บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผาแล้วโจ๋17 แม่อโหสิให้ เหยื่อกระสุน‘วิศวะ’รอผลคดี

เผาแล้วศพนักเรียน ม.4 เหยื่อกระสุนหนุ่มวิศวกรปืนดุ เพื่อนบวช หน้าไฟอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ตาย ขณะที่แม่เหยื่อเผยสภาพจิตใจดีขึ้นเยอะและอโหสิกรรมให้ โยนคดีให้ตำรวจจัดการไปตามกฎหมาย คาดหวังจะได้รับความยุติธรรม ด้าน “ผู้การเมืองชล” จ่อเรียกคนขับรถตู้ตัวต้นเหตุจอดรถกีดขวางมาสอบปากคำ หากพบซิ่งรถปาดหน้ากันไปมาจะแจ้งข้อหาดำเนินคดี ขณะที่โฆษก ตร. ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ เตือนใช้วิจารณญาณเสพสื่อจากโลกโซเชียล ย้ำการวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีผลต่อรูปคดี

ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันในโลกโซเชียล ทั้งในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริงว่าใครถูกใครผิด กรณีนักเรียน ม.4 ถูกวิศวกร วัย 50 ปี ใช้ปืน .380 ยิงเสียชีวิต หลังเกิดเหตุกระทบกระทั่งกับกลุ่มเพื่อนของผู้ตาย เพราะมีปัญหาเรื่องจอดรถกีดขวางกัน เหตุเกิดริมถนนสุขุมวิท ต.อ่างศิลา อ.เมืองชลบุรี

ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมืองชลบุรี ช่วงสายวันที่ 10 ก.พ. พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.ภ.จ.ชลบุรี เดินทางมามอบนโยบายเกี่ยวกับการทำงานแก่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี โดยมี พ.ต.อ.สุภธีร์ บุญครอง รอง ผบก.สส.ภ.2 พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผกก.สภ.เมืองชลบุรี พ.ต.ท.คมน์สรณ์ มาบำรุง รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.ปพนพัชร์ ใบยา รอง ผกก.สส. ตำรวจชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน รวมทั้งคณะ กต.ตร.สภ.เมืองชลบุรี เข้าร่วม จากนั้น พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.ภ.จ.ชลบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงคดีหนุ่มวิศกรยิงเด็ก ม.4 กศน.เสียชีวิตว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งอัยการ รวมทั้งรอผลการตรวจสอบอาวุธปืนว่าตรงกับปลอกกระสุนและหัวกระสุนที่พบหรือไม่ ขณะนี้กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนกำลังตรวจสอบอยู่ หากว่าผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานต่างๆรู้ผลเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ภายในสัปดาห์หน้าคงสรุปสำนวนส่งฟ้องได้

พล.ต.ต.สมประสงค์กล่าวต่อว่า ในส่วนคนขับรถตู้ต้นเหตุการจอดรถกีดขวางทางจนบานปลายนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและถึงขั้นยิงกันตายนั้น จะเรียกมาสอบสวนอีกครั้งว่าจะดำเนินคดีข้อหาอะไร หากพบว่าขับรถปาดหน้าปาดหลัง จะดำเนินคดีในข้อหาขับรถประมาทหวาดเสียว รวมทั้งกลุ่มเพื่อนผู้ตายที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย หากพบว่าผู้ใดมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุสลดขึ้น หรือมีส่วนร่วมเข้าข่ายกระทำผิดจะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน ขณะที่ประชาชนโพสต์ลงในโลกโซเชียลว่า การจอดรถแวะซื้อของฝากในเขต สภ.แสนสุข เป็นการจอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร หรือจอดซ้อนคันจนนำไปสู่ปัญหาการทะเลาะวิวาทนั้น ในส่วนนี้ได้กำชับตำรวจจราจรไปแล้ว แต่ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพราะได้มอบนโยบายไปหมดแล้ว และให้เน้นปฏิบัติจริงจังด้วย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลักๆ ส่วนที่ 1 เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก การใช้รถใช้ถนนให้ใช้สติ ใจเย็น ใครมาหาเรื่องอย่าลงไป พยายามแจ้งตำรวจ สิ่งที่ได้เปรียบคือสติ ถ้าขาดสติอาจเสียเปรียบได้ ส่วนที่ 2 คือการดำเนินคดี หลายฝ่ายจับตาดู คดีต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน แม้ว่าในโลกโซเชียลมีการพูดคุยไปต่างๆนานา ต้องใช้วิจารณญาณในการรับฟัง ตำรวจกำลังทำงานดูพยานหลักฐาน การตั้งข้อกล่าวหา ไม่ได้ไปปรักปรำอยู่แล้ว คดีมีเวลา 84 วัน แม้ว่าผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ตำรวจมีเวลารวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง

พ.ต.อ.กฤษณะยังกล่าวถึงกรณีการพกพาอาวุธปืนว่าใครที่สามารถพกได้บ้าง ว่า เรื่องนี้มี 2 ประเด็น เรื่องแรก คือการมีอาวุธปืน ไม่ใช่ใครมีเงินแล้วจะมีได้ ต้องเป็นคนที่มีพฤติการณ์เรียบร้อย อยู่ในหลักเกณฑ์สามารถมีได้ ประเด็นต่อมา การพกพาอาวุธปืน สำหรับการพกพาทั่วประเทศ ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติคือ ผบ.ตร. ขอที่สอบสวนกลาง

สำหรับในจังหวัดเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะสามารถออกใบอนุญาตการพกปืนได้ สำหรับประชาชนที่จะสามารถขอใบอนุญาตพกพา คือมีเหตุผลป้องกันเงินหรือทรัพย์สินที่พกพาไปจำนวนมากๆ ป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง มีตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและยังมีปลีกย่อยอีก เช่น อายุเท่าไหร่ ประวัติ มีคณะกรรมการตรวจสอบ

“กรณีวิศวกร มีความผิดแน่นอน คือความผิดที่เกิดขึ้นกับตัวปืน ถ้าปืนไม่มีใบอนุญาตก็ผิดส่วนหนึ่ง ถ้ามีใบอนุญาต แต่ไม่มีใบพกพาก็ผิดทั้ง 2 ส่วน เบื้องต้นจากหลักฐานที่มี พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาส่วนหนึ่งก่อน และอยู่ระหว่างสอบสวน ถ้ามีความผิดอื่นก็จะแจ้งข้อหาเพิ่ม และหากสอบสวนพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินคดีทั้งหมด เพราะข้อเท็จจริงต่างฝ่ายต่างอ้าง พนักงานสอบสวนกำลังสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องอยู่ คาดว่าคงมีความชัดเจนในเร็วๆนี้” พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว

ที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีวิศวกรวัย 50 ปีจะเดินทางเข้าพบเพื่อปรึกษาเรื่องคดีความว่า เมื่อช่วงเช้า ทางวิศวกรให้ทนายความประสานมายังสำนักงานปลัดฯว่ามีอาการป่วยและขอไปหาหมอก่อน ส่วนจะเข้ามาพบเรื่องอะไร อย่างไร ยังไม่ได้แจ้ง แต่ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมได้ประสานไปยัง น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการให้ความช่วยเหลือด้านคำปรึกษาข้อกฎหมาย และถ้ามีการข่มขู่ก็พร้อมจะดูแลเรื่องการคุ้มครองพยาน

ส่วนกระแสที่ออกมาขณะนี้ ยืนยันว่าไม่กดดัน เพราะดูแล้วทั้งหมดเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และตำรวจทำได้ดีอยู่แล้ว แต่คนกลับไปสนใจโลกโซเชียลต่างหาก โดยไม่ได้สนใจการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามความคิดเห็นของตนคือจำเป็นจะต้องนำหลักฐานทั้งหมดสู่ศาล และให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ส่วนความเห็นในโลกโซเชียล เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบความผิดไม่ได้

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่วัดน้อยนพคุณ ถนนพระราม 5 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ ญาติทำพิธีเคลื่อนศพนักเรียน ม.4 เหยื่อกระสุนหนุ่มวิศวกรปืนดุ ออกจากศาลา 4 สถานที่ตั้งสวดบำเพ็ญกุศล นำไปตั้งไว้บนเมรุเพื่อรอฌาปนกิจศพในช่วงเย็น บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก มีนางมณีพร ผึ่งผาย มารดา พร้อมครอบครัว ญาติสนิท และเพื่อน ร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ เพื่อนของนักเรียน ม.4 บางส่วนได้บวชหน้าไฟอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ตายด้วย

นางมณีพรกล่าวว่า สภาพจิตใจขณะนี้สงบและใจเย็นลงแล้ว สภาพจิตใจตอนนี้ดีขึ้นกว่าเก่าปลงได้เยอะ เรื่องราวต่างๆขอให้เป็นไปตามกรรม อโหสิกรรมกันไป ลูกชายตายไปแล้วจะให้ทำอย่างไร ส่วนคดีก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อหรือประสานมา หลังจากจัดการเรื่องงานศพลูกชายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงจะติดตามความคืบหน้า เรื่องทางกฎหมายปล่อยให้เจ้าหน้าที่ ดำเนินการไปตามขั้นตอน ตนจะรอฟังผลคำตัดสินอย่างเดียวว่าจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา” ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยวันนี้ เปรียบเป็นคนป่วยที่ต้องกินยาควบคุมอาการไว้ เสริมด้วยวิตามิน แต่ถ้าขาดยาเมื่อไหร่ โรคจะกำเริบ ถ้าเราแก้ปัญหาไม่ได้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากการใช้ความรุนแรง ทั้งในครอบครัว สถานศึกษา การทุจริต และยาเสพติด อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบเชื่อมโยง ทำให้สังคมไม่เป็นสุข เกิดเด็กแว้น วัยรุ่นนักศึกษาตีกัน ระเบิดอารมณ์ใส่กันกลางถนน ลักเล็กขโมยน้อยจนถึงการจี้ปล้น อาชญากรรมมีทุกวันจนเป็นอาการเรื้อรัง ซึ่งทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของต้นตอปัญหาหรือไม่ หรือเราเคยทำผิดกฎหมาย เคยละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น เคยเพิกเฉยต่อศีลธรรม จริยธรรมบ้างหรือไม่ ล้วนเป็นปัญหาที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงทั้งสิ้น

“ขอให้ทุกคนใช้คำสอนของศาสดาในทุกศาสนาที่ท่านศรัทธาเป็นเครื่องมือในการสร้างความยับยั้งชั่งใจ มีสติ ปล่อย ละวาง ให้อภัยในเรื่องที่เป็นปัญหาเล็กๆ ก่อนที่จะบานปลาย เป็นปัญหาใหญ่ มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนหยุดยั้งไม่ได้กลายเป็นอนาธิปไตย แต่อยากให้ลองยึดถือและปฏิบัติ เราจะช่วยยกระดับจิตใจของเราทุกคน และสร้างความเป็นปึกแผ่นของชุมชนของเราได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว