วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องอนาคตประเทศไทยผ่าทางตันวิกฤติ : ปรองดองบนทางสองแพร่ง

การเมืองกับการบริหารเศรษฐกิจไทย

จะเดินไปทิศทางไหนภายใต้ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ติดตามมุมมองที่น่าสนใจจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่สถาบันพระปกเกล้าเชิญไปบรรยายในหัวข้อดังกล่าว

โดย นายอภิสิทธิ์ บอกว่า เศรษฐกิจและการเมืองมีวิวัฒนาการมาตลอด โดยเฉพาะในขณะนี้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นบนโลกและประเทศไทย ถือเป็นช่วงที่ท้าทายมาก ทั้งในแวดวงนักวิชาการ การเมือง และเศรษฐกิจ

เพราะปรากฏการณ์ในปี 59 สั่นคลอน 20-30 ปีที่ผ่านมา ในด้าน “โลกาภิวัตน์-กลไกตลาด-เสรีนิยมประชาธิปไตย” โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมือง กรณี “เบร็กซิต” (อังกฤษถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป) กรณี “โดนัลด์ ทรัมป์” (ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)

ทำให้เราต้องมาทบทวนความคิดกันพอสมควรว่าเกิดอะไรขึ้น และปีนี้ไม่แน่ใจว่าใครจะรอดบ้างทั้งเยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ แนวโน้มน่ากลัว

และขอให้ลองไปดูหนังสือในหมวดเศรษฐกิจ หมวดการเมืองในปัจจุบัน มันมีหนังสือที่ตั้งชื่อคล้ายๆกันเดี๋ยวนี้เยอะมาก ทั้ง “ทำไมระบบประชาธิปไตยล้มเหลว” “อนาคตที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะเป็นอย่างไร”

“ระบบทุนนิยมกำลังจะล่มสลาย”

“ทำไมความเหลื่อมล้ำรุนแรงมากขึ้น”

ที่ผ่านมาอย่าลืมว่าไม่มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บอกถึงกลไกตลาด จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ พูดถึงเฉพาะประสิทธิภาพ ไม่ได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ กระจายทรัพย์สิน ฉะนั้นเราจึงคิดว่าไม่เป็นอะไร ขอให้เศรษฐกิจโตเยอะๆก่อน ส่วนใหญ่รัฐบาลจะใช้วิธีการเก็บภาษี เพื่อนำมาจัดสรรงบประมาณเอาไปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ถามว่าวันนี้รัฐบาลจะเก็บภาษีหรือจะขึ้นภาษีอย่างที่เคยทำกันหรือไม่ บอกได้เลยว่าการเก็บภาษีทางตรงจากบุคคลหรือนิติบุคคลทั่วโลกมีแต่จะลดลง เพราะกลัวว่าถ้าเก็บภาษีสูง บุคคลและนิติบุคคลจะหนีไปอยู่ที่อื่น โดยเฉพาะเรายังปล่อยให้โลกใบนี้มีเกาะแห่งหนึ่งสำหรับจดทะเบียนบริษัท เพื่อไม่ต้องเสียภาษี

ฉะนั้นโลกาภิวัตน์ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อบทบาทของรัฐในการจัดเก็บภาษีบนข้อจำกัดมาก ซึ่งเป็นเครื่องช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีแต่แนวโน้มลดลงและยังมีกรณีโครงการต่างๆที่รัฐเข้าไปส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีอีก

และปัจจุบันเริ่มเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่ามูลค่าธุรกรรมที่หมุนเวียนในภาคการเงิน ค่าตอบแทนที่เกิดขึ้น กำไรที่เกิดขึ้น ไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจริง เมื่อเราอยากให้มีสวัสดิการรองรับสังคมผู้สูงอายุ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำก็คิดไม่ออกว่าจะหาเงินมาจากที่ไหน

ง่ายที่สุดคือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่วิธีนี้ทุกคนเดือดร้อนกันเยอะ ก็มีคนเสนอมาตลอดให้เก็บภาษีนิดเดียวกับมูลค่าที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ผมเคยทำนายเล่นๆการซื้อขายหุ้นในแต่ละปีจะได้เงินมาจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้เกือบทั้งปี ทำไมไม่ทำ เขาก็บอกว่าถ้าใช้วิธีนี้ตลาดหุ้นไทยจะไม่เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน

สิ่งเหล่านี้มันเริ่มสะสมวนเวียนกลับมา จะเห็นได้จากกรณี “ทรัมป์-เบร็กซิต” ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ คนส่วนใหญ่เริ่มมองว่า วิธีคิดการบริหารเศรษฐกิจทั้งหมดและระบบการเมือง เมื่อมีผู้รับผิดชอบกำลังตอบโจทย์การบริหารเศรษฐกิจ

ขอย้อนกลับมาดูประเทศไทยที่เศรษฐกิจในปีนี้จะโต 3 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้มีความหมายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมจริงๆเท่าไหร่ ไม่เชื่อว่ามีใครในชนบทที่มองตัวเลขนี้ มันไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวบ้านเลย

ฉะนั้น จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ที่เอามาวัดเศรษฐกิจว่าดีหรือไม่ แต่แทบไม่ได้ส่งผลกับคนส่วนใหญ่ในประเทศ ถ้าเราบริหารเศรษฐกิจโดยใช้ตัวเลขนี้เป็นหลัก ก็จะเริ่มมีปัญหาไม่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริง

ตัวเลขนี้มีวิธีทำให้ดีขึ้นได้ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบ สุดท้ายหมุนไปที่ไหน บางรัฐบาลประกาศตั้งแต่ต้นขจัดความยากจน ทุ่มเงินมหาศาลลงไปในชนบท ภาคการเกษตร สุดท้ายความยากจนยังไม่หมดไปจากประเทศ เพราะวิธีคิดแบบนี้มันเป็นปัญหา

ที่ผ่านมาเราประเมินความสำเร็จของรัฐบาลจากการบริหารเศรษฐกิจ แต่กรณี “ทรัมป์-เบร็กซิต” เห็นได้ชัดเจนว่าคนไม่สนใจ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องทบทวนกันใหม่ถึงวิธีคิดเกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจหรือการเมืองที่มาเกี่ยวข้อง มันต้องเดินไปในทิศทางไหน

ทำอย่างไรเราถึงจะให้หลุดจากกับดักเศรษฐกิจรายได้ระดับกลาง โดยโยงมาที่ไทยแลนด์ 4.0 (โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ) เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้อีก รวมถึงการออกกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ขอถามว่ามีสักกี่คนที่มองว่า 20 ปีที่แล้วประเทศไทยจะต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นไปได้ยาก โครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติสามารถบังคับได้ด้วยแผน แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้โดยกฎหมาย

ถ้าหวังเห็นความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์ 20 ปี จะสำเร็จได้ถ้ามั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ดีและเขียนลงไปในยุทธศาสตร์ ถ้าประสบความสำเร็จตรงจุดนี้ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ประชาชนจะกดดันพรรคการเมืองว่าอย่าเลิก เรื่องนี้ต้องเดินหน้าทำต่อไป

ขณะที่ไทยแลนด์ 4.0 มีหลายมิติ ขอยืนยันถึงหลักการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อเอาเทคโนโลยีนำความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่า แต่ส่วนใหญ่ในประเทศยัง 1.0 อยู่ เมื่อพูดถึง 4.0 อย่าลืมหามาตรการยกระดับ 1.0-2.0-3.0 ด้วย อาจจะอยู่ในรูปแบบชุมชนพอเพียง

และจะต้องเตรียมโครงสร้างอื่นๆไว้รองรับ เช่น ระบบการเงิน ถ้าแหล่งเงินทุนยังผ่านระบบธนาคารเป็นหลัก 4.0 ก็เกิดยาก ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนที่จะปฏิรูประบบการเงิน รวมถึงการกระจายอำนาจที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายของผู้ประกอบการที่มีความเป็นอิสระ

แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่เชื่อเรื่องการกระจายอำนาจ

ฉะนั้นจะต้องส่งเสริมฐานรากถึงจะแก้เรื่อง 4.0 และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ พร้อมไปกับการแก้กฎหมายด้านการแข่งขัน การค้า การทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมด้วย ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าในที่สุดเราแยกไม่ออกระหว่างเศรษฐกิจกับการเมือง และจะทำอย่างไรกระบวนการการเมืองถึงตอบโจทย์กระบวนการของเศรษฐกิจ

ยิ่งตอนนี้เราเป็นห่วงและไม่มั่นใจว่า กระบวนการการเมืองตอบโจทย์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ

ในอนาคตความสำคัญว่าทางการเมืองจะเดินต่อไปได้หรือไม่ หลักไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมืองแข่งกัน มองเห็นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ถ้ามีกติกาที่ดีให้ยอมรับ ในแง่ของการเป็นทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ปัญหาแบบที่ผ่านมาจะได้ไม่เกิดขึ้น

ตามหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องทำ เสียงข้างมากชี้ขาด แต่หลักการสำคัญ “ผู้ชนะ” ที่มีเสียงข้างมาก “มีขอบเขตอำนาจที่มีขีดจำกัด” ไม่ใช่ชนะแล้วจะทำอะไรก็ได้

ถ้าเข้าใจหลักนี้จะลดเงื่อนไขความขัดแย้งได้

การต่อสู้ทางการเมืองไม่จำเป็นจะลงไปสู่ท้องถนน ถ้าระบบหลักทำงาน กฎหมายทำงาน ศาลทำงาน สื่อมวลชนทำงาน สังคมทำงาน ผู้มีอำนาจมีขอบเขตไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้

แต่ขณะนี้กลไกการออกกฎหมาย 2 ปีที่ผ่านมากว่า 100 ฉบับ เกือบทุกฉบับมีลักษณะรวมศูนย์ เพิ่มอำนาจระบบราชการ ไม่ใช่ทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่จะเดินไปสู่อนาคต สภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจจะต้องกระจายอำนาจมากขึ้น ยังมองไม่ออกว่าจะแก้ไขอย่างไรถ้าคนที่ทำงานต้องอยู่กับระบบแบบนี้

ฉะนั้นขอให้ คสช.กังวลด้านความมั่นคงดีที่สุด ทำภารกิจให้สำเร็จตามกรอบเวลา วางรากฐานเชิงปฏิรูป ป้องกันไม่ให้กลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมๆอีก

แล้วมีคำถามตามมาว่าประเทศจะเดินไปอย่างไรต่อ

ขอให้ดูการสร้างความปรองดองว่าจะเดินไปทิศทางไหน

ขณะนี้ยังเห็นไม่ชัดเจน มันอาจจะประสบความสำเร็จ

หรืออาจจะสร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ก็ได้.

ทีมการเมือง