วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังฆราชพระองค์แรกในรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อมฺพรมหาเถร)วัดราชบพิธฯ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อมฺพรมหาเถร)สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2560ทรงเป็น สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 3 ของวัดราชบพิธฯ ถัดจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ในวัยเด็กเข้าสู่เส้นทางธรรมด้วยการบวชแก้บนเพราะป่วย มีโรคเกี่ยวกับลำไส้ แม่เลยพาไปถวายวัด หลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทร จ.สมุทรสงคราม แต่ไม่ได้บวชที่วัดดังกล่าว โดยไปบวชที่ วัดสัตตนารถปริวัตร จ.ราชบุรี และไปอยู่ จำพรรษาที่ วัดตรีญาติ เพื่อเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรมประโยค 4

จากนั้นทรงตั้งใจมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อที่ วัดกันมาตุยาราม มี พระมหาบุญรอด สุชีโว เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเลขาธิการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยที่วัดบวรนิเวศฯ แต่ก็ไม่เป็นตามตั้งใจ เพราะได้ทรงพบกับ พระจินดากรมุนี (ทองเจือ) ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ที่เห็นคุณสมบัติรักเรียนของสามเณรอัมพร จึงชักชวนมาอยู่ที่ วัดราชบพิธฯ โดยพาไปถวายไว้ใต้พระบารมีของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช จากนั้นได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ รับพระสมณฉายาว่า “อมฺพโร”

การได้มาจำพรรษาที่วัดราชบพิธฯ จึงเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า “สมเด็จขาว” ในเวลาต่อมา

พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เล่าว่า “ช่วงที่สมเด็จฯมาอยู่จำพรรษาที่วัดราชบพิธฯใหม่ๆนั้น ทรงมีผิวพรรณขาวสะอาด เพราะทรงมีเชื้อจีน และมีพระภิกษุอีกรูปรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ผิวค่อนข้างดำ ก็เลยเรียกหลวงพี่ขาว หลวงพี่ดำ ทั้ง 2 องค์ทำงานรับใช้สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เวลาญาติ โยมมาหามองไม่เห็นพระองค์ ก็ถามหาหลวงพี่ ขาวไปไหนจึงเป็น ที่มาของสมเด็จขาว ที่คนวงในรับรู้กัน”

การได้ทรงพบกับ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ถือเป็นจุดหักเหของชีวิต เนื่องเพราะ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ฝักใฝ่ด้านวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งยังเป็นพระสหายของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) แห่งวัด
บวรนิเวศฯ จึงชักชวน สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 หรือ พระมหาอัมพร ในเวลานั้นไปทรงบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกับพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสีหรือพระป่าสาย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อยู่ เสมอ โดย เฉพาะกับ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร ซึ่งทรงเคารพนับถือเป็นพระอาจารย์ ซึ่งพระอาจารย์ฝั้นก็ให้ความสนิทสนม

เวลาฉันภัตตาหาร พระอาจารย์ฝั้นรู้ว่า พระมหาอัมพร ไม่ทรงฉันปลาร้า เวลาคนมาถวาย พระอาจารย์ฝั้นก็จะบอกว่า “ผ่านมหาอัมพรไปเลยๆ” แล้วก็หัวเราะความสนิทสนมคุ้นเคยกับพระอาจารย์ฝั้นและพระภิกษุสายพระกรรมฐานของสมเด็จฯสืบมาตราบจนปัจจุบัน แม้พระอาจารย์ฝั้นจะมรณ-ภาพไปแล้ว แต่สมเด็จพระสังฆราชก็ยังเสด็จไปทรงร่วมในศาสนกิจต่างๆที่จัดขึ้นในหมู่พระกรรมฐานอยู่เนืองๆ พร้อมทั้งทรงรับเป็น ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ด้วย

ทั้งพระองค์จะเดินจงกรมรอบพระอุโบสถช่วงเช้ามืดทุกวันไม่เคยว่างเว้น ตามแบบของพระกรรมฐาน

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราช ทรงไม่ทิ้งด้านคันถธุระหรือการศึกษา ทรงจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ถือเป็น สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทรงสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ ทั้งยังเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรกของประเทศไทย ที่ก่อนออกไปปฏิบัติศาสนกิจต่างประเทศ ต้องไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับ หลวงพ่อพุทธทาส แห่งสวนโมกข์

หลังจากจบ พระองค์ทรงไปบุกเบิกกิจการพระธรรมทูตในเครือรัฐออสเตรเลีย ทรงเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ณ วัดพุทธรังษีสแตนมอร์ อันเป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะทรง ดำรงพระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา ณ วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรง บำเพ็ญพระราชกุศลและทรงสนทนาธรรม ณ วัดพุทธ-รังษีสแตนมอร์อยู่เป็นประจำ เป็นปฐมเหตุให้ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชมานับตั้งแต่ยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระปริยัติกวี

ในฐานะนักเผยแผ่ทรงมีความสามารถ เพราะ ทรงสนทนาได้ถึง 7 ภาษา คือ อังกฤษ จีน ฮินดี เขมร พม่า ลาวและไทย ทำให้การเผยแผ่ธรรมของพระองค์เป็นไปอย่างกว้างขวาง ไม่มีอุปสรรคข้อจำกัดด้านการสื่อสารใดๆ

ตลอดเส้นทางในพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) วัดราชบพิธฯ ทรงครองเนกขัมมปฏิปทาพรหมจริยาภิรัตอย่างบริบูรณ์ปราศจากข้อสงสัยเคลือบแคลง พระองค์มีพระอุปนิสัยเรียบร้อยอ่อนโยน สมถะ สันโดษ เรียบง่าย มักน้อย ไม่ทรงหลงใหลในยศและลาภสักการะ ไม่โปรดลักษณะหรูหราฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่สะสม

สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีจริยาการสดใสเบิกบาน โปรดมีพระปฏิสันถารโอภาปราศรัยกับผู้คนทั่วไปทุกชั้นทุกวัย ไม่มีพระอาการปั้นปึ่งไว้พระยศ ไม่วางพระรัศมีข่มผู้ใดด้วยความมานะถือพระองค์

นี่คือสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20

ทีฆายุโก โหตุ วีสติมสงฺฆราชา ขอพระองค์ทรงเจริญพระชนม์สุขยั่งยืนนาน.

ทีมข่าวศาสนา

เส้นทางธรรม สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธฯ นามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดวันที่ 26 มิ.ย.2470 ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ร.ร.เทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 อ.เมือง จ.ลพบุรี จนจบชั้น ป.4 ต่อมา ปี 2480 บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร อ.เมือง จ.ราชบุรี และไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ต่อมา ปี 2490 ย้ายมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2491 ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธฯ หลังจากที่อุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธฯจนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค และเข้า ศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จนจบการศึกษาศาสนศาสตรบัณฑิตในปี 2500 และเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทที่ ม.พาราณสี ประเทศอินเดีย จนจบการศึกษา

ปี 2516 ได้รับมอบหมายให้เป็น หัวหน้าพระธรรมทูตชุดแรกๆที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และ หลังจากสมเด็จพระพุทธปาพจนบดีมรณภาพ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2552 สมเด็จพระสังฆราช ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ และทรงดำรงตำแหน่งสำคัญทางคณะสงฆ์มากมาย อาทิ นายกสภา มมร. รองประธานกรรมการที่ปรึกษาสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นต้น

ลำดับสมณศักดิ์ ปี 2514 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระปริยัติกวี ปี 2524 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชสารสุธี ปี 2533 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพเมธาภรณ์ ปี 2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมเมธาภรณ์ ปี 2543 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏที่ พระสาสนโสภณ และปี 2552 ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราชทินนามที่ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2560.