บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่เตือนสุดโต่ง! ปรองดองไม่ได้

ผาสุกปัดร่วมวง ไผ่-นอนคุกยาว จ่านิวชูป้ายท้วง

“บิ๊กตู่” กำชับ ป.ย.ป.ยึดหลักคิดและอิงกฎหมาย เดินหน้าปฏิรูป-ปรองดอง หวั่นฟุ้ง ไปเรื่อยเกินคำว่าประชาธิปไตย ลั่นไม่ใช่เวทีฟอกตัวหรือสร้างเครดิตให้ใคร วอนอย่าจับผิดกดดัน “บิ๊กป้อม” จนหมดกำลังใจ “บิ๊กช้าง” รอพรรคการเมืองตอบรับพร้อมเมื่อไหร่เริ่มคุยทันที “นิพิฏฐ์” แนะไปเปิดเวทีรับฟังชาวบ้านจะดีกว่า “ณัฐวุฒิ” แขวะโมเดลใหม่คณะรัฐประหารจัดการเบ็ดเสร็จพิมพ์เขียวปรองดอง “ผาสุก” ปัดไม่เคยถูกทาบร่วมวง ถึงเชิญมาก็ปฏิเสธ นายกฯผุดไอเดียดึง ปปง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท.ตั้งบอร์ดกลางปราบโกง นัด 20 ก.พ. หารือ ป.ย.ป.รื้อกฎหมายอุดช่องโหว่ทุจริต ศาลปกครองยกคำร้อง “บุญทรง” ขอทุเลาคำสั่งชดใช้คดีจีทูจีข้าว ระบุยังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ศาลขอนแก่นสั่งขังยาว “ไผ่ ดาวดิน” นัดสืบพยาน 21 มี.ค. “จ่านิว” ยกพวกชูป้าย-โชว์ตราชั่งประท้วง

หลังจากมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากภาคเอกชนและนักวิชาการตอบรับเข้าร่วมงานกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. เพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศและสร้างความปรองดอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุว่าได้เชิญบุคคลภายนอกนับร้อยคนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนการรับฟังความเห็นพรรคการเมืองนั้นไม่จำเป็นต้องลงนามในสัตยาบัน เพราะสามารถเบี้ยวกันได้ แต่ให้ยึดถือสัญญาของนักการเมืองที่มีต่อประชาชน

“บิ๊กตู่” ขอ ขรก.ช่วยขับเคลื่อน ปท.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ก.พ. ที่กระทรวงอุตสาหกรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าครั้งที่ 2/2560 มีนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงให้การต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายกฯกล่าวว่า เป็นการขับเคลื่อนประเทศ ข้าราชการการเมืองและข้าราชการของประเทศร่วมมือกันทำงานให้ตระหนักว่าตนเองมีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทุกครั้งพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาในช่วง 1 ปีที่เหลือของรัฐบาลนี้ จากที่ได้ชมนิทรรศการพบว่ามีแต่สิ่งดี อยากให้ทุกคนนำไปใช้ให้ตรงตามความต้องการของประชาชนและกลุ่มบริษัท

ให้หลักคิด ป.ย.ป.หวั่นฟุ้งเกิน ปชต.

จากนั้นเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงอุตสาหกรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า วันนี้โลกยุคโลกาภิวัตน์ ต่างคนต่างคิด ต่างเขียนต่างพูด ดังนั้นเราต้องมีหลักคิดไม่ใช่คิดวิเคราะห์อย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะความขัดแย้งมันสูง ต้องหาหลักคิดให้ได้ ต้องมีกฎหมายเป็นตัวประกอบด้วย หากคิดไปเรื่อยเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยไปทุกอัน จะกลายไปสู่อนาธิปไตย คือเกินคำว่าประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าละเมิดไม่ได้ แม้แต่สื่อก็ละเมิดไม่ได้ เป็นการละเมิดประชาธิปไตย ตรงนี้ต้องดูด้วยว่ากฎหมายอื่นเขียนไว้ว่าอย่างไร ต้องดูกฎหมายลูก เว้นอะไรที่จะทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงมีปัญหา แบบนี้เขาเรียกว่ามีหลักคิดหากไม่มีหลักคิดตรงนี้จะคิดไปเรื่อยว่าควรจะอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ฟีลลิ่งออกความรู้สึกออก แต่รัฐบาลทำงานตามฟีลลิ่งไม่ได้ ทำข้างนี้อีกข้างหนึ่งมีปัญหา มันปรองดองไม่ได้ถ้ามันสุดโต่ง พื้นฐานต้องมาจากหลักคิดและข้อกฎหมายทั้งหมด คิดอะไรที่นอกกรอบกฎหมายไม่ได้ วันนี้เราต้องแสวงหาการทำงานในลักษณะที่จะต้องปฏิรูปให้ได้ในเรื่องสำคัญ รวมถึงกิจกรรมที่จำเป็น เพื่อให้เกิดการปรองดอง

ไม่ใช่เวทีฟอกตัวเรียกเครดิตให้ใคร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ที่มาของความขัดแย้งมีหลายสาเหตุ 1.คือกระบวนการประชาธิปไตยมีปัญหาหรือไม่ ต้องหาให้เจออยู่ตรงไหน 2.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง 3.ระบบการศึกษาที่ต้องสอนให้คนคิดเป็น มีหลักคิดที่ถูกต้อง การทำงานของ ป.ย.ป.ได้ให้แนวทางไปว่าต้องมีหลักคิดจึงจะไปสู่การทำงานได้ อย่ากังวลตรงนี้ ส่วนกรณีที่มีรายชื่อบุคคลเข้ามาเยอะเหล่านั้นคือที่ปรึกษา ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไร เพราะเต็มใจจะช่วยจากเดิมที่คาดว่าน้อย แต่วันนี้ มีหลายคนอยากเข้ามา ได้เซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการไปแล้ว ส่วนชื่อผู้ทรงคุณวุฒิอย่าไปกังวล ตั้งขึ้นเพื่อมาเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้เรียกมาปรึกษาคราวเดียว ทั้งหมดเป็น 100 คน แต่จะมีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ถึงเวลาก็เชิญมา ไม่ใช่ใหญ่โตมโหฬาร เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลทำไม่สำเร็จ แล้วเอาเรื่องนี้ขึ้นมาทำต่อ มันคนละเรื่องกัน คนละงานกัน ต้องจัดตั้งกลไกมาประสานกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในวันข้างหน้า ไม่อยากให้มองว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่จะฟอกตัวหรือจะให้เครดิตใคร แต่เป็นเวทีพูดคุย แต่จะไม่ให้พูดคุยเรื่องที่เป็นปัญหาเดิมตรงนั้นอย่างไรก็ไม่จบ การปฏิรูปต้องไม่ไปปฏิรูปเรื่องที่มีความขัดแย้งสูง ใครจะซ้ายขวาไม่ได้คงเข้าใจกันใช่ไหม ต้องทำสิ่งที่ทำได้ เพื่อให้อยู่กันในวันข้างหน้า เรื่องประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำ การชุมนุมต้องหาเหตุผลมาทำ

วอนอย่ากดดันทอนกำลังใจ “บิ๊กป้อม”

เมื่อถามว่า ล่าสุดนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังก์ถัด) ตอบรับคำเชิญของรัฐบาลเข้าร่วม ป.ย.ป. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า รับก็ดีแล้ว บางคนตอบรับ บางคนขออยู่ข้างหลัง โดยมีตัวแทนเข้ามา ตนพยายามไม่ทำอะไรที่ให้เกิดภาระด้านงบประมาณหรือเกิดความยุ่งยาก จึงต้องมีที่ปรึกษาอยู่ข้างนอก ถ้าเอาที่ปรึกษาทั้งหมดมายัดเข้าในกรรมการคงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เพราะทุกคนมีความคิดเห็นต่างกัน ต้องฟังคนที่เกี่ยวข้องก่อน จากนั้นกรรมการจะสรุปออกมาและให้ที่ปรึกษาแต่ละฝ่ายไปดูว่าใช่หรือไม่ โดยเฉพาะการปรองดองสำคัญ ตนเชื่อมั่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม แต่อย่าไปกดดัน พล.อ.ประวิตรนักเลย เดี๋ยวหมดกำลังใจกันพอดี จับผิดจับถูกตลอดเวลา ตั้งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่ว่าจะปรองดองได้ใน 3 เดือน รากเหง้าปัญหาเกิดมากี่ปี ต้องนำปัญหาทุกอย่างมาคลี่ออก ต้องสร้างการขับเคลื่อนแบบนี้เพื่อให้เกิดพลัง จะไปฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่งได้อย่างไร ต้องไปด้วยกัน

ไม่ต้องลงสัตยาบันเพราะเบี้ยวกันได้

เมื่อถามว่า มองปฏิกิริยาฝ่ายการเมืองขณะนี้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อจะทำอะไรที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยทำได้มาโดยตลอด แน่นอนจะต้องมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่อยากให้ทุกคนระลึกอยู่เสมอว่าประเทศชาติอยู่ตรงไหน จะยืนตรงไหนในเวทีโลก จะทำให้ความขัดแย้งลดระดับลงและคลี่คลายลงในวันต่อไป ส่วนเรื่องลงสัตยาบันสัญญาประชาคมนั้นไม่มีสัญญา ไม่ต้องสัญญาหรอก สัญญาประชาคมคือสิ่งที่เขาพูดออกมาในประเด็นที่สร้างสรรค์ นั้นคือสิ่งที่เป็นสัญญาของนักการเมืองกับประชาชน สัญญาเซ็นแล้วก็เบี้ยวได้หมด แต่สัญญากับประชาชนสำคัญ และอยากให้สื่อเข้าใจว่าหลักการของประชาธิปไตยมีอยู่อย่างเดียวคือ รัฐธรรมนูญเขียนเพื่อปวงชนชาวไทย ประกอบด้วยประชาชนหลายฝ่าย แต่เวลาเรียกร้องกดดันรัฐบาลจะออกมาทีละกลุ่มไม่ได้เรียกว่าปวงชน แต่อ้างรัฐธรรมนูญว่าทำได้หรือทำไม่ได้ แต่กฎหมายอื่นก็มีอยู่ เช่น ห้ามชุมนุมด้วยความรุนแรง แต่ถ้าเป็นการรวมกลุ่มก็ต้องดูว่า ผิดกฎหมายตัวไหนหรือไม่ ต้องหาหลักคิดให้เจอ

ขอร้องอย่าวิจารณ์ทำสับสน

จากนั้นเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาว่า หลายคนหวังการทำงานของ ป.ย.ป.เป็นยาวิเศษรักษาทุกโรคได้ทันทีทันใจ แต่ที่ผ่านมาหลายคนไม่เข้าใจ มีแต่ สปท. สนช.ออกมาพูด เลยกลายเป็นเหมือนรัฐบาลไม่ทำงาน จึงขอความร่วมมือ ใครที่คิดว่าไม่ตรงกับที่คิดกรุณาเสนอความคิดเห็นให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไปติติงโดยไม่มีหลักการเหตุผล จะทำให้สังคมไม่เข้าใจ และสับสนวุ่นวายเหมือนเดิมขอร้อง ปัญหาของประเทศไทย มีไม่กี่เรื่อง 1.คำว่าประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย ต้องทำความเข้าใจว่าควรจะเป็นอย่างไร 2.เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจและสังคม 3.การศึกษา ต้องสร้างหลักคิดและทำให้คนรู้จักคิดในสิ่งที่ดี ทำความดี มีจิตสำนึกที่ดี จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจและแก้ปัญหาร่วมกันหวั่นต่างชาติแบนทำไทยเสียโอกาส

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าการบริหารราชการแผ่นดินทั้งการออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายต้องอิงกฎ กติกาสากลไม่ใช่ทำตามใจ จะคิดขวางโลกเป็นจระเข้ขวางคลองทุกเรื่อง คงไม่มีใครคบ หรือเราจะก้มหน้าใส่เสื้อโหลที่เขาตัดมาให้เบอร์เดียว แล้วก็ให้ใส่กันทั่วโลก ก็เป็นไปไม่ได้อีก ส่วนการบังคับใช้กฎหมายต้องใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ทำลายโอกาสในสังคม ยิ่งประเด็นระดับโลก มีองค์กรระหว่างประเทศจับตาดูอยู่ ถ้าผิดพลาดเราอาจถูกมาตรการลงโทษ เช่น การกีดกันทางการค้า ไม่คบค้าสมาคม ทั้งนี้สื่อโซเชียลมีอิทธิพลสูง และแพร่กระจายทั่วโลกสิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุดคือ การสร้างการรับรู้ที่ผิดบิดเบือนจากข้อเท็จจริง จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้พึงระลึกว่า ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดที่เป็นความขัดแย้ง เราต้องแก้ไขทำความเข้าใจกันเองให้ได้ ที่สำคัญคือเราจะไม่ยอมให้ใครมามีอำนาจเหนืออธิปไตยของชาติไทยเราได้อีก

“บิ๊กช้าง” รอพรรคการเมืองตอบรับ

ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงความคืบหน้าการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดอง ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายเลขานุการประสานงาน และทำหนังสือเชิญไปยังพรรคการเมืองไปแล้วจัดลำดับตามตัวอักษร จะเริ่มเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองทั้งหลายว่าจะพร้อมเมื่อไหร่ ถ้าพร้อมภายในสัปดาห์หน้าเราก็เริ่มดำเนินการทันที เวลาการพูดคุยขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระและหัวข้อด้วย บางครั้งอาจจะใช้ทั้งวันก็ได้ แต่ว่าเรากำหนดไว้ทั้งนั้นอยู่แล้ว สำหรับกรอบการพูดคุยเราจะเน้นการรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ตามกรอบหัวข้อที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นมา 10 หัวข้อ ว่าพวกเขามีแนวความคิดเห็นเป็นอย่างไร มีแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศหรือไม่ เพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันของคนในชาติ นั่นคือการปรองดองสมานฉันท์ในกับประเทศ

ชี้ยังไม่ใช่เวลาทำสัญญาประชาคม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 ในฐานะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ให้สัมภาษณ์ว่า การคิกออฟเปิดเวทีปรองดองในวันแห่งความรักวันที่ 14 ก.พ.ถือเป็นสัญลักษณ์การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความสงบสันติอย่างยั่งยืน อนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ยึดหลักเปิดกว้าง เน้นการมีส่วนร่วม ให้เกียรติทุกฝ่าย จะไม่มีการถกแถลงหรือโต้แย้ง เช่นเดียวกับเวทีสาธารณะระดับภูมิภาค จะยึดนโยบายนี้ ต้องรับฟังความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน หวังว่าย่างก้าวแรกของการปรองดองจะสร้างความสุขให้กับคนไทยทันปีใหม่ไทยปีนี้ จากการพบปะพูดคุยกับอดีต ส.ส.พรรค ปชป.พรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น รวมทั้งแกนนำบางท่านของกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช.และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นตรงกันกับการเริ่มปรองดอง ไม่ต้องการให้อดีตอันเจ็บปวดจากความแตกแยกประหัตประหารหวนคืนมาอีก เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ส่วนเรื่องสัญญาประชาคมสามัคคีปรองดองนั้น ยังไม่ใช่ขั้นตอนนี้ ไม่อาจบังคับใจใครได้ ต้องฟังความเห็นจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายทั่วประเทศให้แล้วเสร็จเสียก่อน

“นิพิฏฐ์” แนะเปิดเวทีฟัง ปชช.ดีกว่า

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเด็นการวางกรอบที่จะหารือทั้ง 10 เรื่องสำคัญที่ระบุนั้นล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทำแต่ละเรื่องอาจต้องใช้เวลาเป็นปี เกรงว่าจะตั้งประเด็นที่กว้างเกินไป แต่มีเวลาจำกัด จึงอยากให้วางกรอบหรือการกำหนดแนวทางว่าหากเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งไม่ว่าเรื่องใดในอนาคต จะมีมาตรการใดออกมาใช้ เพื่อเลี่ยงการใช้ความรุนแรง หรือตั้งกองกำลังตัวแทนใช้ความรุนแรงกับคนเห็นต่าง เพราะเชื่อว่าบางเรื่อง เช่น ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้แต่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในอนาคตจะมีความเห็นต่างหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น จึงไม่มีสูตรสำเร็จใดที่จะตายตัว การสร้างความปรองดองรัฐบาลน่าจะเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนคนไทยเป็นหลัก โดยเปิดเวทีกลางในแต่ละภาค แต่ละจังหวัดเพื่อรับฟังว่าประชาชนในจังหวัดนั้นๆ มากกว่าที่จะเปิดรับฟังความเห็นของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองคู่ขัดแย้ง ยังไม่เห็น ป.ย.ป. ออกมาพูดต่อสังคมเลยว่าจะฟังความเห็นของประชาชนเจ้าของประเทศอย่างไร มีแต่จะทำเอ็มโอยู หรือฟังพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองคู่ขัดแย้งเท่านั้น จึงห่วงว่ารัฐบาลเริ่มต้นนับ 1 ถูก แต่จะนับ 2 เดินต่อที่ 3 จะถูกต้องหรือไม่อย่างไร ยังไม่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ

โต้ “บิ๊กแดง” อย่าเหมาเข่งนักการเมือง

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่า นักการเมืองหวังการเลือกตั้ง แต่ทหารหวังประชาชนอยู่ดีกินดีว่า ท่านพูดถูกว่าทหารทำไม่เหมือนกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องยกมือไหว้ จะทำอะไรต้องคิดและถามประชาชนก่อนเสมอ ไม่ใช้อำนาจเผด็จการ บังคับจิตใจประชาชนผู้เลือกเรามา นักการเมืองก็หวังเห็นประชาชนกินดีอยู่ดีเช่นเดียวกับท่าน ทั้งยังหวังเห็นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันของข้าราชการทุกฝ่าย และอยากเห็นประเทศไทยมั่นคง ไม่มีการรัฐประหารในอนาคตด้วย นักการเมืองไม่ใช่หวังแต่การเลือกตั้งเท่านั้น แม้ท่านบอกว่าขณะนี้เข้าสู่โหมดปรองดอง ปี 2561 ตามโรดแม็ปคือการเลือกตั้ง แต่มีรัฐมนตรีว่าการบางกระทรวงประชุมข้าราชการแล้วย่ามใจบอกว่าอีก 2 ปีถึงจะมีการเลือกตั้ง เท่ากับจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 ไม่เป็นไปตามโรดแม็ป

“ณัฐวุฒิ” แขวะอยู่ต่อยกเลิกโรดแม็ป

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เมื่อเห็นโครงสร้างคณะกรรมการและลำดับขั้นตอนการทำงานเรื่องการปรองดองแล้วได้ข้อสรุปว่า กำลังสร้างโมเดลใหม่ที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก คือคณะรัฐประหารที่ถูกมองเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ตั้งกรอบให้หารือและตั้งแม่ทัพนายกองเป็นกรรมการทุกชุด ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เพื่อกำกับทิศทางให้ได้ข้อสรุปตามที่ต้องการหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีมาตรา 44 ที่สามารถล้มวงปรองดองได้ตลอดเวลา สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลก่อนจะได้คุยกันคือการตั้งโจทย์ภารกิจต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง ถ้าคิดว่าจะทำทั้ง 10 ข้อให้สำเร็จต้องยกเลิกโรดแม็ปแล้วอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เพราะแต่ละเรื่องไม่ใช่จะหาข้อยุติโดยง่าย แต่ถ้าคิดจะสร้างบรรยากาศให้พร้อมสำหรับการคืนอำนาจเฉพาะหน้าควรมุ่งเน้นการสร้างความปรองดองในมิติทางการเมือง ส่วนเรื่องอื่นๆเป็นสัญญาประชาคมให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าต่อไป

เย้ยไอโอถี่ยิบก็แก้ปัญหาไม่ได้

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเดินเกมปฏิบัติการด้านข่าว ขีดเส้นหนึ่งวันต้องรีบชี้แจงว่าตั้งแต่วันแรกที่ คสช.ปฏิวัติรัฐประหาร สังคมได้เห็นความพยายามพูดฝ่ายเดียวมาตลอด แม้แต่ฟรีดอมเฮาส์ องค์กรวิจัยสนับสนุนสิทธิเสรีภาพ ที่เผยแพร่รายงานประจำปีเรื่องเสรีภาพโลกประจำปี 2560 ยังระบุว่าประเทศไทยยังคงถูกจัดอยู่ในประเทศที่ไม่มีเสรีภาพ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีคะแนน 32 คะแนนจาก 100 คะแนน หัวใจสำคัญไม่ใช่ปฏิบัติการไอโอ โหมโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้องพูดความจริงกับประชาชนให้มากที่สุด อย่าทำตัวเป็นคนไข้ปฏิเสธยาหมอ เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไร ชาวบ้านสัมผัสได้ ถ้าเศรษฐกิจดีจริง รัฐบาลจะระดมเก็บภาษีทุกช่องทางขนาดนี้หรือควรหาแนวทางปรับแก้ด้านอื่น แต่กลับเลือกเพิ่มภาระให้ประชาชน ถ้าหากยังยึดหลักการอย่างนี้ ต่อให้ ปฏิบัติการไอโอ ชี้แจงบ่อยหรือเร็วแค่ไหนไม่มีทางแก้ไขได้แน่นอน

ชทพ.ส่งทีมยังบลัดร่วมเวที

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนา ได้รับการประสานจากคณะกรรมการเตรียมการเสริมสร้างความปรองดอง ให้ไปร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ในวันที่ 16 ก.พ. พรรคชาติไทยพัฒนายินดีเข้าร่วม โดยจะส่งตัวแทนเป็นอดีต ส.ส.กลุ่มคนเลือดใหม่เข้าร่วมเวทีดังกล่าว

“ผาสุก” ปัดไม่เคยถูกเชิญปรองดอง

วันเดียวกัน นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวชี้แจงต่อเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) กรณีมีการระบุว่าเป็น 1 ใน 9 ของนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ว่าไม่เคยได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมกับคณะอนุกรรมการฯ จากทางรัฐบาลแต่อย่างใด และหากได้รับการติดต่อทาบทามจริงก็จะไม่ตกลงเข้าร่วมเนื่องจากไม่สะดวก

นายกฯผุดไอเดียตั้งบอร์ดปราบโกง

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงอุตสาหกรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงครั้งที่ 2/2560 ว่าเป็นวันดีอีกวันได้พบกับปลัดกระทรวงทุกกระทรวงทุก 2 เดือน และในระหว่าง 2 เดือนมีความคืบหน้าและก้าวหน้าไปโดยตลอด ส่วนเรื่องใดที่ทำแล้วติดขัดจะถูกนำเข้าที่ประชุมในคณะกรรมการ ป.ย.ป. เพื่อให้ขับเคลื่อนไปให้ได้ วันนี้มีทั้งงานฟังก์ชันของรัฐบาล งานฟังก์ชันของแต่ละกระทรวง และงานบูรณาการของกลุ่มกระทรวง ทุกคนจะต้องประสานและสอดคล้องกันให้หมด

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลว่า พอใจผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เพราะถือว่ามีความคืบหน้ามาก ทั้งกฎหมาย กลไกการตรวจสอบ โดยได้สั่งการให้มีคณะกรรมการกลางหรือบอร์ด ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้ทำงานบูรณาการร่วมกัน มี ป.ป.ช.เป็นเจ้าภาพ ยืนยันว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้

20 ก.พ. หารือ ป.ย.ป.แก้ปัญหาทุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป) วงใน หรือมินิคาบิเนต ครั้งที่ 3 ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นประธานคณะกรรมการฯ และมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นรองประธาน จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ก.พ. เพื่อพิจารณาเรื่องต่างๆ ของกระทรวงการคลังเป็นหลัก ว่าด้วยเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การแก้ไขกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่งการทุจริต คอร์รัปชัน และหาแนวทางเพื่อแก้ไขข้อติดขัดเกี่ยวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมอากาศยาน

สธ.ตั้งชุดสางปมสินบนฉาว

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน และรักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯเผยแพร่กรณีมีการจ่ายสินบนในประเทศไทยกล่าวว่า จะเชิญกรรมการเข้าประชุมในวันที่ 13 ก.พ. เพื่อวางกรอบและขอบเขตแนวทางการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผ่านมานาน ต้องตรวจสอบจากเอกสารหลักฐานที่เหลืออยู่ และจะหารือร่วมกับกรรมการคนอื่นว่าจะหาข้อมูลหลักฐานจากแหล่งใดได้อีก

เผยสังฆราชให้กำลังใจรัฐบาล

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปกราบถวายสักการะถวายฎีกานิมนต์ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามว่า พระองค์ท่านทรงขอบใจ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 ก.พ. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นางฐะปาณีย์ อาจารวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร นำแจกันพานพุ่มเข้ากราบถวายสักการะ พระองค์ก็ทรงขอบคุณ และทรงให้กำลังใจในการทำงาน

สั่งฟ้อง “ไผ่ ดาวดิน” นอนคุกยาว

เมื่อเวลา 11.00 น. ศาลจังหวัดขอนแก่น เบิกตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มารับทราบข้อกล่าวหาและแถลงเปิดคดี หลังอัยการจังหวัดขอนแก่น สั่งฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดขอนแก่น โดยศาลสั่งพิจารณาคดีลับห้ามไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปร่วมรับฟัง มีเพียงจำเลย ทนายความ และนางพริ้ม บุญภัทรรักษา มารดาของไผ่ ดาวดิน ที่ศาลอนุญาตให้ร่วมรับฟังเท่านั้น ต่อมานายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ กล่าวว่า ผู้พิพากษาใช้เวลาแถลงเปิดคดีเพียง 5 นาที ก็มีคำสั่งให้คุมขังจำเลยต่อไปในช่วงการพิจารณาคดี ซึ่งนายจตุภัทร์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอต่อสู้คดีตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะที่อัยการจังหวัดขอนแก่น ยังขอคัดค้านการประกันตัว อ้างเหตุผลคดีมีบทลงโทษสูงและเกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ ศาลจึงมีคำสั่งให้คุมตัวผู้ต้องหาไปยังเรือนจำกลางขอนแก่น จากนั้นนัดสืบพยานและเอกสารหลักฐานต่างๆทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยในวันที่ 21 มี.ค.

“จ่านิว” นำประท้วงเชิงสัญลักษณ์

ขณะเดียวกัน นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมกลุ่มนักศึกษาดาวดิน และกลุ่มเครือข่ายนักศึกษา 4 ภาค ร่วมกันสวมหน้ากากรูปใบหน้านายจตุภัทร์ รวมทั้งชูป้ายที่มีข้อความว่า “FREE PAI” เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา โดยมีตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง คอยรักษาความปลอดภัย และทันทีที่ศาลมีคำสั่งคุมขังจำเลย กลุ่มแนวร่วมที่อยู่หน้าศาล จึงร่วมร้องเพลงคนสามัญชน ปิดตาอ่านแถลงการณ์ และนำตราชั่งจำลอง ด้านที่หนักกว่าผูกรองเท้าบูต สื่อถึงการคุมอำนาจของ คสช. อีกด้านมีถังน้ำผูกกับนกกระดาษสื่อถึงอิสรภาพ และวางดอกกุหลาบสีขาวเพื่อไว้อาลัย

สั่งปรับแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ

ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลอ่านคำพิพากษา คดีอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์ นำภา ทนายความ และแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ เป็นจำเลยฐานกระทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ กรณีเมื่อวันที่ 19 เม.ย.59 จำเลยจัดกิจกรรม “ยืนเฉยๆ” ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการควบคุมตัวนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาปรับเงิน 1,000 บาท นายอานนท์กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

ไม่รับฎีกา “ประพันธ์” หมิ่นคิงเพาเวอร์

ขณะที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งฎีกาที่นายประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฎีกาในคดีที่บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ฟ้องนายประพันธ์กับพวกผู้บริหารสื่อในเครือผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีนายประพันธ์ปราศรัยทำนองว่าบริษัทโจทก์คดโกง เอาเปรียบราชการ รับผลประโยชน์ไม่ถูกต้อง เป็นนายทุนให้พรรคการเมือง ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายประพันธ์ 6 เดือน ปรับ 6 หมื่นบาท รอลงอาญา 2 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษตามศาลชั้นต้น โดยศาลเห็นว่าเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่มีส่วนใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นการต้องห้ามมิให้ฎีกา ให้ยกคำร้อง

ศาลปกครองยกคำร้อง “บุญทรง”

เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการ กรณีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยให้เหตุผลว่า หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกคำสั่งเรียกให้นายบุญทรงกับพวกทั้ง 5 คน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ยังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าว

“ปู”โดดขึ้นรถไฟฟ้าหนีรถติด

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสจากสถานีศาลาแดงไปสถานีพร้อมพงษ์ เพื่อหลีกหนีการจราจรที่ติดขัด โดยประชาชนที่อยู่บนรถไฟฟ้ามีท่าทีตื่นเต้นและให้ความสนใจที่เห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์บนขบวนรถไฟฟ้า บางคนขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวว่า ในชั่วโมงที่เร่งรีบรถไฟฟ้าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับประชาชน ส่วนตัวรู้สึกตื่นเต้นเพราะครั้งล่าสุดที่นั่งรถไฟฟ้าคือตั้งแต่สมัยช่วย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรอง ผบ.ตร. หาเสียงสมัครลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.