที่ 14 ก.พ. ตนจะไปยื่นหนังสือถึงนายทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ให้ดำเนินการแก้ไขสาระ สำคัญในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อไป เพราะเป็นความพยายามแทรกแซงและควบคุมสื่อมวลชน

“วิลาศ” ตามจองเวรผู้ว่าฯ กปภ.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงความคืบหน้าการติดตามปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ว่า ได้ข้อมูลจาก สตง.ที่ตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว พบว่า 98 เปอร์เซ็นต์น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอเตือนไปยังนายเสรีและบอร์ด กปภ. ให้ลาออกก่อนที่จะถูกไล่ ตนได้ร้องไปที่ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบทั้งนายเสรีและบอร์ด กปภ. ที่คัดเลือกนายเสรีเข้ามา และยังร้องไปยัง สตง.ให้ตรวจสอบเอกสารที่นายเสรีนำมายืนยันว่าเคยเป็นผู้บริหารอยู่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ว่าเป็นการทำเอกสารย้อนหลังหรือไม่ หากพบว่าทำผิดให้ดำเนินการกับทั้งนายเสรีและบอร์ด กปภ.ชุดดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการบริหารงานเพราะขาดความน่าเชื่อถืออีก

“เรืองไกร” จ่อร้อง สตง.สอบ อผศ.

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากกลุ่มห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรัสวดี 98 ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ว่า องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างทำโครงการขุดลอกคูคลอง ใน จ.มหาสารคาม และจ.ร้อยเอ็ด แล้วเอกชนรายดังกล่าวยังมายื่นขอความช่วยเหลือตนอีกทางหนึ่ง จากการสอบถามและตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่ คสช.เข้ามา อผศ.ได้สิทธิรับงานขุดลอกคูคลองโดยวิธีพิเศษ แต่มีเงื่อนไขต้องทำงานเองห้ามจ้างช่วง แต่หลักฐานที่ได้เป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้เห็นว่า อผศ.จ้างช่วงโดยใช้ลักษณะนิติกรรมอำพราง ทำสัญญาเป็นการเช่าอุปกรณ์ในราคาที่สูง แล้วให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการแทน พบว่ามีลักษณะนี้หลายโครงการ เท่ากับเป็นกระบวนการทุจริตโกงเงินแผ่นดิน จึงจะนำเรื่องไปร้องต่อ สตง. ในวันที่ 14 ก.พ. เวลา09.30น. เพื่อให้ตรวจสอบขยายผล หวังว่า สตง.จะทำงานตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

ซัดรีดภาษีหนักระวังถังระเบิด

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับขึ้นภาษีหลายตัว เช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน ภาษีน้ำตาลรวมถึงภาษีที่ดินที่ราคาเพิ่มขึ้นตามแนวรถไฟฟ้า การเก็บภาษีเพิ่มหลายอย่างทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังถังแตก สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนที่ถังแตกอยู่แล้ว หากประชาชนถังแตกกันมากๆ หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของภาคธนาคาร โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่เจ๊งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปรัฐบาลคงถังแตกจริง เพราะประชาชนไม่สามารถจ่ายภาษีได้ รัฐก็ไม่มีรายได้ คงได้ถังแตกกันจริงๆ การขึ้นภาษีเกิดจากรัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อรัฐบาลหาเงินไม่ได้ จึงขึ้นภาษีทุกทาง เพื่อนำเงินมาแก้ปัญหาที่ไม่สามารถหาเงินได้ แต่รัฐบาลอาจเข้าใจกลับกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจแย่รัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีทุกด้าน หรือต้องลดภาษีด้วยซ้ำเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้

“วัฒนา” เฉ่งผลักภาระให้ชาวบ้าน

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า คสช.เข้ามายึดอำนาจบริหารประเทศเมื่อเดือน พ.ค.2557 จัดทำงบประมาณแบบขาดดุลตั้งแต่แรก กระทั่งปี 2560 ต้องกู้เงินเพื่อการขาดดุลสูงถึง 5.5 แสนล้านบาท ใช้เงินคงคลังจากเกือบ 500,000 ล้านบาท เหลือ 75,000 ล้านบาท ผลที่ออกมาคือเศรษฐกิจแย่ แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเองมากกว่าความอยู่ดีของประชาชน เช่น จัดซื้อเรือดำน้ำ แต่ตัดงบประมาณคนยากจนจากโครงการบัตรทอง ค่าหนังสือเรียนเด็ก สุดท้ายเลือกขึ้นภาษีผลักภาระให้ประชาชน วันมาฆบูชาทำบุญแล้วก็อย่าลืมช่วยกันภาวนาให้มีรัฐบาลจากประชาชนโดยเร็ว ก่อนที่ประเทศล้มละลายเพราะคนพวกนี้

แยกคู่ขัดแย้งไม่ให้เผชิญหน้า

ที่สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก (สวนสนประดิพัทธ์) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จะเริ่มเชิญพรรคการเมืองมาให้ความเห็นถึงแนวทางสร้างความปรองดองตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. ว่า ถือเป็นกระบวนการแรกเพื่อรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ไม่ใช่รับฟังเฉพาะฝ่ายพรรคการเมือง แต่รวมถึงภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกร และภาคประชาชนด้วย ใช้เวลารับฟัง 3 เดือน โดยใช้หมวดคำถามที่เป็นชุดเดียวกันจำนวน 10 ข้อ จะไม่ให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมาเผชิญหน้ากัน

ชง ก.ม.อำนวยยุติธรรมให้ ป.ย.ป.

นายพีระศักดิ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ สนช.ที่กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ก็เตรียมนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวส่งให้ ป.ย.ป.นำไปบูรณาการพิจารณาร่วมกับข้อเสนอจากฝ่ายอื่น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่า การทำงานร่วมกันระหว่างแม่น้ำ 5 สายหลังจากนี้ ให้ กำหนดกรอบการทำงานแคบลง และให้ร่วมกันทำงานตั้งแต่แรก ไม่ให้แยกกันทำงานเหมือนที่ผ่านมา

“สมคิด” ไม่ห่วง ม.77 เพิ่มภาระ

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ สมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. แสดงความกังวลว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติมาตรา 77 ที่ สนช.ต้องพิจารณารับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ควบคู่ไปกับการพิจารณาเนื้อหากฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของ สนช. ว่า ข้อความในมาตรา 77 อยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ไม่มีผลบังคับที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยตรง เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น ถ้ารัฐไม่ปฏิบัติตามไม่สามารถนำไปฟ้องศาลได้เพราะเป็นแค่แนวทางให้รัฐดำเนินการเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ที่บังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามอีกทั้งขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามาในมาตรา 77 เรื่องการรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้องในการออกกฎหมาย การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดำเนินการ ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อ สนช.เท่าใด

วางยุทธศาสตร์สร้างคนรุ่นใหม่

วันเดียวกันที่โรงแรมราชศุภมิตร จ.กาญจนบุรี พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กล่าวระหว่างเป็นประธานปิดกิจกรรมสร้างพัฒนาบุคลากรอาสาสมัครรักประเทศไทยด้วยทุนทางปัญญาไทย รุ่นที่ 3 เพื่อตอบสนองนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ว่า เป็นโครงการเพื่อสร้างจิตสำนึกความรักสามัคคีให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน นำนักศึกษาวิชาทหารที่มีจิตอาสามาต่อยอดสร้างเครือข่าย รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดี และยังขยายเครือข่ายไปในสื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก คนรุ่นใหม่ถือว่าเป็นเป้าหมายของรัฐบาล ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ทุกพื้นที่ปรองดองก่อนมีเลือกตั้ง

พล.ท.ณัฐกล่าวต่อว่า ตามแนวทาง ป.ย.ป. กองทัพภาคจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยทางจังหวัดจะเชิญทั้งนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ประชาชน เข้ามาพูดคุยกันหาแนวทางร่วมกัน ขณะนี้ยังไม่เจอปัญหาขัดขวางการสร้างความสามัคคีปรองดอง ในระดับพื้นที่ไม่มีปัญหาอะไร ได้รับความร่วมมือจากนักการเมืองทุกพื้นที่ดี แม้จะมีบางคนบางส่วนที่เป็นคนกลุ่มน้อยยังคอยสร้างความวุ่นวายให้เกิดความสับสน ก็อยากขอร้องให้หันหน้ามาร่วมมือ กันให้ประเทศเดินหน้า และขอให้ตระหนักในหน้าที่ตามพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 และเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ในทุกพื้นที่ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

อนุฯการเมืองเชิญ “ดิเรก” หารือ

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขาฯอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง ของ กมธ.การเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาเชิญ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.และหัวหน้าคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มาให้ข้อมูล ครั้งต่อไปจะเชิญนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี และอดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาชี้แจง จากนั้นอนุ กมธ.จะรวบรวมความเห็น และรายงานผลการศึกษาของชุดต่างๆ มาสรุปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการสร้างความปรองดอง ให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ ก่อนส่งให้ กมธ.การเมือง ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน พิจารณาอีกครั้ง เพื่อส่งตรงไปยัง ป.ย.ป.ทันที ไม่ต้องขอความเห็นชอบจาก สปท.อีก เพราะเวลามีค่อนข้างจำกัด

ให้ยึด 5 ข้อออกแบบปรองดอง

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ป.ย.ป.ต้องไม่คำนึงถึงเฉพาะเป้าหมายปลายทาง จนลืมกระบวนการระหว่างทางทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายได้ การออกแบบกระบวนการปรองดองจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าเป้าหมาย มี 5 ประเด็นที่ ป.ย.ป.ควรพิจารณา คือ 1.เน้นการมีส่วนร่วมทุกภาคฝ่าย สร้างความไว้วางใจให้มากที่สุด ต้องรับฟังคนที่เห็นต่างหรือคนที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม เริ่มจากการเน้นประเด็นที่เห็นตรงกัน ไม่ใช่เริ่มจากความต้องการของแต่ละกลุ่ม 2.ไม่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า รับฟังข้อเสนอและสังเคราะห์ความคิดเห็นจากทุกส่วน รวมทั้งสังเคราะห์จากบทเรียนในอดีต และข้อเสนอของคณะกรรมการชุดต่างๆ 3.ระมัดระวังไม่ใช้วิธีหักดิบด้วยอำนาจ หรือมัดมือชกเหมือนกรณีนิรโทษกรรมสุดซอย เน้นสร้างความเข้าใจและฉันทานุมัติทางสังคมให้มากที่สุด 4.ควรมีกลไกสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เน้นความเห็นส่วนตัวของผู้นำเหล่าทัพ จนบางครั้งทำให้เกิดความสับสนหวาดระแวง เจ้าภาพควรงดความเห็นชี้นำ 5.กำหนดกรอบเวลาและแผนงานในแต่ละช่วงให้ชัดเจนในแต่ละประเด็น เพื่อประเมินผลงาน ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวได้

โพลชี้ ก.ยุติธรรมต้นแบบซื่อสัตย์

อีกเรื่อง สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจเรื่อง การรับรู้ของประชาชนต่อภาพลักษณ์กระทรวงต้นแบบความซื่อสัตย์ และข่าวการทุจริต ติดสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ จากประชาชน 1,158 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่ได้ยินข่าวการทุจริต ติดสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงนี้บ่อยมากถึงมากที่สุด แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลยุคนี้ โดยร้อยละ 48.9 เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำลายความน่าเชื่อถือต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นเรื่องจริงที่ต้องเร่งสะสางให้หมดไป และร้อยละ 63.8 มีความเชื่อมั่นต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะสามารถเป็นผู้นำประเทศที่ดีเป็นต้นแบบของความซื่อสัตย์สุจริตได้มากถึงมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 26.1 เชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 10.1 ไม่เชื่อมั่นเลย สำหรับภาพลักษณ์กระทรวงที่ประชาชนมองว่าเป็นต้นแบบของความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส อันดับ 1-5 คือ กระทรวงยุติธรรม รองลงมาคือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงกลาโหม