บริการข่าวไทยรัฐ

ปรองดองต้องที่ใจไม่ใช่ปาก

ได้เห็นหน้าค่าตากันไปพอสมควรแล้ว

กับผู้คุณวุฒิด้านต่างๆ ที่ถูกทาบเข้ามาร่วมงานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นที่ปรึกษาร่วมขับเคลื่อนงานในคณะกรรมการทั้ง 4 ชุดย่อยของ ป.ย.ป.

มีรายชื่อบรรดา “บิ๊กเนม” ตอบรับเข้าร่วมวงเพียบ โดยเฉพาะ “ดร.ซุป” คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด และอดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ตอบรับเข้ามาอยู่ในชุดเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ตอบรับเข้ามาอยู่ในชุดเตรียมการปฏิรูปประเทศ

หันไปมองรายชื่อจากภาคเอกชน ก็มีบรรดานักธุรกิจใหญ่เข้ามาร่วมวงกันคึกคัก ทั้ง คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีต ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณบัณฑูร ล่ำซำ บิ๊กบอสใหญ่ธนาคารกสิกรไทย คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหารแบงก์กรุงเทพ คุณกานต์ ตระกูลฮุน อดีตแม่ทัพใหญ่ของปูนซิเมนต์ไทย

ขณะที่ฟากฝั่งวิชาการก็ล้วนเป็นพวกรุ่นใหญ่ ทั้ง คุณสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ คุณนันทวัฒน์ บรมานันท์ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ คุณบรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ นิด้า และอีกหลายราย

แต่คนที่ตกเป็นเป้าสนใจของใครหลายคนทันทีที่มีชื่อเปิดออกมาหนีไม่พ้น คุณผาสุก พงษ์ไพจิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เพราะเพียงเปิดชื่อมาไม่ทันข้ามวัน ก็ถูกปฏิเสธจากคุณผาสุก ผ่านทางเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ว่าไม่เคยได้รับการติดต่อจากทางรัฐบาลให้เข้าร่วมเลย

และหากได้รับการติดต่อทาบทามจริงก็จะไม่ตกลงเข้าร่วมเพราะไม่สะดวก

ก็ถือว่าน่าเสียดายสำหรับคุณผาสุก เพราะถือเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างสูงในผลงานการ วิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทยที่ไม่ได้ร่วมวงทำปรองดองกับ ป.ย.ป.

ที่นายกฯประยุทธ์ หมายมั่นปั้นมือจะเดินไปให้สุดทางฝัน

แต่ถึงจะไม่ได้คุณผาสุกมาร่วมงาน ดูจากรายชื่อที่เปิดออกมา คงได้รับการตอบรับจากสังคมค่อนข้างสูง เพราะชื่อชั้นอย่าง “ดร.ซุป” คุณประสาร–คุณบัณฑูร–คุณชาติศิริ และคุณกานต์ ล้วนแล้วแต่บิ๊กเนมทั้งนั้น

ที่สำคัญคือไม่ค่อยเปิดหน้ารับงานจากรัฐบาลไหนง่ายๆ แต่คราวนี้ถือเป็นไฟต์บังคับ ที่ต้องพาชาติไทยฝ่าวิกฤติความขัดแย้งแตกแยกมานานนับทศวรรษไปให้ได้

เมื่อมีต้นทุนสูง เพราะทุกฝ่ายพร้อมจะร่วมไม้ร่วมมือแล้ว สิ่งสำคัญคือกระบวนการขับเคลื่อนภายในของรัฐบาลและ คสช.เอง ต้องอย่าทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองเสียเอง

สถานการณ์ ณ วันนี้ ต้องรู้ดีว่าไม่ใช่ภาวะปกติ และรัฐบาลคสช.เองยืนยันมาตลอดว่าจะไม่บริหารแบบพรรคการเมือง ประเด็นอะไรที่มันหยุมหยิมก็ควรลดราวาศอกลงไปบ้าง

แต่ดูจากท่าแล้วคงเป็นได้ยาก ล่าสุดยิ่งวางแนวทางเดินเกมด้านการข่าวหนักขึ้น สั่งทุกหน่วยงานตอบโต้ข้อมูลฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น พร้อมกับประเมินผลกันรายวัน แถมนายกฯประยุทธ์ยังปิ๊งไอเดีย “จัดตั้งวิทยุชุมชนประชารัฐ” รุกคืบบีบพื้นที่ให้ลึกลงไปถึงรากหญ้าอีก

อย่าลืมว่าความปรองดองมันต้องเกิดที่ใจ ไม่ใช่ที่ริมฝีปาก!!

เพลิงสุริยะ