รักนิรันดร์ของปิรามุสกับธีสบี - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

รักนิรันดร์ของปิรามุสกับธีสบี

คู่รักทั้งสองต้องลอบคุยกันผ่านรูผนัง.

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เหมาะสำหรับเดือนแห่งความรักเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ใกล้ถึงวันแห่งความรัก คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนก็ต้องหาเรื่องราวของความรักมาเล่า คราวนี้เป็นเรื่องอันโศกซึ้งตรึงใจจากความรักอมตะของหนุ่มสุดหล่อปิรามุส (Pyramus) กับสาวน้อยแสนสวยธีสบี (Thisbe) ซึ่งแม้จะลงเอยด้วยความเศร้าในทำนองเดียวกับเรื่อง “โรเมโอ-จูเลียต” ซึ่งเชกสเปียร์ประพันธ์ขึ้นทีหลังตั้งหลายพันปี

เรื่องรักนิรันดร์ของหนุ่มสาวคู่นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตำนานผลมัลเบอร์รี่” ก็ได้นะคะ เพราะว่าในอดีตกาลนั้น ต้นมัลเบอร์รี่มีผลเป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวสีแห่งหยาดหิมะ แต่เพราะความรักของสองหนุ่มสาวนี่เชียว ผลมัลเบอร์รี่จึงเปลี่ยนเป็นสีแดงแก่ก่ำประดุจสีเลือดข้นไปนิรันดร...สาเหตุน่ะหรือคะ กำลังจะเล่าอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว

ปิรามุสกับธีสบีไม่ใช่ชาวกรีกนะคะ แต่เป็นชาวตะวันออก คือชาวเมืองบาบิโลนในรัชสมัยของพระนางเซมิรามีสผู้เฉิดเฉลา และตำนานเรื่องนี้ก็มีจินตกวีโอวิด (Ovid) คนเดียวเท่านั้นที่รจนาไว้ กล่าวถึงคู่รักทั้งสอง ซึ่งมีบ้านติดกัน ใช้กำแพงแนวเดียวกันเป็นรั้วกั้นสองบ้าน หนุ่มสาวจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกัน และหลงรักซึ่งกันและกันอย่างประทับจิตติดใจ

ทว่าความรักของคนทั้งสองมีอุปสรรคชิ้นเบ้อเริ่มเช่นเดียวกับเรื่องโรเมโอ-จูเลียตแหละค่ะ คือพ่อแม่ของสองบ้านนี่ไม่ถูกกัน จึงออกคำสั่งห้ามขาดมิให้ลูกของตัวไปรักลูกข้างบ้าน แต่จะทำยังไงได้ล่ะคะ หนุ่มสาวรักกันประทับใจเสียแล้วนี่ มิไยที่พ่อแม่จะห้ามไม่ยอมให้พ้นบ้านออกไปพบเจอกันได้ แต่ความรักย่อมมีหนทางของมันเสมอ ที่กำแพงกั้นสองบ้านน่ะมีรูโหว่เล็กๆอยู่รูหนึ่ง ซึ่งคนอื่นไม่สังเกตเห็น แต่ปิรามุสกับธีสบีเห็นเข้าจนได้ จึงอาศัยช่องโหว่เล็กๆนี่ล่ะค่ะ เป็นสถานที่พบปะพูดจาถ่ายเทความรักให้กันฟัง

ทุกวันในยามที่พ่อแม่เผลอ หนุ่มสาวทั้งสองจะรีบไปที่ช่องโหว่ตรงกำแพงนั้น กระซิบกระซาบรำพันรักซึ่งกันและกันด้วยภาษาอันหวานเจื้อย ฝากรอยจุมพิตให้กันไว้กับผนังศิลาแข็งทื่อ พอถึงเวลาค่ำอันได้เวลาที่พ่อแม่กลับบ้าน ต่างก็รีบผละจากช่องโหว่ที่กำแพง ไป... คู่รักทั้งสองปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยมานานจนกระทั่งสุดจะทานทนได้ไหวจึงตัด สินใจเด็ด ขาดที่จะกระทำการบางสิ่งบางอย่างที่จะหักหาญใจพ่อแม่ แต่พวกเขาก็ต้องทำเพื่อความรักแท้ในดวงใจ

ทั้งคู่นัดแนะที่จะหนีออกจากบ้านไปพบกันในสถานที่ซึ่งคนทั้งสองรู้จักดี คือบริเวณสุสานในป่าใกล้ลำธารและต้นมัลเบอร์รี่ใหญ่ ซึ่งในฤดูกาลนั้นกำลังออกผลเป็นสีขาวบริสุทธิ์ระย้าย้อยเต็ม ต้น เมื่อสัญญากันเป็นมั่นเหมาะแล้วว่ายังไงๆ จะต้องไปพบกันให้ได้ในคืนนั้น ทั้งปิรามุสและธีสบีก็เฝ้ารอเวลาตะวันลับฟ้าด้วยใจอันร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นรัตติกาลมาเยือน พ่อแม่ตลอดจนคนในบ้านหลับหมดแล้ว ธีสบีก็ย่องออกจากห้องนอนของเธอออกจากบ้าน รีบรุดไปยังจุดนัดพบคือที่ป่าช้าในป่าริมลำธาร ใต้ต้นมัลเบอร์รี่ใหญ่ต้นนั้น

ธีสบีไปถึงจุดนัดพบแล้วปิรามุสยังไม่มา นางเฝ้ารอด้วยความอดทนพระเอกก็ยังไม่มาเผยตัว แต่สิ่งที่เผยร่างออกมาจากเงามืดมาแทนนั่นสิ ทำให้สาวน้อยธีสบีแทบหัวใจวายตาย เพราะว่าเป็นนางสิงห์มหึมาตัวหนึ่ง ปากของมันแดงฉานไปด้วยเลือดสดๆ แสดงว่าเพิ่งกินเหยื่อมาสดๆร้อนๆ มันมุ่งหน้ามายังลำธารที่ธีสบียืนตัวแข็งอยู่เพื่อกินน้ำที่นั่น

อารามตกใจกลัว ธีสบีออกวิ่งหนีนางสิงห์ทันที เสื้อคลุมของนางหลุดจากร่างในขณะวิ่งหัวซุกหัวซุนหนีไป นางสิงห์เหลือบเห็นเสื้อคลุมกองอยู่บนพื้น มันก็ตรงเข้าดมๆได้กลิ่นมนุษย์ติดอยู่ก็ใช้เขี้ยวอันทรงพลังฉีกทึ้งผืนผ้าขาดวิ่น เลือดจากเหยื่อที่ติดปากมันพลอยเปื้อนเสื้อคลุมของธีสบีเลอะเทอะแดงฉาน แล้วนางสิงห์ตัวดุก็เดินกรายไปกินน้ำในลำธาร แล้วจึงย้อนเข้าไปในป่าลึก หายลับไปในความมืดตามเดิม

ข้างฝ่ายปิรามุสรีบรุดมา ยังจุดนัดพบด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าสาวคนรักจะรอนาน แต่เขาไม่เห็นแม้แต่เงาของธีสบี ไพล่ไปเห็นอย่างอื่นที่ทำให้ หัวใจแทบวายแทนคือเสื้อคลุมขาดวิ่นของนาง มีรอยเขี้ยวสัตว์ฉีกทึ้งไม่มีชิ้นดี แถมยังเปรอะด้วยเลือดที่เพิ่งแห้งหมาดๆด้วย ปิรามุสรู้สึกใจจะขาดเสียให้ได้เมื่อเดา ออกว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเห็นรอยตีนสิงโตย่ำเป็นเทือกบนพื้นเปียกผ่านจุดนั้นไปในป่า

“โธ่ ไม่น่าเลย ธีสบีที่รัก เพราะฉันมาช้าไปนิดเดียว เธอจึงพบจุดจบด้วยเขี้ยวเล็บสัตว์ร้ายอย่างนี้ ฉันเป็นต้นเหตุของความตายของเธอแท้ๆ ขาดเธอแล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง...”

คร่ำครวญแล้วปิรามุสก็ชักดาบออกจากหว่างเอวเสือกแทงเข้าที่สีข้างตนเองเต็มเหนี่ยวจนทะลุออกอีกข้างหนึ่ง หยาดเลือดสีแดงเข้มข้นของเขาสาดกระเซ็นไปต้องผลมัลเบอร์รี่ที่ต้นใกล้ๆกันนั้น ทำให้ผลสีขาวสะอาดกลายเป็นสีแดงก่ำไปในทันทีเพราะฉาบทาด้วยเลือดรักจากใจของชายหนุ่ม

ข้างฝ่ายธีสบีเมื่อหนีนางสิงห์ไปได้พักหนึ่งก็นึกได้ว่าป่านนี้ปิรามุสอาจมารอนางแล้ว ณ จุดนัดพบ จึงหักห้ามความกลัวสิงโต ย้อนกลับมาที่เดิม นางได้พบปิรามุสจริงดังคาด ทว่าพบในสภาพที่เขาเพิ่งสิ้นชีวิตไปหยกๆ เนื้อตัวยังอุ่น และหยาดเลือดที่สาดกระเซ็นก็ยังไม่ทันแห้งเลย!

ไม่ต้องบอกก็เดาได้นะคะว่าความเศร้าโศกของสาวน้อยจะสาหัสแค่ไหน เมื่อเธอเห็นเสื้อคลุมอันฉีกขาดของตัวเองอยู่ในมือปิรามุส และเห็นรอยตีนสิงโตอยู่ใกล้ๆด้วยก็เข้าใจสถานการณ์ทันทีว่าปิรามุสเข้าใจผิดคิดว่าเธอถูกสิงโตกินตายไปแล้ว เขาจึงฆ่าตัวเองตายตามไปด้วย เป็นการพลีชีพบูชารักอย่างกล้าหาญที่สุด ธีสบีจึงตัดสินใจในวินาทีนั้นเอง...

“เมื่อเธอกล้าพลีชีพเพื่อความรักได้ ฉันก็กล้าพลีเพื่อเธอเหมือนกัน” ธีสบีกล่าวกับศพของคนรักอย่างหนักแน่นแล้วดึงเอาดาบโชกเลือดของปิรามุสออกมาจ้วงแทงทรวงอกตนเองจนมิดด้าม เลือดสาดกระเซ็นขึ้นเปรอะพวงผลมัลเบอร์รี่สีขาวอีกด้านหนึ่งให้กลายเป็นสีแดงแก่ก่ำไปทันที แล้วร่างคู่รักทั้งสองก็ทอดนอนเคียงข้างกัน...เป็นการอยู่เคียงข้างเป็นครั้งแรกโดยไม่มีกำแพงบ้านมาขวางกลางระหว่างสองเขาและเธออีกต่อไป

เทพเจ้าที่ล่วงรู้เรื่องต่างก็สลดและเวทนา จึงบันดาลให้ผลมัลเบอร์รี่กลายเป็นสีแดงก่ำเหมือนสีโลหิตของคู่รักทั้งสองต่อไปเป็นนิรันดร์ เพื่อว่าใครที่ได้เห็นสีแดงของมัลเบอร์รี่จะได้นึกถึงความรักของปิรามุสกับธีสบีซึ่งหลั่งเลือดบูชารักจนเปลี่ยนสีผลไม้ไปได้ชั่วกาลนาน

เศร้านะคะ...แต่ก็เป็นเรื่องเศร้าที่น่าประทับใจทีเดียว และก็เช่นเดียวกับโรเมโอกับจูเลียตแหละค่ะ ที่พ่อแม่สองบ้านต่างก็รู้สึกถึงความผิดพลาดของตนเองที่เป็นเหตุให้ลูกชายหญิงในวัยแรกรุ่นต้องเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดายที่สุด จึงหันหน้าเข้าหากันและคืนดีกันในกาลต่อมา

เอ...บางทีเชกสเปียร์อาจได้เค้าโครงเรื่องโรเมโอ-จูเลียตอันลือลั่นมาจากตำนานของโอวิดเรื่องนี้ก็เป็นได้นะคะ.

โดย :วิญชา

ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน


advertisement