โลกยุค 4.0 หุ่นยนต์จะครองโลก - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

โลกยุค 4.0 หุ่นยนต์จะครองโลก

วันนี้เป็นวันหยุดสบายๆ ผมเลยขอนำเรื่องอนาคตมาเล่าสู่กันฟัง “โลกยุค 4.0” หรือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งเป็น โลกยุคไอโอที Internet of Things ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศใน 20 ปีข้างหน้า ที่เรียกว่า “ไทยแลนด์ 4.0” ก็เป็นภาพคร่าวๆ จะได้เตรียมตัวอยู่กับอนาคตแต่เนิ่นๆ อีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็น “ประเทศผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” คนเกิดใหม่ลดลง คนหนุ่มสาวลดลง คนแก่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมต่างๆ

ต้องใช้ “หุ่นยนต์” เข้ามาทำงานแทนคน

วันนี้ “หุ่นยนต์” มาเร็วกว่าที่คิดไว้มาก ทำให้ “ประชากรหุ่นยนต์” ในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีหน้า 2018 หุ่นยนต์แรงงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตัว ไม่นับหุ่นยนต์ที่ทำงานบ้าน และหุ่นยนต์ที่เป็นสัตว์เลี้ยงหรือเป็นเพื่อนมนุษย์อีกไม่รู้กี่สิบล้านตัว

ไอเอฟอาร์ หรือ International Federation of Robotics สหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ ได้คาดการณ์ใหม่เมื่อปลายปีที่แล้วว่า ประชากรหุ่นยนต์ในโรงงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านตัวในปี 2019 เพิ่มขึ้น 1 ล้านตัวเมื่อเทียบกับปี 2015 อุตสาหกรรมที่มีการใช้หุ่นยนต์เพิ่มมากที่สุดก็คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะเพิ่มขึ้นถึง 18% เพราะโลกยุค 4.0 ต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระดับสูงมากขึ้น การผลิตจึงต้องการความละเอียดแม่นยำ ซึ่งแรงงานมนุษย์สู้ไม่ได้

จีน เป็นประเทศที่มีการติดตั้งหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ในโรงงานมากที่สุดเป็น อันดับ 1 ของโลก จากนโยบาย “เมด อิน ไชน่า 2025” ของรัฐบาลปักกิ่ง ทำให้จีนต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆมากมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คาดกันว่าภายในปี 2020 สามปีข้างหน้า จีนจะติดตั้งหุ่นยนต์ในโรงงานทั่วประเทศอีก 600,000–650,000 ตัว เพื่อทำงานแทนมนุษย์

ประเทศที่ใช้หุ่นยนต์มากรองมา อันดับ 2 ของโลก คือ เกาหลีใต้ ตามมาด้วย ญี่ปุ่น เป็น อันดับ 3 ของโลก และ สหรัฐฯ มาเป็นอันดับ 4 ของโลกถ้า “การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0” ประสบความสำเร็จด้วยดี อีก 20 ปีข้างหน้า มนุษย์จะตกงานมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตัวอย่างเช่น โรงงานฉางหยิง โรงงานผลิตชิ้นส่วนมือถือขนาดเล็กโรงงานหนึ่งในเมืองตงก่วนของจีน เดิมใช้แรงงาน 650 คน เมื่อติดตั้งหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทน สามารถลดคนงานลงเกือบหมดเหลือเพียง 60 คน ในอนาคตจะเหลือคนงานเพียง 20 คน เพื่อดูแลหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เท่านั้น

การใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคน ทำให้โรงงานฉางหยิงสามารถผลิตชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นจากวันละ 8,000 ชิ้นเป็น 21,000 ชิ้น เพิ่มขึ้นถึง 162.5% อัตราส่วนที่เสียก็ลดลงจาก 25% เหลือ 5%

ปีที่แล้วโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ ฟอกซ์คอนน์ ของไต้หวัน ที่ผลิตโทรศัพท์มือถือไอโฟนให้กับแอปเปิล ก็โละคนงานไป 60,000 คน แล้วใช้ Foxbots หุ่นยนต์และซอฟต์แวร์ที่ฟอกซ์คอนน์ คิดค้นขึ้นเอง เข้ามาทำงานแทนคนงาน ฟอกซ์คอนน์เป็นหนึ่งในโรงงาน ที่จ้างคนงานมากที่สุดในโลกถึง 1.2 ล้านคน อยู่ในโรงงานประเทศจีน 1 ล้านคน โรงงานในจีนสามารถผลิตไอโฟนได้ถึง 500,000 เครื่องต่อวัน ถ้าเปลี่ยนไปใช้หุ่นยนต์ผลิต จะเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่า และมีต้นทุนถูกกว่าค่าแรง

ใครที่ยังสงสัยว่า ไอ้ 4.0 ที่พูดกันทุกวันน่ะคืออะไร ก็คืออย่างที่ผมเล่าให้ฟังนี่แหละครับ

แต่ที่ผมเล่าให้ฟังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0” เท่านั้น ยังไม่ได้พูดถึงเรื่อง Internet of Things อุปกรณ์ต่างๆในโรงงาน บ้าน รถยนต์ รถโดยสาร ไปจนถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่าง สามารถพูดคุยสื่อสารกันเองได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ได้รวมถึงหุ่นยนต์ในภาคครัวเรือน เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน หุ่นยนต์เพื่อความบันเทิง หุ่นยนต์ของเล่น หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง ฯลฯ

โลกยุค 4.0 คือ โลกยุคหุ่นยนต์ครองโลก

สิ่งที่มนุษย์ต้องปรับตัวก็คือ ปรับตัวให้อยู่กับหุ่นยนต์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์มนุษย์ หรือหุ่นยนต์อะไรก็ตาม ก็เท่านั้นเอง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”