"สถิตย์"ถอดโมเดล สปท. ยุทธศาสตร์..เศรษฐกิจลดความเหลื่ยมล้ำ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

"สถิตย์"ถอดโมเดล สปท. ยุทธศาสตร์..เศรษฐกิจลดความเหลื่ยมล้ำ

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีความเจริญก้าวหน้าในมิติต่างๆ อย่างต่อเนื่องประสบความสำเร็จในการเพิ่มระดับรายได้ของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

แต่ในเวลาเดียวกัน การขยายตัวของเศรษฐกิจได้สร้างและสั่งสมปัญหาต่างๆเอาไว้อย่างมากมายจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเริ่มทำให้ประเทศสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ขาดสมดุลทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ระหว่างการพัฒนา “เมือง” และ “ชนบท” ระหว่าง “คนรวย” และ “คนจน” และประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งยังเผชิญข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน-การคลังในการบริหารจัดการกับปัญหา

เหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อวางรากฐานสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ 1 ใน 11 คณะกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ แผนขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจได้ดำเนินการเสร็จสิ้น ผ่านการอนุมัติจาก สปท.ชุดใหญ่แล้ว

“ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่า มีข้อเสนอแนะและแผนการปฏิรูปที่น่าสนใจมากมาย จึงถือโอกาสนี้เชิญ “นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มาถ่ายทอดแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน ดังนี้ :

*********

ชู “โมเดล” ลดความเหลื่อมล้ำ

“สถิตย์” เริ่มบทสนทนากับเราว่า ทันทีที่ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้รับหน้าที่ “ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ” พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ อาทิ นายมนู เลียวไพโรจน์ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล พลเอกวิชิต ยาทิพย์ นายสมชัย ฤชุพันธุ์ และนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ฯลฯ

คณะกรรมาธิการฯได้ร่วมกันวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศใน 4 ด้านหลัก โดยยุทธศาสตร์แรกคือการก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ยุทธศาสตร์ที่ 2 การลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างความยั่งยืนทางการคลังและการเงิน

เราเลือกที่จะ “โฟกัส” เฉพาะยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการฯกล่าวว่า ที่ผ่านมานั้น ประเทศมุ่งพัฒนาแบบ “บนลงล่าง” และจาก “เมืองสู่ชนบท” โดยหวังว่าประโยชน์จากความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศจะส่งผ่านลงไปยังภาคส่วนต่างๆ

แต่การพัฒนาตามแนวทางดังกล่าว กลับนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ขนาดของช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท คนรวยและคนจน ไม่ได้ลดลงอย่างที่คาดหวัง การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายความมั่งคั่งไปในสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศ เกิดปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” ทำให้ชนบทของไทยอ่อนแอ จนเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ!

เหตุนี้จึงจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อทำให้โอกาสของประชาชนในทางเศรษฐกิจมีความเสมอภาค หรือการทำให้เกิด “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ขึ้น เพราะตราบใดที่ประชาชนยังมีความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจอยู่มากจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ

“ที่ผ่านมา ปัญหาชนวนความขัดแย้งในสังคมและความขัดแย้งทางการเมืองก็มีสาเหตุมาจากการขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจนั่นเอง ดังนั้น จึงต้องทำให้เศรษฐกิจที่เติบโต มีการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะบริการทางการเงิน ที่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพได้”

ผุดสถาบันการเงินชุมชน

“คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจฯ จึงเสนอให้ตรา “พ.ร.บ.สถาบันการเงินชุมชน” เป็น 1 ในภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้มีกลไกในการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากในระยะยาว ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับฐานรากให้ได้รับบริการทางการเงินที่ดีขึ้น มีแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ”

โดยสถาบันการเงินชุมชนนี้ จะทำหน้าที่ให้บริการด้านการเงินขั้นพื้นฐานแก่สมาชิก เช่น การรับฝากเงิน ให้สินเชื่อ เช่าซื้อ รับชำระเงิน โอนเงิน การประกันภัยรายย่อย การค้ำประกัน การรับจำนำและจำนอง เป็นต้น

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินชุมชนนั้น กำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบสถาบันการเงินชุมชน ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ และมีผู้แทนสถาบันการเงินชุมชนร่วมเป็นกรรมการ

มีหน้าที่จัดทำ “แผนแม่บทพัฒนาสถาบันการเงินชุมชน” เสนอคณะรัฐมนตรี โดยแผนแม่บทต้องประกอบด้วย การส่งเสริมและพัฒนาระบบสถาบันการเงินชุมชน การประเมินความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงินชุมชน และการคุ้มครองประชาชนในระบบสถาบันการเงินชุมชน

คณะกรรมการฯยังมีหน้าที่ในการออกระเบียบ วิธีการในการดำเนินงานของสถาบันการเงินชุมชน กำหนดกรอบอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ และผลตอบแทนที่สถาบันการเงินชุมชนอาจคิดกับสมาชิก รวมทั้งยังกำหนดให้มีโครงข่ายสถาบันการเงินชุมชนที่ประกอบด้วย ธนาคารผู้ประสานงาน ซึ่งกำหนดให้เป็นธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. รวมทั้งกำหนดให้มี “กองทุนพัฒนาสถาบันการเงินชุมชน” มีหน้าที่ส่งเสริมระบบสถาบันการเงินชุมชนให้ครอบคลุมถึงพื้นที่ต่างๆ อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ปัดฝุ่นจัดตั้งธนาคารที่ดิน

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯยังเสนอให้มีกฎหมายจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่เป็นกลไกกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม สนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ยากจนมีที่ดินทำกิน รวมถึงสนับสนุนการบริหารจัดการที่ดินร่วมกันของชุมชน เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม

“ความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ปัจจุบันเกษตรกรผู้ยากจนจำนวนมาก ไร้ที่ดินทำกินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ เพราะที่ดินตกไปเป็นของกลุ่มทุน ก่อเกิดปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขณะที่เกษตรกรก็ประสบปัญหาการเช่าที่ดินที่ไม่เป็นธรรม บางส่วนต้องอพยพไปหางานทำในเมืองกลายเป็นคนจนในชุมชนเมือง เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมตามมาอีก”

ธนาคารที่ดินจะทำหน้าที่ให้กู้ยืมเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้ยากจนหรือชุมชน เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่หลุดจำนอง ไถ่ถอนที่ดินขายฝากเพื่อให้ผู้กู้ซื้อที่ดินกลับมาเป็นของตัวเอง และทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดินที่ผู้มีกรรมสิทธิ์มอบหมายให้ดำเนินการเพื่อให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้ยากจนหรือชุมชน เช่าทำประโยชน์ รวมทั้งจัดซื้อที่ดินของเอกชนที่มีสภาพเหมาะแก่การทำเกษตรกรรมเพื่อนำมาให้เกษตรกร ซื้อหรือเช่าซื้อ

“สถิตย์” ย้ำด้วยว่า การดูแลภาคเกษตรนั้น นอกจากเรื่องที่ดินทำกินแล้ว ยังต้องมีการปฏิรูปด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การดูแลเกษตรกรเรื่องประกันภัยพืชผลและได้รับความเป็นธรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา การส่งเสริมทำการเกษตรสมัยใหม่ (Modern Farming) การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เป็นต้น

หนุนเศรษฐกิจ–ธุรกิจเพื่อสังคม

อีกเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำก็คือ การสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม Social Economy ส่งเสริมกิจการหรือธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองจากการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ หรือเงินบริจาค ซึ่งจะทำให้ธุรกิจและสังคมมีการพัฒนาและเติบโตควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน

ผลสำรวจวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สังคมไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพสูงที่จะทำให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีคุณภาพและปริมาณได้ โดยพบว่า ภาคประชาสังคม และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีสัดส่วนเงินออมมากกว่า 70,000 ล้านบาท และมียอดรายรับกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นเงินบริจาค ขณะที่ภาครัฐมีโครงสร้างและนโยบายที่สนับสนุนอยู่แล้ว เช่น กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่ปัจจุบันมีงบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มสนใจการทำกิจการเพื่อสังคม และมีงบประมาณในการทำ CSR ปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯจึงเสนอให้จัดทำ “ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม” โดยให้มีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เป็นกลไกขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม

“คำจำกัดความของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” นั้น ต้องเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ไม่ใช่สร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของ โดยมีลักษณะพิเศษ 4 ข้อคือ กำหนดวัตถุประสงค์ทางสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ มีศักยภาพที่จะมีความยั่งยืนทางการเงินได้ด้วยตนเอง มีกระบวนการผลิต ดำเนินกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม สุขภาวะและสิ่งแวดล้อม และผลกำไรส่วนใหญ่ถูกนำกลับไปลงทุนขยายผลเพื่อบรรลุเป้าหมาย คืนผลประโยชน์ให้แก่สังคมหรือผู้ใช้บริการ!!”

“สถิตย์” ระบุด้วยว่า ในกฎหมายได้กำหนดสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคม เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนในการประกอบกิจการในระยะเริ่มแรก การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นพิเศษ หรืออาจได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล สิทธิกู้ยืมเงินจากธนาคารซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนโดยตรงหรือลงทุนผ่านกองทุนรวมในหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐและภาคเอกชนโดยให้สิทธินิติบุคคล ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคม สามารถหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีในอัตราเป็นพิเศษอีกด้วย!

สร้างสังคมแห่งความยั่งยืน

“สถิตย์” ยังฉายภาพรวมผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากการส่งเสริมให้เกิด “วิสาหกิจเพื่อสังคม” คือการยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้เข้ามาสู่รูปแบบกลไกการแก้ปัญหาสังคมใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมทางสังคม

มีการเติบโตของวิสาหกิจเพื่อสังคมจำนวน 2,000 กิจการ ภายในเวลา 10 ปี ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์ที่เป็นกลุ่มขาดโอกาส 200,000 คน และมีสัดส่วนการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ (Economic contribution) ที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาสังคมร้อยละ 5 หรือมีมูลค่ามากกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี ภายในเวลา 10 ปี

เกิดระบบตลาดการลงทุนทางสังคม ที่ช่วยในการหมุนรอบของเงินทางสังคมในส่วนของงบฯโครงการเพื่อสังคมจากภาคเอกชน (CSR budget) กว่า 10,000 ล้าบาทต่อปี และเงินบริจาคเพื่อการกุศลของประชาชนกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและหมุนเวียนได้หลายรอบมากขึ้น!!

“สถิตย์” ยังได้ถอดบทเรียนเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคม (Social business) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะของศาสตราจารย์ ดร. ยูนูส ต้นกำเนิด “กลามีนแบงก์” ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ในรูปธนาคารชุมชนหรือธนาคารคนจน ที่สามารถช่วยเหลือคนยากจนได้มากกว่าสิบล้านคนตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค หรือการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดหรือต้นกำเนิดของกิจการเพื่อสังคมที่เผยแพร่ไปทั่วโลก

ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักร มีเครือข่ายกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 70,000 แห่ง ทำให้เกิดการจ้างกว่า 1 ล้านอัตรา โดยเกือบครึ่งเป็นการว่าจ้างกลุ่มคนด้อยโอกาสที่ไม่เคยถูกจ้างงานมาก่อน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 5 ของจีดีพี

ผลสำเร็จดังกล่าวทำให้มีการผลักดันจนเกิดนโยบายและกฎหมายจำนวนมากเพื่อมาสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องของการจัดตั้งธนาคารเพื่อปล่อยกู้ให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคม ด้วยเงินทุนกว่า 30,000 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ Big Society Capital การออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่คำนึงถึงคุณค่าทางสังคม (Public Services Act) การออกระเบียบลดภาษีมากถึงร้อยละ 30 ให้กับนักลงทุนที่ลงทุนกับวิสาหกิจเพื่อสังคม

จากสหราชอาณาจักรข้ามมายังเกาหลีใต้ที่มีกิจการเพื่อสังคมกว่า 3,000 แห่ง มีกฎหมายสนับสนุนรองรับจนกลายเป็นต้นแบบที่หลายประเทศในภูมิภาคนี้กำลังถอดแบบเดินตาม รวมทั้งประเทศไทย ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ หวังจะให้เป็น “โมเดล” สำหรับประเทศไทยเรา!!!

ทีมเศรษฐกิจ


advertisement