วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉายภาพ ศก.ไทย-เทศ จัดพอร์ตลงทุนเข้ากับความเสี่ยง รับผลตอบแทนดีในอนาคต

เข้าสู่เดือนที่ 2 ของปีไก่ทองกันแล้ว แม้ลมหนาวกำลังจะจากไป ฤดูร้อนกำลังจะเข้ามา แต่เชื่อว่าเงินในกระเป๋าของท่านทั้งหลายคงไม่ร้อนเหมือนกับฤดูที่กำลังจะมาเยือน ทางที่ดีเราควรนำเงินในกระเป๋าไปต่อยอดให้งอกเงยกันดีกว่า 'ไทยรัฐออนไลน์' ขอพาผู้อ่านไปท่องโลกแห่งการลงทุน ก่อนอื่นเราต้องมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย หลังจากนั้นถึงจะลงลึกไปที่ตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ เมื่อฉายภาพทั้งหมดก็เริ่มจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตกัน....

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยนั้น สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความเสี่ยงที่ทั่วโลกจะต้องจับตามองคือนโยบายการบริหารงานต่างๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนโยบายบางอย่างก็ไม่ส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ขณะที่ภาพในอนาคตเราก็ยังมองไม่ชัด ซึ่งจุดนี้เองถือเป็นความเสี่ยงที่เราต้องระมัดระวัง ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดนั้น เราคาดว่าทั้งปีนี้น่าจะมีการปรับดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้ง 

ทั้งนี้ เรามองว่าเศรษฐกิจยุโรปมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีประเด็นที่ต้องจับตามอง คือ การเลือกตั้งทั้งปีที่อาจจะส่งผลต่อตลาดหุ้นได้ ส่วนตลาดเกิดใหม่ เรามองว่าจีนก็น่าสนใจ หากดูในระยะยาวเราจะเห็นว่า จีนมีการปรับโครงสร้างภายในประเทศ เปลี่ยนจากผู้ส่งออกเป็นการเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และรัฐบาลจีนเองก็ให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน แต่ถ้าในภาพรวมเราให้น้ำหนักการลงทุนในเอเชียแปซิฟิกเป็นหลัก

ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย มองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวได้ 3.4% สูงกว่าในปี 2559 อยู่ที่ 3.1% ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน น่าจะฟื้นตัวตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้น และแรงกดดันเงินฝืดเริ่มหมดไป ผลักดันให้รายได้ของครัวเรือนปรับสูงขึ้นได้ สหรัฐฯ หันมาใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเรามองว่าเฟดน่าจะมีการปรับดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้งช่วงปลายปี และดอกเบี้ยทั่วโลกแม้จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนประเทศไทย เรามองว่า เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 3.5% สูงกว่าปี 2559 ที่ขยายตัว 3.1% ปัจจัยสนับสนุนหลัก จากการใช้จ่ายภาครัฐ งบประมาณกลางปี 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ทำให้เม็ดเงินเข้ามาไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ประกอบกับดอกเบี้ยในประเทศต่ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังน่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ตลอดปีนี้

ด้าน คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้มีความแตกต่างไปจากปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่จะกลับมาเร่งตัวขึ้น ตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ฟื้นตัว ส่งผลต่อรูปแบบการใช้นโยบายเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการใช้นโยบายการเงิน เช่น การทำ QE และดอกเบี้ยติดลบ ไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือ การชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการครองเสียงข้างมากของพรรคริพับลิกัน ในสภาคองเกรส ซึ่งจะทำให้เกิดการผลักดันมาตรการลดภาษี และการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงเศรษฐกิจโลกในปี 2560

โดยในปีนี้เราคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ดีขึ้นที่ 3.4% ตามการฟื้นตัวของการลงทุนและการค้าโลกประกอบกับแรงส่งจากนโยบายการคลัง โดยเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกในปี 2560 จะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากไม่ขยายตัวมาตั้งแต่ปี 2557

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. ความเสี่ยงทางการเมืองจากการเจรจา Brexit และการเลือกตั้งในยุโรปหลายประเทศ 2. ราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวลดลง หากกลุ่มโอเปคตัดสินใจกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมปลายเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้ และ 3. แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ย และการลดการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านคิวอี (QE) ซึ่งเราคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4

หุ้นไทยเป็นอย่างไร

วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ กล่าวว่า เมื่อประเมินมูลค่าหุ้นไทย (Valuation) นั้นค่อนข้างแพง แต่กำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นไทยจึงยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่มีความผันผวนและมี Upside จำกัด โดยกรอบดัชนี SET Index ในปีนี้จะอยู่ที่ 1,500-1,650 จุด และอาจมี Upside จากฟองสบู่ได้ถึง 1,700 จุด

โดยในช่วงนี้ถึง เม.ย. จะเกิดปรากฏการณ์ Dividend Effect คือนักลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเก็งปันผล ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีย่อตัวลงมา และไปขายในช่วง มี.ค.-เม.ย. โดยแนะนำให้เล่นหุ้นที่ยังราคาขึ้นน้อย (Laggard) แต่มีผลประกอบการและปันผลดี ในกลุ่มธนาคารและก่อสร้าง

ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ และ ประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากเม็ดเงินที่ไหลกลับเข้าสหรัฐฯ แต่ด้วยเศรษฐกิจไทยที่ยังสามารถฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่องและฐานะการเงินของประเทศที่แข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างจำกัด

โดยมีปัจจัยบวกจากรัฐบาลที่ยังคง ดำเนินนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขภาคการส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลง คาดว่ารัฐบาลจะยังคงพยายามประคองเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือ การดำเนินนโยบายอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากอาจส่งผลถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อัตราเงินเฟ้อ และการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าออกของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนโยบายทางการค้าที่อาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยด้วย ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทยยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปลายปี 2560 อยู่ 1,690 จุด

ส่วนสานุพงศ์ บล.ฟิลลิป กล่าวว่า เรายังคงให้มุมมอง wait and see ภาครัฐมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลงทุนตัวโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่ยังคงต้องจับตาปัจจัยลบที่จะมีตามมาด้วย ส่วนปัจจัยภายนนอกที่จะกระทบต่อหุ้นไทยก็ไม่ได้มีมากเท่าไรนัก แต่คงต้องดูฟันด์โฟลว์ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ได้กระทบต่อตลาดหุ้นเหมือนปี 2009-2010 ที่ฟันด์โฟลว์ไหลออกไปเป็นจำนวนมาก โดยเราให้กรอบดัชนีในปีที่ 1,666 จุด

ตราสารหนี้ยังป๊อบอยู่

บลจ.กรุงไทย มองว่า ตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ความน่าสนใจจะอยู่ที่ตราสารระยะสั้น ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางความผันผวนของตลาด เมื่อครบกำหนดหากอัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เหมาะสมแล้วก็สามารถกลับไปลงทุนใหม่ (Reinvestment) ที่อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น หรืออาจยืดอายุของตราสารที่ลงทุนให้ยาวขึ้นได้หากอัตราผลตอบแทนได้ตอบรับ (Price in) กับปัจจัยต่างๆ ไปหมดแล้ว ดังนั้น กองทุนตราสารหนี้ที่น่าสนใจในปีนี้ จะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

จัดพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยงรับผลตอบแทนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การจัดพอร์ตการลงทุนนั้น สิ่งแรกที่เราควรตระหนักถึงคือ การประเมินความเสี่ยงจากการลงทุน โดยเฉพาะการเฝ้าถามตัวเราเองว่า "รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน กังวลหรือไม่หากเงินต้นที่ลงทุนไปมีการขาดทุน โดยเราต้องคำนึงเสมอว่า การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน" เมื่อเราข้ามข้อกังวลเหล่านี้ได้ก็ต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อน มาเมื่อถึงจุดนี้เราก็เตรียมจัดพอร์ตเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้เลย เหล่ากูรูการลงทุนได้แนะนำไว้ดังนี้

ชาตรี โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST แนะนำการลงทุนในโดยการจัดสรรพอร์ตลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้ ดังนี้ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากแนะนำลงทุนในหุ้น 60% ตราสารหนี้ 20% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 20%

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงปานกลาง แนะนำลงทุนในหุ้น 40% ตราสารหนี้ 50% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 10% สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำ ลงทุนในหุ้น 10% ตราสารหนี้ ประเภท Fix income 85% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ( REIT) หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 5%

ทั้งนี้การลงทุนในตราสารหนี้สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำนั้น ควรเป็นตราสารหนี้ภาครัฐอายุไม่เกิน 3 ปี ตราสารหนี้เอกชนที่มีเรตติ้งระดับ Investment Grade (BBB) สำหรับสัดส่วนของการลงทุนในหุ้นนั้น KTBST แนะนำลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่เกินครึ่งหนึ่ง โดยแนะนำ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน

บล.ฟิลลิป แนะนำ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ควรให้ลงทุนตราสารหนี้ 60-70% ที่เหลืออาจะเลือกลงทุนในหุ้น เป็นต้น ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางควรลงทุนตราสารหนี้ 50% หุ้น 50% และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้ลงทุนหุ้น 60-70% โดยแบ่งเป็นหุ้นไทย หุ้นเอเชียแปซิฟิก หุ้นยุโรป และหุ้นเฮลท์แคร์ ซึ่งในพอร์ตอาจจะมีทองคำ 10-15% ก็ได้ 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นปัจจัยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน คงคำแนะนำ Overweight

ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดี และ Valuation ไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีต มีผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง รวมทั้งมีการเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนตามมาตรการปฏิรูปธรรมาภิบาล คงคำแนะนำ Overweight ด้านตลาดหุ้นอินเดียนั้นได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดีย ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี จะมีขึ้นในระยะสั้นๆ คงคำแนะนำ Overweight

ส่วนตลาดหุ้นจีนนั้น เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากรัฐบาลเข้าแก้ไขปัญหาหนี้ที่มีอยู่ในระดับสูง ตลาดหุ้น H-Share ให้ผลตอบแทนนำ A-Share หลังทางการจีนเปิดการเชื่อมต่อตลาดหุ้นเซินเจิ้นและฮ่องกง ส่วนทองคำ ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับลดลงมากเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน