บริการข่าวไทยรัฐ

ชงปัดฝุ่นกฎหมายค้าปลีก

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาผลการศึกษาโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไข ตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอมา ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยเห็นด้วยในหลักการว่า ไทยควรมีมาตรการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และส่งเสริมธุรกิจรายย่อย แต่ต้องไม่กระทบต่อผู้ค้าส่งค้าปลีกรายใหม่ที่จะเกิดขึ้นมา และต้องปรับปรุงร่างกฎหมายค้าปลีกใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์การประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้านนายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ กรรมการในคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ กล่าวว่า จากผลศึกษาพบว่า ธุรกิจค้าปลีกมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.69 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12.87% ของจีดีพี มีการจ้างงาน 6.6 ล้านคน โดยช่วง 15 ปี นับจากปี 44-57 มีจำนวนสาขาร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เพิ่มขึ้นจาก 2,589 สาขา เป็น 16,629 สาขา ขยายตัวปีละ 26% ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า และทำให้เกิดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อโชห่วย ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย (ซัพพลายเออร์) ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และรัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามยกร่างกฎหมายค้าปลีก เพื่อวางแนวทางดูแลและแก้ปัญหานี้ถึง 4 ครั้งนับจากปี 44 แต่ไม่สำเร็จ จึงมีข้อเสนอแนะให้ออกกฎหมายประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขึ้นอีกครั้ง เพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งโดยเฉพาะ และในระหว่างยกร่างกฎหมาย ควรมีการปรับแก้ไขกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เพื่อบังคับใช้ไปพลางก่อน เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 โดยต้องบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผลักดันกฎหมายแฟรนไชส์ เพื่อกำกับดูแลให้มีมาตรฐานและมีความเป็นธรรม เป็นต้น.