วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนามพระ 12/02/60

โดย สีกาอ่าง

พระปิดตา ข้าวตอกแตก เนื้อผงจุ่มรัก หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง.

เป็นข่าวมงคลที่ปีติยินดีกันมาก เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ หลังจากที่คนไทยเฝ้ารอมานาน ว่าจะสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะองค์ไหน.....

และหลังสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธฯขึ้นดำรงตำแหน่งพระประมุขสงฆ์ ก็จะทรงงานสำคัญระดับชาติ คือเป็น องค์ประธานสงฆ์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.๙.....

ในส่วนของสนามพระ ก็บอกได้เลยว่าขานรับข่าวนี้กันอย่างตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะทุกคนรู้ทันทีว่า โอกาสสำคัญแบบนี้ จะต้องมีการจัดสร้าง วัตถุมงคล ที่ระลึกบูชาแน่นอน--โปรดติดตามตอนต่อไป.....

เข้า สนามพระ ดูว่ามีสำนักไหนมารับ วันมาฆบูชา บ้าง รายการแรกคือ พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม จาก กำนันมานะ คงวุฒิปัญญา เป็นพระตรงสเปกวัดระฆังฯ ดูง่าย ดีแน่ แท้ชัวร์ แม้จะไม่สวยเลิศ ระดับท็อปเทน เพราะมีร่องรอยการใช้ได้สัมผัสอย่างผิวเผินประมาณจับๆลูบๆ คลำๆ.....

พิจารณาจากความสม่ำเสมอของคราบความเก่า ทั้งด้านหน้าด้านหลัง น่าจะเป็นมาตั้งแต่แรก เพราะสมัยนั้น ยังไม่มีการเลี่ยมพระ ไม่นิยมห้อยพระ ได้มาก็นำขึ้นหิ้งบูชา จะพึ่งพาพุทธคุณก็นำมาใส่มือพนมอาราธนา .....

พระเนื้อดิน เนื้อชิน ก็อาจใส่ห่อผ้าพกพาติดตัวบ้าง ส่วน พระเนื้อผง ที่บอบบางชำรุดง่าย ไม่นิยมพกพากัน เต็มที่ก็เอาแป้งโรย พรมน้ำอบน้ำปรุง อาราธนามาถูทาหน้าทาตัวขอบารมี ทำให้สภาพพระมักจะมีรอยสัมผัส จึงทำให้ เนื้อพระ ดูจัดจ้านเข้มขลังอย่างองค์นี้.....

ซึ่งเจ้าของเดิมรู้คุณค่า เก็บรักษาอย่างดี องค์พระจึงยังสวยสมบูรณ์ มีเพียงรอยสัมผัส ไม่มีร่องรอยสึกหรอกะเทาะเสียหายเลย แบบว่าความสวยอาจเป็นรองนี้ดนึง แต่ถ้าเอาความเข้มขลัง ไม่เป็นรององค์ไหนแน่.....

วันนี้พอมีสัมปทาน จึงขอตอบ คำถาม สนามพระ ถึงที่มาของ พระคาถาชินบัญชร ที่มีบันทึกว่า “สมเด็จฯโต” ท่านใช้ปลุกเสกให้พระสมเด็จมีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์สุดบรรยาย.....

เดิมเชื่อกันว่า สมเด็จฯโต เป็นผู้รจนา (เขียน) ขึ้น แต่จากหลักฐานประวัติศาสตร์ ยืนยันได้ว่า พระคาถาชินบัญชร มีความเป็นมายาวนานก่อนนั้นแล้ว เพราะมีกำเนิดเป็นพระคาถาสำคัญใน พิธีสืบชะตาหลวง ของแคว้นล้านนา ออกเสียงสำเนียงภาษาเหนือว่า “พระคาถาไจยะเบงชร”.....

จึงสันนิษฐานได้ใกล้เคียง ว่า “สมเด็จฯโต” ท่านได้พบต้นฉบับจารึกพระคาถานี้ คราวขึ้นไปเมืองกำแพงเพชร แล้วมีการคัดลอก ตรวจความชำระแก้ไข จนเป็น พระคาถาชินบัญชร ตำรับสมเด็จในปัจจุบัน-ข้อมูลก็เป็นเช่นนี้ แต่ถ้าท่านผู้ชมมีข้อมูลอื่นก็ส่งมาเล่าสู่กันฟัง เพราะ ประวัติศาสตร์ ไม่มีใครเกิดทัน หากไม่มีบันทึกชัดเจนไว้ ก็ต้องอาศัยการเปรียบเทียบ สันนิษฐาน--ไม่ต้องฟันธง ว่าอะไรผิดหรือถูก.....

อีกสำนักเป็น พระปิดตา ข้าวตอกแตก เนื้อผงจุ่มรัก หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังวรวิหาร กรุงเทพฯ อีกพิมพ์พระปิดตามาตรฐาน ที่สร้างชื่อเสียงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ เจ้าคุณเฒ่า วัด หนังฯ ด้วยขนาดรูปทรงเล็กจิ๋วประมาณเมล็ดข้าวตอก ที่เนื้อแตก จากการคั่วไฟ.....

ลักษณะพิมพ์พระเป็นพุทธศิลป์เรียบง่าย มีเพียงองค์พระนั่งสมาธิราบ ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ไม่มีลวดลาย แต่อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์มีมากมายเป็นอัศจรรย์ ทั้งด้านคุ้มครองป้องกันภัย ทั้งแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี.....

เรื่องหนึ่งที่ร่ำลือ เป็นข่าวน่าเชื่อถือ เพราะมาจากปากหมอ ที่ไปรักษาเด็กที่เล่นน้ำในคลองบางหลวง (หน้าวัด) และโดนใบพัดเรือหางยาวฟันข้อมือจังๆ จนกระดูกแตก แต่เนื้อข้อมือไม่มีแผล มีเพียงรอยช้ำ หมอจึงเข้าเฝือกแล้วให้กลับบ้าน แล้วหมอก็รีบหาพระปิดตาพิมพ์นี้ไว้บูชานับจากนั้นมา.....

แต่องค์ในข่าวเป็น เนื้อตะกั่ว ไม่ใช่ เนื้อผงจุ่มรัก แบบองค์นี้ของ เสี่ยเคี้ยง ยศเส ที่มีสร้างน้อย หายาก ราคาแพงกว่ามาก เพราะได้รับการจัดเข้าทำเนียบ ๑ ใน ๕ ขุนพลพระชุด จิ๋วแต่แจ๋ว.....

ตามมาด้วย พระกริ่งชินบัญชร (๙๗๖) หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง วัตถุมงคลยอดนิยมอันดับ ๑ ของหลวงปู่ทิม ที่สร้างประวัติศาสตร์ ว่าเป็น พระกริ่งยุคใหม่ ที่มี ราคา เทียบได้กับ พระกริ่งตระกูลหลัก ยุคเก่าอย่างวัดสุทัศน์ วัดบวรฯ--เพราะ เนื้อทองคำ ราคาหลัก สิบล้าน เนื้อรองๆ ก็ล้วน หลักล้าน.....

เพราะหลวงปู่ มีวัตรปฏิบัติ ชื่อเสียงเกียรติคุณในความเป็นพระแท้บริสุทธิ์ ที่มีวิชาพุทธาคม สร้างพระเครื่องของขลังได้อย่างเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์.....

และการจัดสร้าง พระกริ่งชินบัญชร ก็มีพิธีการ พิธีกรรมที่ถูกต้องตามตำรับวิชา เทหล่อแบบโบราณ สร้างจำกัด มีโค้ดหมายเลขกำกับทุกเนื้อทุกองค์.....

มีหลักฐานบันทึกว่า หลวงปู่ทิม อนุญาตให้คณะศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคลพระเครื่องชุด ชินบัญชร เป็นพระหล่อโบราณ ชนวนหลักเป็นแผ่นยันต์จารพระคาถาชินบัญชร แผ่นยันต์นะ ๑๐๘ ประกอบพิธีเทหล่อ ณ ลานวัดละหารไร่ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๗ พระชุดนี้มี ๔ รูปแบบคือ พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พระสังกัจจายน์ พระปิดตา.....

จำนวนสร้างพระกริ่ง แบ่งเป็นเนื้อต่างๆดังนี้ เนื้อทองคำ ๑๓ องค์ เนื้อบรมพุทโธ ๙ องค์ เนื้อนวโลหะกะไหล่ทอง ๙ องค์ เนื้อนวโลหะก้นทองคำ ๑๖ องค์ เนื้อนวะฯก้นอุดผงพรายกุมาร ๑๐๔ องค์ เนื้อนวะฯก้นเงิน ๓๙๐ องค์ (ไม่ตอกเลขจำนวน ๑๙๕ องค์ ตอกเลข ออกให้ทำบุญวัดเจ้าเจ็ด จ.อยุธยา ๑๙๕ องค์) เนื้อนวโลหะก้นทองแดงจำนวน ๒,๕๙๕ องค์ ทุกองค์ตอกหมายเลขกำกับ.....

องค์ในภาพนี้ของ เสี่ยกิจ สำเพ็ง เป็นหมายเลข ๙๗๖ ที่บอกว่าให้โชคมาแล้วหลายงวด.....

ตามมาด้วย เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๐๘ เนื้ออัลปาก้า บล็อกนิยม (ข้างตัดหยาบ) หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ปัตตานี ที่ พระอาจารย์ทิม จัดสร้างเป็นเหรียญที่ระลึกครั้งรับเลื่อนสมณศักดิ์ที่ พระครูวิสัยโสภณ.....

จัดเป็นเหรียญหลักยอดนิยมในตระกูลเหรียญหลวงปู่ทวด เพราะเชื่อว่ามีอานุภาพทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน ข้าราชการนิยมหาใช้บูชากันมาก เหรียญในภาพนี้ของ เสี่ยอ้วน นคร-ปฐม ที่กลัวข้าพเจ้าตาไม่ถึง จึงเขียนบอกมาว่าสวยแชมป์--แปลว่า ราคาสูงแน่นอน.....

อีกสำนักคือ พระรูปเหมือนหลวงปู่แหวน นั่งพับเพียบ เนื้อเงิน รุ่นแรก พ.ศ.๒๕๑๖ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่.....

รุ่นนี้ คณะศิษย์นำโดย พระอาจารย์หนู ขออนุญาตหลวงปู่จัดสร้าง ตอนแรกจะให้ ช่างเกษม มงคลเจริญ ออกแบบปั้น แต่เป็นช่วงเวลาที่ ช่างเกษม งานมาก.....

จึงให้ อาจารย์สันต์ สารากรบริรักษ์ ปั้น ตามลักษณะนั่งพับเพียบปกติของหลวงปู่แหวน เทหล่อแบบโบราณด้วยเนื้อทองเหลืองใบพัดเรือ ได้จำนวน ๓๒๓ องค์ เนื้อเงิน ๑๐ องค์ (แบบอุดกริ่ง 5 แบบก้นตัน 5) ใต้ฐานส่วนใหญ่ตอกโค้ดอุณาโลมกำกับ.....

ถือเป็นรูปเหมือนนั่งพับเพียบรุ่นแรก ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคเหนือ ราคาค่า เนื้อทองเหลือง หลักแสนต้น แต่ถ้าเป็นเนื้อเงิน หลักล้านอัพ เพราะมีจำนวนสร้างเพียง ๑๐ องค์ องค์นี้ของ เสี่ยโจ๊ก ลำพูน.....

ต่อไปคือ เบี้ยแก้ หลวงปู่รอด วัดนายโรง คลองบางกอกน้อย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ของ หมอแอมป์ รพ.กรุงเทพ ตัวสวยสมบูรณ์สุดๆๆ--ขนาด รูปทรง ลายถัก รักเข้าเชือกเก่าที่มันเงาถึงอายุ สุดยอด สมราคา ๒ ล้าน.....

“เบี้ยแก้” เป็นเครื่องราง ที่เชื่อกันว่ามีการจัดสร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่สืบความได้ มีแค่ว่า เบี้ยแก้ เป็นการสร้างสืบทอดตามตำรับวิชา หลวงปู่แขก วัดนายโรง ที่ถ่ายทอดมาถึง หลวงปู่รอด.....

โดยคัดตัวหอย ที่มีฟันครบ ๓๒ แล้วนำปรอทที่ดักด้วยเปลือกไข่ในน้ำครำ มาใส่บาตร เสก กรอกใส่ลงในท้องเบี้ย อุดปิดด้วยชันโรง หุบทับด้วยตะกั่ว กันปรอทไหลออก ลงอักขระมหายันต์ตรีนิสิงเห ทับด้านหนึ่ง อีกด้านลงยันต์พระเจ้า ๑๖ พระองค์.....

แล้วนำไปให้ช่าง ถักเชือกลงรัก ผึ่งจนแห้ง จึงนำมามอบท่าน ปลุกเสกในพรรษา ออกพรรษาจึงนำมาปิดทอง มอบให้เจ้าของที่จดจองไว้.....

ขนาดมีทั้งใหญ่ เล็ก ลายถักเชือกมาตรฐาน เป็นลายกระสอบ มีหู ๑ หูบ้าง ๒ หูบ้าง ที่พิเศษมีตะกรุดสอดติดท้องเบี้ยก็มี.....

อุปเท่ห์การใช้ เชื่อถือกันว่าขจัดปัดเป่า ป้องกันเสนียดจัญไร แก้เรื่องร้ายให้กลายเป็นดี ป้องกันเขี้ยวงา คัสตราวุธ คุณไสย--ตอนนี้ เบี้ยแก้ มาแรงมาก ขอบอก.....

อีกชิ้นคืิอ สิงห์ทรงเครื่อง งาแกะ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อ.พยุหะคีรี นครสวรรค์ แกะเป็นราชสีห์ ด้วย เขี้ยว งา เขาสัตว์.....

นักโบราณคดีค้นพบว่า มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ในวงการเครื่องรางของขลังไทย ที่ปรากฏมีชื่อเสียง ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับคือ คชสีห์ หลวงปู่เฮง วัดเขาดิน นครสวรรค์ ซึ่งวิชานี้ได้ถ่ายทอดสู่ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ที่นิยมจัดสร้างในรูปแบบ สิงหราช งาช้างแกะ ออกแบบ เป็น สิงหราช มีลวดลาย ให้มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำรอยอาจารย์ มีทั้งแบบยืน ฝีมือช่างพื้นถิ่น มีลวดลายที่ลำตัว ที่เรียกว่า “สิงห์ ๓ ขวัญ” พบมาก.....

กับแบบยืนยกขา ลักษณะ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” มีลวดลายวิจิตรอย่างฝีมือช่างหลวง เรียกว่า สิงห์ทรงเครื่อง ลงอักขระเลขยันต์หลากหลาย ทั้งหัวใจราชสีห์ สิงหะนาทัง นะมะพะทะ หรือยันต์พุทธซ้อน นะ โม พุท ธา ยะ อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกกันว่า สิงห์ทรงเครื่อง พบน้อย สร้างให้เฉพาะชนชั้นเจ้านาย ศิษย์ใกล้ชิด.....

อย่างตัวนี้ของ หมอแอมป์ รพ. กรุงเทพ ที่มีรสนิยมวิไล สะสมเครื่องรางของขลังแบบรู้ลึกรู้จริง เลือกเก็บเฉพาะชิ้นเยี่ยมๆ มีหลักฐานในตำราเล่มมาตรฐาน เพราะรู้คุณค่าว่าเครื่องรางเป็นของขลังที่พระเกจิอาจารย์ต้องตั้งใจสร้างเสกทีละชิ้น--สิงห์แชมป์โลกตัวนี้ ราคาแค่ล้านนิดๆ ยังไปอีกไกล.....

สุดท้าย เป็นงานบุญ ขอเชิญร่วมงานไหว้ครู มุทิตาสักการะ ท่านพระครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ประจำปี 2560 ในวันที่ 13-14 ก.พ. ณ สำนักสงฆ์อาศรมสถานสวนพุทธศาสตร์บ้านโตนด ต.โตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ติดต่อสอบถามได้ที่ 08-1976-4454.....

ปกติ สนามพระวิภาวดี วันอาทิตย์ จะหาอ่านกันตั้งแต่วันเสาร์ ไม่งั้นจะหาซื้อไทยรัฐไม่ได้.....

ก่อนลาไปเวียนเทียนวันมาฆะ ก็ให้ขำกับ เรื่องปิดท้ายของ ป้าสมพร มนุษย์ป้า วัย ๗๕ ซึ่งมาช่วยลูกชายเลี้ยงลูกที่กรุงเทพฯ ก็ได้ยินลูกชายเครียด บ่นเรื่องค่าใช้จ่ายทุกวัน.....

พอดีบ้านอยู่ใกล้วัด ที่มีพระเกจิอาจารย์มีชื่อเสียงมาก จนมีคนมาเข้าคิวอาบน้ำมนต์วันละเป็นร้อยคนทุกวัน.....

ป้าสมพร ก็อยากช่วยลูก ก็เลยไปเข้าคิวอาบน้ำมนต์ เอาหลานไปด้วย ผ่านไป ๒ เดือน พระเกจิสังเกตเห็น ป้าสมพร พาหลานมาอาบน้ำมนต์ทุกวัน ก็ถามว่าป้ามีเคราะห์เยอะหรือ เห็นมาอาบน้ำมนต์ทุกวัน อาบแล้วช่วยได้ไหม น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ไหม.....

ป้าสมพร ยกมือพนมแต้ บอกอิฉันไม่มีเคราะห์หรอกค่าหลวงพ่อ แต่มีทุกข์แทนลูกชาย น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า ไม่รู้ แต่ก็ช่วยปลดทุกข์ได้มากอยู่.....

เพราะมาอาบน้ำ สระผมที่วัดกันทั้งย่าหลาน แถมยังเอาขวดน้ำมาใส่น้ำมนต์ กลับไปใช้ที่บ้านอีกหลายขวด--จึงช่วยลูกประหยัดค่าน้ำ ได้เดือนละหลายร้อย เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.

สีกาอ่าง