บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แนะถกปรองดอง ‘หมอประเวศ’บอก จัดสุนทรียสนทนาฟังฝ่ายตรงกันข้าม

ป.ย.ป.เขย่าขวดจัดระเบียบความสำคัญเรื่องปฏิรูป ยกระดับ-แยกวาระ คิกออฟเป็นทางการ 3 มี.ค. “สุรชัย” วอนอย่าเพิ่งตั้งแง่ทหารเต็ม ป.ย.ป. มั่นใจผลสรุปปรองดองไม่ถูกยัดใส่ลิ้นชักเหมือนอดีต พร้อมจี้สำนึกทุกฝ่ายทำตามข้อตกลง เริ่มแล้วรับฟังความเห็นระดับพื้นที่ ศปป.คุยกำนัน-ผญบ. “ประเวศ” แนะอย่าเชิญคู่ขัดแย้งมาขุดคุ้ยเขี่ยแผลวันวาน แต่ต้องมองไปถึงอนาคตข้างหน้า เตือน คสช.อย่าลงมาลุยเอง ให้เป็นคนกลางประสานผู้ชำนาญมาจัดการ ด้าน พท.ชี้เชิญคู่ขัดแย้งมาทิ่มหมัดฝ่ายเดียวไม่สำเร็จแน่ ปชป.ชี้ต้องหาบริบทที่เหมาะกับสังคมไทย คิดจะเอาแต่ได้ปรองดองไม่มีวันเกิด “วิษณุ” แจงขั้นตอนเดินหน้ายึดทรัพย์ “บุญทรง” พาณิชย์ยื่นกรมบังคับคดีตั้งเรื่องริบทรัพย์ รมช.คลังมั่นใจ ก.ม.สรรพสามิตใหม่ป้องทุจริตชะงัด

ขณะที่ ป.ป.ช.สอบพบบริษัทลูกชาย “บิ๊กติ๊ก” ส่อขาดคุณสมบัติรับงานกองทัพภาค 3 ยังคงเป็นภารกิจหลักสำคัญที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา สำหรับการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ และสร้างความสามัคคีปรองดอง ล่าสุดปรากฏชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ นักวิชาการชื่อดังมาร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะทำงานต่างๆ ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น และปรากฏความคืบหน้าในการดำเนินการเป็นระยะนั้น

ป.ย.ป.ปรับแต่งยกระดับเรื่องปฏิรูป

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวว่า จากกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้กลั่นกรองเรื่องการปฏิรูปเหลือ 27 วาระเร่งด่วน ล่าสุด เมื่อวันที่ 10ก.พ. ตนได้หารือร่วมกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคาตะ ประธาน สปท. ผลยังคงอยู่ที่ 27 วาระปฏิรูปเร่งด่วนปี 60 แต่ได้จัดลำดับเรื่องสำคัญใหม่ อย่างเรื่องของการปฏิรูปคนที่ว่าด้วยเรื่องผู้สูงอายุ จากเดิม สปท.มองเป็นเรื่องของท้องถิ่น ควรยกระดับขึ้นมาเป็นเรื่องระดับประเทศ รวมถึงเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องโลจิสติกส์ รวมถึงเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เป็นการปรับให้สมเนื้อสมเนื้อ บางเรื่องควรยกระดับหรือบางเรื่องควรแยกเป็นสองวาระไม่ควรนำไปรวมกัน

คิกออฟเคาะวาระปฏิรูป 3 มี.ค.

นายสุวิทย์กล่าวว่า จะให้ทีมงานไปดูว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ตรงหรือต่างกับงานปฏิรูปของรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ในคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป (กขป.) และแต่ละเรื่องไปถึงไหนแล้ว ทาง สปท.และรองนายกฯ จะนำไปพิจารณาร่วมกัน แบ่งออกเป็น 6 วงเล็ก และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ตนจะนำผลที่ได้เข้าหารือกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำการบ้านสรุปนำเข้าสู่การคิกออฟครั้งแรกของคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ในวันที่ 3 มี.ค. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ในวันนั้นจะเป็นวาระการปฏิรูป อาจจะมีมากหรือน้อยกว่า 27 วาระเร่งด่วน

วอนอย่าตั้งแง่ทหารเต็ม ป.ย.ป.

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำงานของ สนช.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ป.ย.ป.ว่า ในการประชุมวิป 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. สปท.และ ครม. วันที่ 15 ก.พ. อาจจะมีการยุบวิป 3 ฝ่าย เพื่อปรับเป็นคณะกรรมการ 4 คณะคือ คณะกรรมการบริหารแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ คณะเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะสามัคคีปรองดอง มาบูรณาการทำงานร่วมกัน เชื่อว่าสัญญาณการปฏิรูปครั้งนี้เป็นไปในทางที่ดี เพียงแต่ที่ผ่านมาภาคสังคมอาจรู้สึกว่าการปฏิรูปประเทศขับเคลื่อนช้า เสียงสะท้อนเหล่านี้ไปถึง คสช.และนายกฯ จึงปรับปรุงการทำงานให้กระชับและเชื่อมกันได้เร็วขึ้น เพื่อลดขั้นตอนทางราชการให้น้อยลง เมื่อถามว่า ป.ย.ป.เต็มไปด้วยทหาร อาจทำให้เกิดความหวาดระแวงต่อการปรองดอง นายสุรชัยตอบว่า ป.ย.ป.พยายามเชิญบุคคลจากภายนอกมาร่วมทำงานมากขึ้น ทั้งภาคเอกชนและภาคอื่นๆ อย่าเพิ่งไปตั้งข้อรังเกียจว่ามาจากทหาร อย่าเพิ่งไปตั้งข้อรังเกียจเป็นทหารหรือพลเรือน

จี้สำนึกทำตามสัญญาประชาคม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลสรุปจากการสร้างความปรองดองครั้งนี้ จะไม่ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก นายสุรชัยตอบว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น ครั้งนี้มีความพยายามแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทุกด้านไปพร้อมกัน เป็นการทำงานเชิงบูรณาการ ไม่ได้จับต้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนในอดีต นอกจาก ป.ย.ป.แล้ว ความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยการเสนอแนะดีกว่าตำหนิติเตียน โดยไม่บอกว่าควรจะทำอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลว่าแม้จะเชิญฝ่ายต่างๆ มาลงนามสัญญาประชาคมสร้างความปรองดอง แต่ไม่มีการผูกมัดให้ต้องทำตาม จะทำให้การสร้างความปรองดองไม่สำเร็จ นายสุรชัยตอบว่า ถ้าตกลงแล้วไม่ทำ ต้องไปถามตัวคู่กรณีว่าอยากเห็นบ้านเมืองสงบหรือไม่ ถ้าตกลงอะไรไว้อย่าลืมทำตามที่ตกลง ปัญหาบ้านเมืองจะได้จบ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศความขัดแย้งตอนนี้ดีขึ้นมาก ระยะเวลาได้เยียวยาผู้เกี่ยวข้องได้ระดับหนึ่ง เป็นเวลาเหมาะสมในการมาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน

ศปป.ลุยฟังความเห็นกำนัน–ผญบ.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 ก.พ. ที่เทศบาลตำบลหนองบัว จ.กาญจนบุรี ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกาญจนบุรี ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอเมือง กาญจนบุรี ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งสู่การปฏิรูปสังคม โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจำนวน 90 คนเข้าร่วมโครงการ โดย พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะ ผอ.ศปป.กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีเป้าหมายรับฟังความเห็นจากผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นข้าราชการที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ต้องการฟังเสียงสะท้อนว่าประชาชนต้องการการเมืองแบบไหน และผู้นำการเมืองอย่างไร ต้องสร้างบรรยากาศให้นำไปสู่การปรองดองให้ได้ เพราะไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งรอบใหม่ จนเป็นภาระลูกหลาน

น้อมนำบรมราโชวาทสงบ-ไร้ขัดแย้ง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมาถึงความสงบ สันติ ไร้ความขัดแย้ง ซึ่งเราต้องน้อมนำมาปฏิบัติด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ถือเป็นภารกิจแห่งชาติ ที่ต้องร่วมมือกันทุกคน คนไทยมีความสามารถ มีจิตใจที่ดี มีความกตัญญู เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักชาติ รักแผ่นดิน เชื่อได้ว่าความสามัคคีปรองดองจะเกิดขึ้นได้แน่นอน” พล.ท.ณัฐกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการสร้างความเข้มแข็งสู่การปฏิรูปสังคม จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศ คู่ขนานไปกับการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองของอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ในกรอบการทำงานของคณะกรรมการเตรียมการปรองดองสมานฉันท์ต่อไป

“ประเวศ” แนะอย่าคุ้ยอดีตบาดหมาง

นพ.ประเวศ วะสี นักวิชาการชื่อดัง กล่าวถึงสาเหตุไม่รับเป็นกรรมการปรองดองว่า ชราภาพแล้ว อายุมากถึง 86 ปี เชื่อว่าการให้ข้อเสนอแนะโดยไม่มีตำแหน่งจะทำได้รวดเร็วกว่า เห็นได้จากวันนี้ตนสามารถเสนอแนะแนวทางการเดินหน้าประเทศไทยผ่านสาธารณะได้โดยไม่ต้องรอตำแหน่ง ไม่ต้องรอประชุมคณะกรรมการ ในขณะที่รัฐบาลยังไม่เริ่มต้นประชุมกัน เชื่อว่ารัฐบาลไม่ฟังนักวิชาการ แต่จะรับฟังสาธารณะมากกว่า สิ่งที่เสนอไปคือรัฐบาลอย่าทำเรื่องปรองดองด้วยการเชิญนักการเมือง กลุ่มการเมืองมาพูดคุยปรับความเข้าใจเรื่องในอดีต เพราะจะไม่สำเร็จ และนำไปสู่การทะเลาะกันเหมือนเช่นทุกครั้ง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างพูดในจุดยืนของตนเอง แต่ควรจัดให้มีเวทีที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของประเทศไทย เพราะยังมีหลายเรื่องที่ต้องพัฒนาไปสู่นานาชาติ รวมถึงการจัดรายการสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นพ้องร่วมกัน โดยจะไม่ใช่เวทีดีเบตหรืออภิปราย วิธีนี้ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คสช.ต้องเป็นคนกลางอย่าทำเอง

เมื่อถามว่า การสร้างความปรองดองในวงล้อมทหาร จะสำเร็จได้หรือไม่ นพ.ประเวศกล่าวว่า รัฐบาลและ คสช.ไม่ควรลงมือทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ควรเป็นแค่ฝ่ายนโยบาย แล้วหาผู้ชำนาญมาดำเนินการ เขาคงห่วงว่าจะทะเลาะกันอีก ซึ่งถือเป็นเจตนาดี แต่การจะสำเร็จได้คือ อย่าพูดเรื่องความปรองดอง หรือเปิดให้พูดถึงเรื่องอดีต เพราะอดีตจะเป็นตัวดึงเราไม่ให้เคลื่อนไปหาอนาคต และควรมีบัญญัติ 10 ประการสร้างประชาธิปไตยอย่างบูรณาการ ซึ่งจะเป็นคาถาป้องกันรัฐประหารได้ อาทิ การทำให้พรรค การเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบัน การกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตนเองให้มากที่สุด การไม่ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพมีหน้าที่ระงับเหตุรุนแรงแต่ต้องไม่ทำรัฐประหาร

พท.ไม่มั่นใจแก้ขัดแย้งได้จริง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.พูดถึงเรื่องการปรองดอง และต้องการสอนให้เด็กไทยได้เข้าใจและเรียนรู้ถึงความเป็นประชาธิปไตยนั้น เข้าใจความปรารถนาดี แต่ พล.อ.ประยุทธ์ควรเข้าใจถึงมูลเหตุของความแตกแยกในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่าวิธีแก้ไขไม่ใช่เรื่องยาก แต่คณะกรรมการปรองดองที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กำลังจะแต่งตั้งและเชิญที่ปรึกษาจากภาคส่วนต่างๆเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันนั้น ดูเหมือนจะสร้างสรรค์และเป็นการมีส่วนร่วม แต่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามใหญ่ที่ทุกคนรอคอยคำตอบ โดยเฉพาะคนที่เข้าใจและรู้เหตุการณ์ดี และเคยอยู่ในฝ่ายปฏิบัติการในระหว่างการชุมนุมและเกิดความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมา แต่กลับไม่กล้าออกมายอมรับความจริงกันเสียที การดึงเอาคนกลางๆ อย่างนักธุรกิจ อาจารย์ นักวิชาการมาร่วมประชุมกันเป็นคณะทำงานชุดใหญ่และมานั่งแก้ปัญหา หาทางออกให้กับสังคมมันจะเป็นไปได้หรือ

ขับเคลื่อนฝ่ายเดียวปรองดองยาก

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นผู้ขับเคลื่อนตอนแรกเห็นว่าจะให้ทหารที่ฝ่ายประชาธิปไตยมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งมาขับเคลื่อนก็คิดว่าการปรองดองเดินหน้าได้ยากแล้ว แต่ตอนนี้ยังเอานายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายประชาธิปไตยมาเป็นที่ปรึกษาอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองอีก เมื่อคนที่จะขับเคลื่อนการปรองดองมีแต่คนที่มีส่วนได้เสียกับการยึดอำนาจ แต่ไม่มีฝ่ายประชาธิปไตยเลย อย่างนี้ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร อนุกรรมการบางคนเขาก็มีมุมมองของเขาฝ่ายเดียว ดังนั้นก็ควรเอาคู่ขัดแย้งทั้งหมดที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการด้วยจะดีกว่า หรือไม่เช่นนั้นก็นำผลการศึกษาที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายก่อนหน้านี้มาดำเนินการเสียเลย

ปชป.ได้รับเชิญวงปรองดอง 17 ก.พ.

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค พร้อมร่วมเข้าไปให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเวทีปรองดองให้เดินหน้าต่อไปได้ เราไม่มีประเด็นอะไรที่จะถกเถียงกับใคร การตั้งประเด็นปรองดองไว้ 10 หัวข้อ ไม่ถือว่ามีอะไรเสียหาย เชื่อว่าผู้จัดเวทีคงไม่บังคับให้ความเห็นในทุกประเด็น จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องมาจำกัดความเห็นเรา

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายกฯตั้งประเด็นถูกเวทีปรองดองไม่ใช่เวทีฟอกตัวของใคร ไม่ใช่เรื่องมาซูเอี๋ยกัน ต้องรู้ต้นตอปัญหาก่อน ต้องอดทนฟังแม้ต้องเจ็บปวด ห้ามคิดว่าการออกมาพูดปัญหาที่แท้จริงจะทำให้การปรองดองไม่สำเร็จ อย่าปิดบังแผลที่แท้จริงเอาไว้ ทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หนังสือเชิญเข้าร่วมเวทีปรองดองวันที่ 17 ก.พ.นี้ ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคจะตัดสินใจส่งใครไปร่วมบ้าง

ต้องหาบริบทที่เหมาะกับตัวเอง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.บอกการออกกฎหมาย บังคับใช้กติกาต้องอิงสากล แต่จะก้มหน้าใส่เสื้อโหลที่เขาตัดมาให้เบอร์เดียว แล้วให้ใส่กันทั่วโลกก็เป็นไปไม่ได้ว่า ถูกของนายกฯที่ทุกประเทศต่างกัน เราก็ต้องหาประชาธิปไตยที่เหมาะกับเราเอง วันนี้เห็นชัดไทยไม่เหมาะกับประชาธิปไตยตะวันตก แต่เหมาะกับประชาธิปไตยตะวันออก เพราะยังเจือด้วยระบบอุปถัมภ์ เจือด้วยระบบชนชั้น เราต้องวางหลักให้เหมาะกับตัวเอง ต้องจำบางเรื่อง ลืมบางเรื่อง หัวใจคือเรามักพูดถึงคนอื่นก่อน เช่น เรื่องทุจริตไปชี้หน้าคนอื่นก่อน แต่ความเป็นจริงเราอาจทุจริตมากกว่าก็ได้

คิดเอาแต่ได้ปรองดองไม่สำเร็จ

“เปรียบเหมือนการปรองดอง อาจมีคนถามว่า เสื้อแดง เพื่อไทย กปปส.จะเอาไงแน่ แต่กลับลืมถามตัวเอง ต้องเริ่มที่คุณจะยอมเสียอะไรบ้าง ประเทศไทยชอบคิดกลับหัวกลับหาง คิดแค่ตัวเองจะได้อะไร ฝ่ายหนึ่งบอกผมได้นิรโทษไหม แต่อีกฝ่ายค้านบอกคุณถูกลงโทษหรือยัง สุดท้ายไม่พูดกันเลย แบบนี้ไปไม่ได้ แต่ถ้าเริ่มต้นว่าไม่มีใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณอาจได้ 70 แต่อีก 30 คุณจะยอมเสียอะไรบ้างแบบนี้ไปต่อได้ ระบอบที่มีคนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คือระบอบเผด็จการ ฝากนายกฯว่า ต้องให้คนคิดเหมือนกันก่อนว่า ว่าจะยอมเสียค่อยมาเริ่มทำปรองดอง แต่นายกฯอาจไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่แนวของผมเป็นอย่างนี้” นายนิพิฏฐ์กล่าว

กปปส.แนะคุยทีละกลุ่มอย่าสุมหัว

นายถาวร เสนเนียม แกนนำกลุ่ม กปปส. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ย.ป.เชิญกลุ่มการเมืองคู่ขัดแย้ง และตัวแทนพรรคการเมืองเข้าให้ข้อมูลเพื่อความปรองดองว่า ยังไม่ทราบว่าได้รับหนังสือเชิญแล้วหรือยัง แต่หากเชิญมาก็ต้องมีการหารือในกลุ่มแกนนำก่อน ต้นเหตุสะสมปัญหาหนึ่งของบ้านเมืองคือ หน่วยงานตรวจสอบการทุจริต เช่น ป.ป.ช. เมื่อรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว ไม่กำหนดกรอบระยะเวลาในการทำงาน เมื่อคดีไม่คืบหน้า คนโกงได้ใจก็ทำซ้ำเพิ่มความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง และไม่เคยได้คนทำผิดตัวใหญ่ๆ เลย ตนขอเสนอวิธีการทำปรองดองหรือประนอมข้อพิพาทต่อ ป.ย.ป.ว่า ควรจะเชิญมาทีละพรรค ทีละกลุ่ม หรือทีละฝ่ายเพื่อให้ได้พูดความคับข้องในใจให้หมดเปลือก ก็จะรู้ความต้องการของแต่ละฝ่าย แต่ละพรรค จากนั้นค่อยมาปรับจูนความต้องการให้เข้าหากัน แล้วค่อยนำไปสู่การปรองดองดีกว่าจะเชิญมาให้ชุลมุนกันในคราวเดียว เกิดข้อถกเถียงพิพาทหรือเกิดวิวาทะทางวาจา ที่สุดก็ไม่จบเรื่อง หากเชิญมาหลายฝ่ายก็แสดงว่าผู้จัดไม่มีความจริงใจในการทำปรองดองเพราะรู้ว่าจะเกิดข้อวิวาทะ และจะอ้างว่าบ้านเมืองยังแตกแยกเพื่อใช้เป็นข้ออ้างเพื่ออยู่ในอำนาจแก้ไขความแตกแยกต่อไป

“สุรชัย” แจง สนช.อยู่ยาวตาม รธน.ใหม่

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก (สวนสนประดิพัทธ์) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดโครงการสัมมนาสมาชิก สนช.ประจำปี 2559 โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทและหน้าที่ สนช.ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่” ว่า หลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศบังคับใช้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ สนช.ต้องศึกษาให้เข้าใจคือ มาตรา 263 ที่ระบุให้ สนช.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงวันเรียกประชุมรัฐสภาใหม่ หมายถึง สนช.ต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ ส.ส. ส.ว. หรือจนกว่าจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่ง สนช.จะทำหน้าที่จนถึงก่อนวันประชุมรัฐสภาใหม่ 1 วัน ภายใต้บทบาทรัฐธรรมนูญใหม่นั้น สนช.ยังเป็นเสาหลักประเทศทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การตั้งกระทู้ถาม การเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งต่างๆตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ยกเว้นเรื่องการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งที่รัฐธรรมนูญใหม่ไม่มี

ห่วง ม.77 ทำวุ่นปรับวิธีออก ก.ม.ใหม่

นายสุรชัยกล่าวว่า การพิจารณากฎหมายของ สนช.หลังรัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ จะมีกติกาใหม่เกิดขึ้นคือมาตรา 77 วรรคสอง ที่ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญใดมาก่อน ระบุว่ารัฐต้องพึงจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายให้รอบด้าน ทุกระบบ มาประกอบการตรากฎหมายด้วย ซึ่ง สนช. ต้องนำเรื่องเหล่านี้มาประกอบการพิจารณากฎหมายทุกขั้นตอน อีกทั้งเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายด้วย ทำให้เกิดคำถามตามมาคือใครจะเป็นผู้ประเมิน และแบบใดเรียกว่าพิจารณาให้รอบด้าน ทุกระบบ นี่คือโจทย์ใหม่ที่ สนช.ต้องทำให้ชัดเจน จะเกิดคำถามตามมามากมาย ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเห็นว่าร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่ขณะนี้ จะขอความร่วมมือจาก กมธ.ชุดต่างๆให้สะสางกฎหมายเก่าที่ค้างอยู่ให้เสร็จในเดือน มี.ค. เพื่อหลีกเลี่ยงผู้ไม่หวังดีจะมาบอกว่า การพิจารณากฎหมายของ สนช.ไม่สอดคล้องกับมาตรา 77

พะวง กรธ.ส่ง ก.ม.ลูกช้ากระทบ สนช.

นายสุรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้การที่ สนช.ถูกระบุให้ทำหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ซึ่ง 4 ใน 10 ฉบับ ต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้น และแต่ละฉบับมีขั้นตอนพิจารณาแค่ 60 วัน ซึ่งรวมเวลาขั้นตอนทางธุรการด้วย ดังนั้นหาก กรธ.ไม่ทยอยส่งให้ สนช.พิจารณาทีละฉบับ แต่ส่งให้ สนช.พิจารณาพร้อมๆกันหลายฉบับ จะส่งผลกระทบต่อเวลาพิจารณากฎหมายของ สนช.ได้ เพราะจะต้องพิจารณาวาระ 1 พร้อมๆกันหลายฉบับ แต่พอบ่นไปมากๆเข้า ก็หาว่าจะไปเลื่อนโรดแม็ปอีก ทั้งนี้ สนช.มีกฎหมายอยู่ในข่ายต้องพิจารณาขณะนี้ 100 กว่าฉบับ การพิจารณาจึงมีความตึงตัวมาก เพราะหลายฉบับเป็นกฎหมายตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ระบุระยะเวลาการแล้วเสร็จไว้แน่นอน ไม่มีสิทธิขอขยายเวลาได้

“วิษณุ” ชี้เดินหน้ายึดทรัพย์ “บุญทรง”

เมื่อเวลา 13.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการบังคับคดีเพื่ออายัดทรัพย์นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก หลังศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องที่นายบุญทรงและพวก ยื่นขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งของกระทรวงพาณิชย์ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีว่า ขั้นตอนต่อไปทางกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกให้กรมบังคับคดีไปพิจารณาตรวจสอบว่าทรัพย์สินเก็บอยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งบ้าน ที่ดิน เพื่อทำการยึดทรัพย์ ที่ผ่านมาทั้งกระทรวงพาณิชย์และกรมบังคับคดีเขาประสานงานกันอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ระหว่างนี้นายบุญทรงและพวก สามารถยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เขาอาจจะทำได้ไม่ได้ว่าอะไร แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้คือกระทรวงพาณิชย์จะต้องติดตามมาให้ได้ แม้ว่าจะหลบหลีกไปไว้ในต่างประเทศก็ตาม เขามีวิธีที่จะนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาได้ ตนไม่อยากพูดอะไรมาก มีเวลาตั้งหลายปี แม้ว่าจะไม่มีการกำหนดเวลาในการบังคับคดี แต่ยืนยันว่าไม่ยืดไม่เรื่อยเปื่อยแน่นอน แต่จะให้ยึดทรัพย์ภายใน 3 วันหรือ 7 วันคงเป็นไปไม่ได้ ที่ผ่านมาเขามีสายลับมารายงานอยู่ตลอด ก็ค่อยๆ ติดตามไป การบังคับคดีสามารถบังคับได้ตลอดไป

สั่งกรมบังคับคดีเดินเครื่อง 14 ก.พ.

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะยื่นเรื่องและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกรมบังคับคดี เพื่อขอให้ดำเนินการยึด และอายัดทรัพย์ ของบุคคลทั้ง 6 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทรวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัฐฐิติพงศ์ หรือ อัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึง พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากกรณีนี้รวม 20,000 ล้านบาท

“ล่าสุดกรมบังคับคดีได้ส่งแบบฟอร์มคำร้องการให้ยึดและอายัดทรัพย์มาให้กรมการค้าต่างประเทศกรอกแล้ว ซึ่งจะกรอกแบบฟอร์มเสร็จ และพร้อมส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้กรมบังคับคดีได้ภายในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนเหตุผลที่ดำเนินการล่าช้า เพราะแต่ละหน่วยงานไม่ได้มีประสบการณ์ดำเนินการในลักษณะนี้ และยังมีรายละเอียดการทำงานค่อนข้างมาก ไม่ใช่เป็นการดึงเรื่อง” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

“วรงค์” ได้ทีขี่แพะไล่จี้จัดการไวๆ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีที่จะดำเนินการจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นของศาลปกครองตามมา แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ก็ต้องควบคุมกำกับ ให้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว หลังจากล่าช้ามาในช่วงแรก ควรตรวจสอบด้วยว่าที่ผ่านมานายบุญทรงกับพวกมีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์หรือไม่ พร้อมกันนี้รัฐบาลควรชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงทรัพย์สินดังกล่าวของแต่ละราย เนื่องจากวงเงินมีปริมาณสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท และบอกความคืบหน้าการดำเนินการเป็นระยะ

มั่นใจร่าง ก.ม.สรรพสามิตป้องโกง

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวถึงการสอบสวนหลังจากมีรายงานจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาออกมาเปิดเผยมี 2 บริษัทสุราต่างชาติจ่ายสินบนให้กับข้าราชการและนักการเมืองไทยว่า หลังจากที่นายกฯสั่งการลงมา อธิบดีกรมสรรพสามิตได้เร่งตรวจสอบและสอบสวนเรื่องดังกล่าวอยู่ จะต้องใช้เวลาสักระยะ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะทำการแถลงข่าว ส่วนข้อสังเกตเรื่องอัตราพิกัดภาษีเพดานสูงสุดที่แนบท้ายร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯฉบับใหม่ ที่ให้จัดเก็บภาษีสุราน้อยกว่ากลุ่มอื่นถึง 3 เท่านั้น เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ได้รวบรวมกฎหมายเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต 7 ฉบับเข้าด้วยกันทั้งหมดเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อส่วนราชการ และผู้ปฏิบัติสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน อีกทั้งจะมีความเป็นธรรม ไม่เกิดความลักลั่น เช่น การจัดเก็บภาษีสุรา เพราะที่ผ่านมาคิดจากหน้าโรงงานและหน้าด่านศุลกากร โดยจัดเก็บภาษีให้ยึดที่ราคาแนะนำ หรือราคาขายปลีก หากกฎหมายใหม่บังคับใช้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะตกหล่นไปบ้าง รวมทั้งสามารถตรวจสอบและดำเนินการให้โปร่งใสเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตด้วย

บริษัทลูก “บิ๊กติ๊ก” ส่อขาดคุณสมบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงความคืบหน้าการแสวงหาข้อเท็จจริงการตรวจสอบ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ที่มีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นคู่สัญญาทำโครงการต่างๆกับกองทัพภาคที่ 3 และหน่วยงานรัฐหลายแห่ง วงเงินกว่า 155 ล้านบาทว่า คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปตรวจสอบที่ตั้ง หจก.คอนเทมโพรารีฯในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก ข้อมูลเบื้องต้นที่พบคือ หจก.คอนเทมโพรารีฯ อาจเข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติรับงานของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากไม่มีความชำนาญการก่อสร้าง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์อาจไม่เพียงพอต่อการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ หลังจากนี้คณะทำงานฯจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญากับ หจก.คอนเทมโพรารีฯเพื่อนำมาประกอบว่า เหตุใดจึงเปิดโอกาสให้ หจก.คอนเทมโพรารีฯ มาประมูลงานได้ ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น กรณีมีบุตรชายนายทหารระดับสูงเป็นคู่สัญญา ทำให้ได้เข้าไปรับงาน รวมถึงกรณีถูกร้องเรียนตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 นั้น ยังคงไม่ตัดทิ้ง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

มท.ติวเข้ม ผวจ.ทำแผนพัฒนาภาค

วันเดียวกัน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหาร อปท.ทุกจังหวัดว่า กรณีที่กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นผู้ประสานในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ระดับภาครวม 6 ภาคซึ่งกำหนดประชุมเชิงปฏิบัติการ 13-15 ก.พ. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์นั้น จึงมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการนำเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่ในการประชุมดังนี้ 1.ให้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในยุทธศาสตร์ที่ 9 ที่กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เป็นภาคมาศึกษาเป็นแนวทาง 2.ควรมีผลต่อการแก้ไขปัญหาหรือส่งผลให้พื้นที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในมิติต่างๆทั้งภาค ไม่ใช่ เฉพาะจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด 3.ให้นำโครงการแผนงาน หรือข้อเสนอของส่วนราชการ หรือข้อเสนอของภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาคมหรือประชารัฐหรือสถาบันการศึกษาที่มีข้อมูลหรือผลการศึกษาด้านต่างๆไว้แล้วประกอบการเสนอด้วย 4.กรณีที่ ผวจ.จะนำเสนอโครงการในพื้นที่จังหวัดเป็นการเฉพาะนั้น ต้องนำเสนอข้อมูลต่างๆตามแนวทางข้างต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มศักยภาพของภูมิภาคนั้นได้อย่างไรด้วย 5.อาจนำโครงการแผนงานปีงบประมาณ 60 ที่ได้เสนอผ่านจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณรองรับมานำเสนอได้ 6.สามารถมอบหมายให้หน่วยงานส่วนกลางหรือสำนักงานในระดับภาค เขตจังหวัด รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและ อปท.ในพื้นที่เป็นหน่วยดำเนินการได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหน่วยนั้น

“นายกฯ” พอใจเน็ตประชารัฐคืบหน้า

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พอใจความคืบหน้าโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ หลังจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เปิดการใช้งานนำร่อง “เน็ตประชารัฐ” ที่เป็นโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสื่อสัญญาณเคเบิลใยแก้วนำแสงอย่างเป็นทางการ ณ เทศบาลตำบลจุน อ.จุน จ.พะเยา เมื่อต้นเดือน ก.พ.รัฐบาลจะดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และยังไม่มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี ขณะนี้ กระทรวงดิจิทัลฯติดตั้งโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจำนวน 99 หมู่บ้านแรก ใน 13 จังหวัดทั่วทุกภาค พร้อมทั้งจัดจุดบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงอย่างหมู่บ้านละ 1 จุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้วันที่ 10 ก.พ. กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เปิดให้บริษัทเอกชนยื่นซองประกวดราคาอุปกรณ์เน็ตประชารัฐ และให้ลงนามในข้อตกลงคุณธรรมตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ จากนั้นจะลงนามสัญญาดำเนินการและทยอยติดตั้งโครงข่ายตั้งแต่เดือน พ.ค.60 จนครบ 24,700 หมู่บ้าน ตามเป้าหมายในเดือน ธ.ค.60

“ยิ่งลักษณ์” เดินสายทำบุญที่อ่างทอง

วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางไปยังวัดม่วง ต.หัวสะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เพื่อทำบุญในวันมาฆบูชา โดยมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย สมาชิกคนเสื้อแดง และประชาชนให้การต้อนรับจำนวนมาก พร้อมขอถ่ายรูปอย่างคึกคัก ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเข้ากราบพระครูสุภัทรเขตสุนทร เจ้าอาวาสวัดม่วง รับศีลรับพรประพรมน้ำมนต์ สักการะไหว้พระหลวงพ่อใหญ่ หรือพระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมขอพรด้วยการสัมผัสที่ปลายพระหัตถ์พระหลวงพ่อใหญ่ ตามความเชื่อว่าขอให้ท่านประทานพรให้เติบโต เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน จากนั้นคณะของอดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังวัดกลาง ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง เพื่อร่วมพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย และพระพุทธรูปปางเปิดโลก เพื่อประดิษฐานหน้าพระอุโบสถ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้นำแผ่นทอง เขียนชื่อใส่ลงในเบ้าหลอมด้วย หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมคณะเดินทางไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดไชโยวรวิหาร (วัดเกษไชโย) ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร