ปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าเกิดจากระบบการบริหารงาน ของ สปสช.ใช่หรือไม่ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าเกิดจากระบบการบริหารงาน ของ สปสช.ใช่หรือไม่

โดย หมอดื้อ

ศาสตราจารย์ อภิวัฒน์ มุทิรางกูร จะได้มาช่วยวิเคราะห์ระบบในตอนนี้ โดยได้มีการเตือนสังคมมาระยะหนึ่งว่า ปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาได้ทุกโรคมีความรุนแรง จนอาจจะทำให้เกิดการล่มสลายของระบบสาธารณสุขได้ ตั้งแต่การใช้งบประมาณสูงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนน่าจะสูงถึง 1 ใน 4 ของงบประมาณแผ่นดินในอีก 10 ปีข้างหน้า โรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนักจนหมดสภาพ ที่สำคัญที่สุดคุณภาพการรักษาไม่ดีเลย

ตามที่ทีดีอาร์ไอเคยวิจัยพบว่า อัตราการตายของบางกลุ่มโรคที่สำคัญสิทธิบัตรทองมีอัตราการตายสูงกว่าสิทธิข้าราชการถึงร้อยละ 70 ล่าสุดงานวิจัยของ นพ.กฤษณพงศ์ มโนธรรม พบว่า ในหนึ่งปีผู้ป่วยไตวายที่ใช้สิทธิบัตรทองจะตายมากถึงร้อยละ 36 ขณะที่ผู้ป่วยสิทธิอื่นจะเสียชีวิตเพราะไตวายเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น ผู้เขียนได้ทราบว่าในปีที่ผ่านมา สปสช.ก็พยายามปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น มีการจ่ายคืนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอนเตียงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า ปัญหาที่น่ากังวลต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข ล่าสุดพบว่าปัญหาโรงพยาบาลขาดแคลนขาดสภาพคล่องจนถึงขั้นไม่มีเงินซื้อยาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม

ผู้เขียนจึงพยายามศึกษาระบบการบริหารงานของ สปสช.เพื่อดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แก้ไขได้หรือไม่ และควรแก้ไขอย่างไร ผู้เขียนสรุประบบและแนวทางการบริหารที่น่าจะเป็นเหตุของปัญหาได้ 4 ข้อ ได้แก่

1.ใช้เงินควบคุมภารกิจทำให้เกิดการรักษาแบบใช้การเบิกเงินเป็นศูนย์กลาง (แทนที่จะเป็นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง)-ในการทำงานของโรงพยาบาล สปสช. จะจ่ายเงินในจำนวนชิ้นงาน และในแต่ละชิ้นงานจะมีราคากำหนด โดยโรงพยาบาลจะต้องรายงานว่าได้ทำถูกต้องตามที่กำหนดหรือไม่ ข้อดีคือ สปสช.สามารถควบคุมงบประมาณไม่ให้สูงเกินไปได้ และโรงพยาบาลจะทำงานหนักเพื่อให้ได้ชิ้นงานเพียงพอเพื่อได้เงินบำรุงจากการทำงานนั้นๆ ข้อเสียคือ แทนที่จะมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การรักษากลับถูกเบี่ยงเบนไปกับข้อกำหนดว่าจะสามารถเบิกเงินได้หรือไม่ เช่น ผู้ป่วยบางรายอยู่ไกลอาจจะไม่อยากมาโรงพยาบาลบ่อยนัก

แต่ สปสช.จะจ่ายเงินให้โรงพยาบาลเมื่อผู้ป่วยมาพบ ดังนั้นแทนที่จะจ่ายยาทีละ 2 เดือน แพทย์อาจจะจ่ายทีละ 1 เดือน เป็นต้น หรือบางโรคมียาให้เลือกได้ 2 ตัว แต่การที่ สปสช.กำหนดราคาไว้ทำให้เลือกใช้ได้เพียงตัวเดียว หากยาตัวนั้นไม่ได้ผลหรือมีอาการแพ้ก็จะทำให้หมดทางเลือกในการรักษาได้ หรือแทนที่จะตรวจประเมินผลการรักษาแต่โรงพยาบาลกลับต้องใช้ทรัพยากรบุคคลเพิ่มเพื่อตรวจสอบรายงานบันทึกขั้นตอนการรักษา ที่น่าเป็นห่วงคือระบบนี้จูงใจให้มีการรายงานความเจ็บป่วยเกินกว่าความเป็นจริง

2.บริหารแบบเหมือนกันหมด (One rule fits all.)-ทุกพื้นที่โรงพยาบาลจะได้เงินค่ารักษาผู้ป่วยนอกตามจำนวนประชากร สำหรับผู้ป่วยในแต่ละโรค สปสช.จะจ่ายในราคาเดียวกัน สปสช.เป็นผู้ซื้อยารายเดียว แต่ละโรคกำหนดวิธีรักษาโรควิธีเดียว ข้อดี ง่ายต่อการควบคุม ข้อเสียขาดความพอดีพอเพียงในการบริหาร ส่งผลต่อการสิ้นเปลืองทรัพยากรและผลการรักษา เช่น ในพื้นที่ที่จำนวนประชากรน้อยแต่มีคนป่วยจำนวนมาก เงินที่ได้จาก สปสช.สำหรับผู้ป่วยนอกก็จะไม่พอเพียง หรือการรักษาโรคที่ผู้ป่วยไม่เหมาะกับวิธีการรักษานั้นๆก็จะไม่ได้ผล พิการและอาจถึงตายได้ เช่น การรักษาผู้ป่วยไตวายด้วยการล้างไตทางช่องท้องวิธีเดียว ทั้งๆที่มีอีกวิธีคือการฟอกเลือด ผู้ป่วยไตวายที่ใช้สิทธิบัตรทองจึงมีอัตรา การเสียชีวิตสูง

3.สิ้นเปลืองกับการที่ สปสช.มีงบบริหารและค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์สูง เช่น จัดประชุม โฆษณา ให้เงิน NGO ทำกิจกรรมหรือทำวิจัย ให้ค่าตอบแทนผู้บริหารในงบประมาณที่สูง

4.มีการสร้างงานเกินหน้าที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หน้าที่ของ สปสช.คือการจ่ายค่ารักษาแทนประชาชน แต่ สปสช.กลับทำหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข เช่น สปสช.เป็นผู้ซื้อยาหรือเวชภัณฑ์ จ่ายเงินเดือนแพทย์ และกำหนดมาตรฐานและวิธีการรักษาโรค

ผู้เขียนทราบมาว่า สปสช. ก็พยายามปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหา เช่น ค่าชิ้นงานก็เปลี่ยนตามขนาดโรงพยาบาลได้ อย่างไรก็ดีปัญหาที่น่าเป็นห่วงทั้งหลาย ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมที่บ่งชี้ว่าบัตรทองจะมีอนาคตที่ดี ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะมาช่วยกันคิดหาทางออกว่าจะปรับแนวทางการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างไร จึงจะทำให้เกิดการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีคุณภาพ และระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน.

หมอดื้อ


advertisement