วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วาทกรรมแก้เหลื่อมล้ำ?

เป็นหลักฐานยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังไม่ลืมปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ด้วยการพูดในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า ปัญหาของประเทศไทยมีไม่กี่เรื่อง เรื่องแรกคือคำว่าประชาธิปไตย เรื่องที่สองคือความเหลื่อมล้ำ เรื่องที่สามได้แก่ การศึกษาทำให้คนคิดดีและทำดี

อาจกล่าวได้ว่าการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของ คสช. เพราะเขียนไว้ชัดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่า จะปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย...ขจัดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในทางเศรษฐกิจและสังคม

ผลการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูงสุดในเอเชียและเป็นอันดับ 3 ของโลก กลุ่มคนรวยสุด 10% เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ มีรายได้มากกว่ากลุ่มคนจนสุด 10% ถึง 35 เท่า ใน 7 ปีที่ผ่านมา ไทยมีเศรษฐีพันล้านเพิ่มขึ้นหลายคน แต่มีคน 7 ล้านคน ที่รายได้ต่ำกว่าเส้นความจน และ 25 ล้านคน ไม่มีประกันสังคม

ความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะหลังประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรก เมื่อปี 2504 เป็นต้นมา จนถึงแผนที่ 12 ในปัจจุบัน มีเสียงวิจารณ์ว่า รัฐเน้นการเติบโตของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แต่ไม่แก้ปัญหาการกระจายโอกาสและรายได้กลายเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำ

ถ้าพูดตามหลักอริยสัจ 4 ของพระพุทธศาสนา เชื่อว่าในกว่า 50 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลและนักวิชาการรู้หมดแล้วว่าความเหลื่อมล้ำเป็น “ทุกข์” คือเป็นปัญหา รู้ด้วยว่าต้นเหตุหรือ “สมุทัย” เกิดจากอะไร รู้ต่อไปว่าแนวทางหรือ “มรรค” ในการแก้ความเหลื่อมล้ำคืออะไร แต่ขาดความกล้าหาญทางการเมือง ที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง จึงก้าวไม่ถึง “นิโรธ” คือการดับทุกข์

เนื่องจากการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม หรือปฏิรูประบบภาษีให้เป็นธรรม ต้องกระทบถึงกลุ่มผู้มั่งคั่งร่ำรวย แม้จะเป็นเพียงหยิบมือเดียวของประเทศ แต่เป็นกลุ่มที่มีอำนาจ จากการศึกษาพบว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ล้วนแต่มีฐานะร่ำรวย ทั้งเงินทองและทรัพย์สิน จึงไม่มีใครทุบหม้อข้าวตนเอง

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง และอ้างว่าเป็นคนของประชาชน หรือรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง จึงไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง แต่ทำแค่เป็นพิธี เช่น วันดีคืนดีก็เอาเงินไปแจกชาวบ้าน สร้างวาทกรรมเท่ๆไปวันๆ สร้างความหวังไปวันๆ จนครบวาระ จึงสร้างความหวังใหม่ที่บรรเจิดพิสดารยิ่งกว่า.