วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไปดู "ลอดลายมังกร" มิวสิคัลเชิดชูความดี

โดย ซูม

ห่างเหินละครเวทีประเภท “มิวสิคัล” ไปเสียนาน เพราะหลังจากดู “สี่แผ่นดิน” ทั้งชุดแรกและชุดที่กลับมาใหม่จบลงไปแล้ว ก็เกิดความรู้สึกอิ่มในอารมณ์จนไม่อยากดูเรื่องอะไรอีก

แต่พอได้ข่าวว่า “คุณบอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ จะนำนิยายโด่งดังจากปลายปากกาของ ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนระดับศิลปินแห่งชาติ ผู้ล่วงลับไปแล้ว เรื่อง “ลอดลายมังกร” มาสร้างเป็นละคร “มิวสิคัล” เตรียมขึ้นเวทีรัชดาลัยในช่วงเดือนตุลาคม 2559 ความรู้สึกหิวกระหายที่จะชมละครเวทีอีกครั้งก็เริ่มกลับมา

ทว่าได้เกิดเหตุสำคัญที่นำความเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวงแก่คนไทยขึ้น ทำให้ละครไม่ได้แสดงตามกำหนด ต้องเลื่อนออกมาประมาณเดือนพฤศจิกายน หรืออะไรปานนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หัวหน้าทีมซอกแซกยังไม่พร้อมที่จะไปนั่งดูชมความบันเทิงใดๆ

กอปรกับยังต้องช่วยเพื่อนพ้องน้องพี่ในไทยรัฐเตรียมจัดทำหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษ “100 วันถวายความอาลัยในหลวงภูมิพล” อยู่ด้วย ทำให้ต้องพลาดในการแสดงครั้งแรกไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ก็นับว่าโชคดีที่คุณบอยนำ “ลอดลายมังกร” กลับมาแสดงใหม่อีกครั้งตามคำเรียกร้อง

ซึ่งคราวนี้ หัวหน้าทีมซอกแซกไม่ยอมพลาด แว่บไปดูตั้งแต่รอบแรกของการแสดงใหม่ ที่ รัชดาลัยเธียเตอร์ พร้อมกับกลับออกมาด้วยความอิ่มเอมและชื่นชมโสมนัสอีกครั้ง

นึกไม่ถึงจริงๆว่าคุณบอยและทีมงานจะนำหนังสือที่มีความยาว มีรายละเอียดซับซ้อน และมีตัวละครมากมายอย่าง “ลอดลายมังกร” มาเป็นละคร ที่จะต้องแสดงให้จบเรื่องในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงได้อย่างเหลือเชื่อ

เป็นการ “ย่อความ” ที่ยอดเยี่ยม สามารถเก็บจุดเด่นของนวนิยายทั้งเรื่อง และจุดเด่นของตัวละครแต่ละตัวไว้ได้จนเกือบครบถ้วน

คงต้องปรบมือให้อย่างแรงแบบที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “บิ๊กแฮนด์” ให้กับคนเขียนบท พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์ ที่สมัยเด็กๆ คงจะเก่งวิชาย่อความอย่างแน่นอน

ท่านที่เคยอ่านบทประพันธ์ของ ประภัสสร เสวิกุล มาแล้วคงจะจำได้ดีว่า “ลอดลายมังกร” เป็นนวนิยายอิงเรื่องราวและตำนานของเจ้าสัว หรือนักธุรกิจชาวจีน ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบหนีทุกข์หนีร้อน จากแผ่นดินจีนมาประสบความสำเร็จในเมืองไทย

โดยมี อาเหลียง หนุ่มพเนจรดังกล่าวเป็นตัวเดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

ความสนุกของ “ลอดลายมังกร” อยู่ตรงที่ชีวิตของอาเหลียงนั้นคล้ายๆกับนักธุรกิจจีนที่เป็นเรื่องจริงในประเทศ ไทยหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นกรณีมีภรรยาทั้งคนจีนและคนไทย รวมทั้งมีเอ๊าะๆคนใหม่ที่ภรรยาดั้งเดิมช่วยจัดให้

ไปจนถึงกรณีที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปฮ่องกง ในยุคสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็คล้ายๆกับเจ้าสัวหลายๆคน ที่ทุกวันนี้บางท่านเสียชีวิตไปแล้ว บางท่านอาจยังมีชีวิตอยู่ แต่ธุรกิจของท่านเหล่านี้ยังคงเติบใหญ่อยู่ในประเทศไทย โดยมีลูกๆหลานๆดำเนินการแทน

จุดเด่นที่สุดของ “ลอดลายมังกร” เมื่อครั้งเป็นนวนิยายก็คือ การสอนให้รู้จักอดทนอดกลั้นและขยันหมั่นเพียร เช่นเดียวกับอาเหลียง

รวมทั้งปรัชญาที่อาเหลียงยึดถืออยู่ตลอดคือ ความดี ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ฯลฯ ในการดำเนินธุรกิจต่างๆ

แน่นอนอาเหลียงได้ใช้ความดีงามเหล่านี้ในการบริหารครอบครัวของเขาด้วย ส่งผลให้ครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น มีภรรยามีลูกยั้วเยี้ย และมีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้ง และมีดราม่าต่างๆ

ทั้งหนักและเบา แต่ในที่สุดก็จบลงได้ด้วยดี

เมื่อเมียทั้ง 3 พร้อมด้วยลูกหลานอีกกว่า 10 คน ที่มีเรื่องมีราวกันอยู่ตลอด หันมารักใคร่ปรองดองได้ในฉากสุดท้าย

นักแสดงทุกคนทั้งแสดงและร้องเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มตั้งแต่ ปรีติ บารมีอนันต์ ในบทอาเหลียง ต้นตระกูล สือพาณิชย์ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วว่าเขาคือตัวเดินเรื่อง จึงต้องรับบทหนักที่สุด แต่ปรีติก็รับไว้ได้โดยไม่มีที่ติเลย

สินจัย เปล่งพานิช ก็เช่นกันรับบท เหมยหลิง ภรรยาจากเมืองจีนของอาเหลียงที่มีทั้งโหดมันฮาและลูกอิจฉาครบถ้วน พลิกบทบาทจากแม่พลอยมาเป็นอาซิ้ม พูดจาสำเนียงจีนได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อเพราะเธอคือสินจัย

พิจิกา จิตตะปุตตะ รับบทเนียม ภรรยาไทยของอาเหลียง เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องยอมรับว่าหัวหน้าทีมซอกแซกไม่ค่อยรู้จักมากนัก แต่บทบาทและการแสดงที่สามารถรับมือกับปรีติ และสินจัยได้อย่างไม่มีอะไรเพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย คงต้องปรบมือให้แก่เธอด้วยความจริงใจ

ในส่วนของนักแสดงอื่นๆ ที่มารับบทลูกบ้าง หลานบ้างของอาเหลียง อย่าง แกงส้ม ธนทัต, อาร์ อาณัตพล, ปุยฝ้าย ณัฏฐพัชร, ปอ อรรณพ, กั้ง วรกร, สิงโต สหรัฐต์ และ ฯลฯ ก็คือว่าสอบผ่านแบบได้คะแนนเกรด A กันทุกคน มี A+ บ้าง A- บ้าง แต่ไม่น่าจะต่ำกว่า A ว่างั้นเถอะ

การแสดงจะยังเหลืออีก 5 รอบเท่านั้น นับจากรอบ 14.00 น. วันนี้ (อาทิตย์ที่ 12 ก.พ.) ไปแล้วก็จะข้ามไปมีวันศุกร์ที่ 17 ก.พ. เวลา 19.30 น. วันเสาร์ที่ 18 ก.พ. เวลา 14.00 น. กับ 19.30 น. และวันอาทิตย์ที่ 19 ก.พ. เวลา 14.00 น. ท่านที่สนใจใคร่ชมก็ลองสอบถามไปที่ ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ดูนะครับว่าบัตรหมดหรือยัง?

ทีมงานซอกแซกของปรบมือให้คุณบอยอีกครั้งสำหรับการตัดสินใจเลือกนวนิยายเรื่องนี้มาทำละคร เหตุเพราะยุคนี้เป็นยุคที่ความดีงามกำลังขาดแคลนและจิตใจของผู้คนดูจะเต็มไปด้วย ความโลภ และความคดโกงเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ

การหยิบยกนวนิยายที่ยืนยันว่าความดีย่อมชนะความชั่ว และความดีเท่านั้นที่จะทำให้บุคคลประสบความสำเร็จ ทำให้ครอบครัวเป็นสุข และสังคมเป็นสุข มาสร้างละครเช่นนี้อาจจะช่วยถ่วงดุลสังคมไทยที่กำลังมีแนวโน้มไปในทางเสื่อมถอยได้บ้างไม่มากก็น้อย.

“ซูม”