บริการข่าวไทยรัฐ

จับทางอำนาจพิเศษ "กระชับ" สามัคคีสร้างชาติ : บังคับปรองดอง เสี่ยงผลข้างเคียง

12 ก.พ.วันมหามงคลของพุทธศาสนิกชนชาวไทย

ตามหมายกำหนดการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินในพระราชพิธี ท่ามกลางสังฆมณฑล พร้อมด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัดต่างๆ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

ในการสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระนามสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สกลมหาสังฆปรินายก

ด้วยวัตรปฏิบัติอันเป็นที่เคารพเลื่อมใส สมถะ เรียบง่าย พระประวัติที่งดงามในเส้นทางธรรม ตลอดระยะเวลากว่า 80 พรรษาที่ครองสมณเพศ รองรับด้วยรัฐธรรมนูญ และราชประเพณี

จึงเหมาะสมยิ่งกับตำแหน่งประมุขฝ่ายสงฆ์ นำการเชิดชูพระพุทธศาสนาสืบไป

พุทธศาสนิกชนชาวไทย ขอถวายสักการะแด่ “สังฆราชา”

ในจังหวะของประเทศไทยในยุคเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง มีในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นหลักยึดในฐานะองค์พระประมุขในราชอาณาจักร ขณะที่ในทางพุทธจักร องค์พระสังฆราชคือศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจ

เป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศไทยนับจากนี้

เช่นเดียวกับอีกก้าวสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาล คสช.กำลังเร่งเครื่องปรับเปลี่ยนประเทศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ผู้นำการเปลี่ยนแปลง วางโมเดลยกเครื่องใหญ่หลายด้าน

ออกคำสั่งตามมาตรา 44 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

ล่าสุด ได้จัดคนลงโครงสร้าง ป.ย.ป. และคณะทำงาน 4 คณะ โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานคุมเองทุกคณะ และมอบหมายรองนายกฯคุมภาคปฏิบัติแต่ละกลุ่มงาน

ตีธงกำหนดระยะเวลา 3 เดือน ต้องเห็นน้ำเห็นเนื้อ

ล่าสุดไล่เรียงจากรายชื่อที่ตอบรับเข้าร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป. เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และขับเคลื่อนการทำงานใน 4 ชุดย่อย ป.ย.ป. จำนวน 40–50 คน ต้องถือว่าไม่ธรรมดา

นอกจากบิ๊กเนม อาทิ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธาน สปช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีฯ สถาบันพระปกเกล้า

นักคิดอาวุโส นักวิชาการ มือกฎหมาย นักสันติวิธี ที่เคยมีส่วนร่วมกับ คสช.มาแล้ว

ยังมีคนดังดีกรีเด่น อาทิ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด และอดีต ผอ.ดับเบิลยูทีโอ นายบัณฑูร ล่ำซำ นายชาติศิริ โสภณพนิช นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายกานต์ ตระกูลฮุน ฯลฯ

อดีตผู้บริหารองค์กรโลก ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ เจ้าสัวนายแบงก์ตบเท้า

เติมภาพให้ ป.ย.ป.ดูหรูหราเข้าไปอีก

ดีไม่ดี คณะกรรมการชุดฟูลทีม อาจใช้รองรับการใช้อำนาจการบริหารของรัฐบาล คสช.ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ระหว่างรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเข้าทำหน้าที่

แก้ปมมาตรา 44 คาบเกี่ยวทับซ้อน เงื่อนไขกฎกติกาใหม่

แต่ที่ถูกจับจ้องจากสังคมและขั้วฝ่ายต่างๆ คือคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อล้างวิกฤติความขัดแย้งแตกแยกที่ยังค้างคา ฟื้นฟูความสมานฉันท์ในบ้านเมือง

คุมสถานการณ์ให้นิ่ง ในห้วงเปลี่ยนผ่าน

จากโครงสร้างทีมปรองดองเบื้องต้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดคนทำงานที่ยังมีแค่บิ๊กท็อปบูต แต่เมื่อประกาศรายชื่อคณะกรรมการออกมาอย่างเป็นทางการ ดูเหมือน พล.อ.ประวิตรในฐานะรองประธาน “ทีมปรองดอง” จะให้น้ำหนัก รับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมจุดนี้

ถึงจะตรึงกำลังหลักอยู่ที่บิ๊กท็อปบูตในบทขายโชว์ในฐานะ “คนกลาง”

แต่ก็ยังทาบทามบิ๊กเนมมาเป็นที่ปรึกษาและกรรมการเพิ่ม

โดยมีรายชื่ออย่าง พล.อ.บุญสร้าง เนียนประดิษฐ์ สนช. นายสุจิต บุญบงการ อดีต ส.ส.ร. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สปท. นายสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ตัวแทนภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ เป็นกำลังเสริมใน ป.ย.ป.

ถึงลดโทนสีเขียวลายพรางได้ไม่มาก แต่ก็เห็นถึงความพยายาม

และสะท้อนได้ถึงความตั้งใจจุดนี้ จากการที่ พล.อ.ประวิตร เรียกประชุมทีมปรองดอง และคณะอนุกรรมการ 4 ฝ่าย ทั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน คณะอนุกรรมการบูรณาการข้อคิดเห็นฯ มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นประธาน

คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์ มีโฆษกกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

และยังระดมนักวิชาการคึกคักในแต่ละคณะอนุกรรมการ อาทิ ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน-ผาสุก พงษ์ไพจิต-วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์-ตระกูล มีชัย-ปาริชาต สถาปิตานนท์-สมคิด เลิศไพฑูรย์-นันทวัฒน์ บรมานันท์ ฯลฯ

เติมโควตาครูบาอาจารย์ อ้างได้ถึงการเปิดกว้างการมีส่วนร่วม

แต่ภาพรวมก็ยังคงเป็นตำรับปรองดอง ที่มีท็อปบูตเป็นเชฟใหญ่ โดยเฉพาะที่ต้องจับตา การที่มีชื่อ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ทั้งในทีม ป.ย.ป.คณะใหญ่ รวมทั้งในคณะอนุกรรมการย่อย “จัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง”

คุมช็อตสำคัญ ขมวดปม “เงื่อนไข” สุดท้าย เพื่อเสนอต่อขั้วฝ่ายต่างๆ

มอบบทให้ “ต้นขั้วดุลอำนาจกองทัพ” กำกับคิว “ยื่นโนติส” ก็ว่าได้

ในภาวะที่ต้องมีทั้งปรองดอง “หน้าฉาก” และเขย่าเกม “หลังฉาก”

บางครั้งต้องอาศัย “ผู้กำกับ” เสียงดัง พลังสูง

แต่สิ่งสำคัญจากจุดนี้ไป นอกเหนือไปจากขั้นตอน รูปแบบ วิธีการ ตามที่ พล.อ.ประวิตร และโฆษกกระทรวงกลาโหมแจกแจงรายละเอียด จะเริ่มคิกออฟวันที่ 14 ก.พ.นี้

ดีเดย์วาเลนไทน์ วันแห่งความรัก จุดเริ่มแผนปรองดอง

โดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นจะเปิดให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมาพูดคุย ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ในรูปแบบโต๊ะกลม จัดคิวเชิญฝ่ายต่างๆมาแสดงความคิดเห็น ในส่วนภูมิภาคมอบให้แม่ทัพภาคต่างๆ ผบช.ตำรวจภูธรแต่ละภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่

ก่อนเปิดเวทีสาธารณะ ทำร่าง “สัญญาประชาคม” ให้ทุกฝ่ายลงนาม

หากมีการบิดพลิ้ว ปล่อยให้สังคมคอยติดตามกำกับ

และยังกำหนดหัวข้อพูดคุย 10 ประเด็น อาทิ ประเด็นการเมือง ความเหลื่อมล้ำ กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ที่ พล.อ.ประวิตรย้ำตลอด คิวนี้จะมองแต่อนาคต ไม่พูดถึงอดีต

คดีความ นิรโทษกรรมล้างผิดที่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือผิดกฎหมาย อยู่นอกเงื่อนไข

เลี่ยงของร้อน ไม่แหย่ชนวนจุดไฟขัดแย้งขึ้นมาอีก

แต่นั่นก็เป็นอะไรที่คุมเกมกันได้ยาก โดยเฉพาะ “กรอบกำหนด” กับ “ความต้องการ” ของขั้วฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนิยามของคำว่า “ปรองดอง” ที่ยังตีความหมาย มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

ในจุดที่ทั้งผู้นำและ พล.อ.ประวิตรประสานเสียงประกาศเงื่อนไข ถ้าแผนเดินไปไม่ถึงเป้า ก็จะส่งผลกระทบต่อโรดแม็ป คสช.ในการคืนประชาธิปไตย “ปรองดองล้มเหลว ก็จะเลือกตั้งไม่ได้”

อีกนัยหนึ่งก็มองได้ว่าเป็นสูตร “ปรองดองภาคบังคับ”

เช่นเดียวกัน ในเรื่องผลกระทบจากวิกฤติขัดแย้งแตกแยกกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวขบวนแกนนำแต่ละขั้วฝ่ายและแนวร่วมมวลชน มีบาดแผลติดตัว ชนักคดี พันธนาการที่หวังปลดเปลื้อง

สวนทางกับกรอบเงื่อนไขที่วางไว้

แน่นอนแต่ละฝ่ายย่อมค้างคาใจ ร่วมมือไม่สุด อาจมี “ภาวะข้างเคียง” ขึ้นได้

ไม่แปลกที่จะเริ่มมีแรงกระเพื่อม มีข้อเรียกร้องตรงกัน

ในเรื่อง “ความยุติธรรม เท่า เทียม เป็นธรรม”

คิวนี้จึงเป็นอีกโจทย์ยากที่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร รวมทั้งบิ๊กท็อปบูต อย่าง พล.อ.เฉลิมชัยต้องหาวิธีการแก้เงื่อนปม

หาวิธีรักษา อย่างน้อยก็บรรเทาอาการข้างเคียง

เพราะถึงจุดนี้ “ทีมการเมือง” บอกได้เลยว่าหลายปัจจัย เอื้อต่อแผนปรองดองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสถานการณ์ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ทุกฝ่ายต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบเรียบร้อย ในห้วงที่ต้องมีพระราชพิธีสำคัญต่อเนื่อง

ผู้คนในสังคมเองขยาดเรื่องการแบ่งสี แบ่งฝ่าย เคลื่อนไหวก่อม็อบ ปิดถนนหนทาง ในจุดที่แกนนำแต่ละขั้วฝ่ายต่างเหนื่อยล้ากับการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ

ขณะที่ฝ่าย คสช.ที่เข้ามาคุมเกมประเทศหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ถือว่าเข้ามาถูกจังหวะในช่วงสถานการณ์วิกฤติ ฝีใกล้แตก ประเทศไทยเสี่ยงกลายเป็นรัฐล้มเหลว ประชาชนจึงหวังให้มา “แก้วิกฤติ”

ดังนั้นถึงเวลาที่นอกจากรัฐบาล คสช. ทุกฝ่ายจะต้องร่วมหาทางออกประเทศ

ข้อเรียกร้อง เสนอแนะ ความคิดเห็น หรือความต้องการที่ไปคนละทิศละทาง ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายไม่ได้อะไรก็ย่อมไม่พอใจ

แต่ถึงที่สุด คงไม่มีฝ่ายใด “ได้ทั้งหมด”

เหนืออื่นใด ในเมื่อทุกฝ่ายมีธงตรงกันคือ “ความสงบสุข” ต้องการการฟื้นฟูบ้านเมืองและสร้างชาติ

หากยึดหลักการความปรองดอง ควรต้องมาพร้อมการประนีประนอม

ดังนั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะพูดคุยหารือกัน

“พบกันครึ่งทาง” เพื่อให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้

ที่สำคัญคือ ฝ่ายรัฐบาล คสช. ในเดิมพันที่สูงลิบ จึงต้องระวังจุดเสี่ยงระหว่างทาง

ไม่ให้เกิดภาวะข้างเคียง จนแผนปรองดองสะดุด

เป้าหมายสำคัญในการยึดอำนาจ สุดท้ายต้อง

“เสียของ”.

“ทีมการเมือง”